นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมเปิดเวทีระดมความเห็นร่วมกัน 3 ฝ่าย ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม โรงงานน้ำตาล และชาวไร่อ้อย เพื่อสรุปแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายตามแผนพัฒนา 8 ปี รวมถึงการปรับโครงสร้างอ้อยและน้ำตาลทั้งระบบ ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เพื่อสรุปประเด็นเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ได้ภายในส.ค.นี้ทั้งนี้ในปัจจุบันตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและนำ้ตาล จะมีการเพิ่มผลผลิตอ้อย ทำให้โรงงานน้ำตาลทรายหลายรายยื่นขอย้าย และขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม ซึ่งที่รอการพิจารณามี 10 ราย ซึ่งการอนุมัติให้นั้นต้องรอสรุปปัญหาทั้งหมด โดยเฉพาะระยะห่างที่ตั้งโรงงานให้ได้ก่อน เพราะขณะนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันมาก โดยโรงงานบางส่วนต้องการให้ลดระยะห่างของโรงงานน้ำตาลระหว่างกันจากหลักเกณฑ์เดิม 80 กม.ให้เหลือ 50 กม. หรือบางรายให้ยกเลิกการกำหนดระยะห่างออกไปให้ชัดเจนแหล่งข่าวจากโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดจัดสัมมนาวันที่ 16 ส.ค.นี้ แต่ได้เลื่อนออกไป เนื่องจากยังไม่มีความพร้อมในเรื่องข้อมูลรายละเอียดที่ตรงกัน หากเปิดเวทีเพื่อที่จะสรุปในวันดังกล่าว จะใช้เวลาไม่เพียงพอ และกลายเป็นเวทีถกเถียงกัน และไม่มีข้อสรุป โดยเฉพาะประเด็นสำคัญคือระยะห่างโรงงาน รวมถึงการปรับโครงสร้างราคาที่รายละเอียดระหว่างโรงงานและชาวไร่ยังไม่ได้ข้อสรุปตรงกันอย่างไรก็ยอมรับว่า ปัจจุบันโรงงานน้ำตาล ยังไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ถึงระยะห่างโรงงานน้ำตาลว่าเท่าไร จึงจะเหมาะสม ซึ่งข้อสรุปเบื้องต้นที่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กำหนด คือ อาจกำหนดให้เป็นเงื่อนไขพิเศษกรณีต่ำกว่า 80 กม. คือ จะต้องได้รับความยินยอมจากทุกฝ่าย ต้องมีปริมาณอ้อยขั้นต่ำที่เหมาะสม เป็นต้น ซึ่งหากยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวได้ปัญหาก็จะได้จบลงเพื่อให้การขยายโรงงานใหม่และเก่าที่ติดเงื่อนไขนี้เดินหน้าได้“บางส่วนติดเงื่อนไขระยะห่างไม่ถึง 80 กิโลเมตร เช่น โรงงานน้ำตาลตั้งใหม่ที่จังหวัดเลย ของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น และโรงงานกลุ่มมิตรผล ซึ่งที่ผ่านมาจุดยืนของ 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลต้องการยึดมติครม.เดิมที่ต้องห่างกัน 80 กม.แต่ในเมื่อ 2 โรงงานถูกฝ่ายราชการอนุมัติและตั้งโรงงานแล้ว จึงต้องถามฝ่ายราชการว่าปล่อยมาได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้โรงงานที่เตรียมขอย้ายและขยายโรงงานใหม่เขาก็ถามว่าที่ผ่านมายังอนุมัติไปได้แล้วแต่ของใหม่เหตุใดต้องรอกติกาให้ชัดก่อนซึ่งไม่เป็นธรรม”นายสมศักดิ์ สุวัฒิกะ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาทราย กล่าวว่า ในฤดูการผลิต 56/57 ไทยมีผลผลิตอ้อยสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 103.66 ตัน และผลิตน้ำตาลได้ 11.29 ล้านตัน หรือ 110 ล้านกระสอบ ค่าความหวานก็ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง 12.56 ซี.ซี.เอส.จากปีก่อนหน้า 10 ซี.ซี.เอส. ส่วนฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง คือ 57/58 นั้น คาดว่าปริมาณผลผลิตอ้อยก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 103 ล้านตันอ้อย เนื่องจากจะมีพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไปตามนโยบายเปลี่ยนนาข้าวเป็นไร่อ้อย โดยคาดว่า พื้นที่ปลูกอ้อยจะเพิ่มเป็น 12 ล้านไร่ จาก 10 ล้านไร่ ในฤดูกาล 56/57 ขณะค่าความหวานก็จะดีขึ้น เพราะได้พัฒนาพันธุ์อ้อยอย่างต่อเนื่องแหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย(สอน.) กล่าวว่า ยอดขายน้ำตาลทรายปีนี้ ถือว่า ไม่ดีนัก ทำให้มีน้ำตาลค้างกระดานอยู่กว่า 3 ล้านกระสอบ เทียบกับระดับค้างกระดานปกติที่อยู่ที่ 1.8-2 ล้านกระสอบ โดย เป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้อุตสาหกรรมที่มีน้ำตาลเป็นวัตถุดิบทั้งอาหารและเครื่องดื่มมีความต้องการลดลง ส่งผลต่อปริมาณการบริโภคน้ำตาลโดยรวมของทั้งประเทศเนื่องจากในปริมาณโควตาน้ำตาลขายในประเทศ หรือโควตาก. ที่ 2.5 ล้านตัน หรือ 25 ล้านกระสอบนั้นกว่า 80% เป็นการใช้ในภาคอุตสาหกรรม เป็นการบริโภคในครัวเรือนเพียง 20%
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.อุตฯ ระดมสมองถกรื้อระบบอ้อย
Blog
-

ก.อุตฯ ระดมสมองถกรื้อระบบอ้อย
Facebook Comments -

กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เป็นไปได้เหรียญสิบมี 100 เหรียญ
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. กลายเป็นกระแสทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปแล้ว สำหรับเรื่องเหรียญ 10 บาท ที่ไม่ได้มีมูลค่าแค่ตามจำนวนดังกล่าว หลังหนุ่มเจ้าของร้านปาหนันจิวเวลรี่ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กขอรับซื้อเหรียญ 10 บาท ที่ผลิตเมื่อปี พ.ศ.2533 ด้วยมูลค่า 1 แสนบาทต่อหนึ่งเหรียญ เนื่องจากระบุว่าเหรียญสิบปีนั้นมีผลิตแค่ 100 เหรียญเท่านั้น ทำให้ประชาชนทั่วหองระแหงต่างต้องรีบงัดเหรียญ 10 บาท ที่พกติดตัวอยู่มาตรวจดูว่าเป็นปีอะไร เพื่อหวังจะได้เป็นลาภลอยมีมูลค่ามหาศาล สร้างกระแสข่าวครึกโครมเป็นอย่างมากกระทั่ง นายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ให้สัมภาษณ์กลบกระแสไฟลุกโชน ว่า กรมธนารักษ์ได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วว่า ปี พ.ค.2533 ไม่ได้มีเหรียญ 10 บาท แค่จำนวน 100 เหรียญเท่านั้น เนื่องจากเมื่อปี 2533 ได้ซื้อเหรียญ 10 บาทสำเร็จรูปมาจาก บริษัทโอลินบราส ประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวนถึง 50 ล้านเหรียญเลยทีเดียว จึงเป็นแค่ข่าวลือ นอกจากนั้น นายวีระวุฒิ ศรีเปารยะ รองอธิบดีด้านเหรียญกษาปณ์ ยังตอกย้ำเพิ่มเติมอีกว่า การผลิตเหรียญแต่ละครั้ง เฉลี่ยต้องผลิตไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเหรียญแน่นอน เพราะฉะนั้นถ้าจะมีแค่ 100 เหรียญ คงเป็นเรื่องยากล่าสุดช่วงเย็นวันเดียวกัน นายนริศ ได้ออกมาเปิดเผยกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งต่างจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก โดยกล่าวว่า การผลิตเหรียญกษาปณ์จำนวน 100 เหรียญนั้น มีความเป็นไปได้ หากจำนวนสั่งผลิตในแต่ละรอบมีการผลิตไว้ปริมาณมากๆในปีก่อนหน้า และจำเป็นจะต้องผลิตให้เต็มจำนวนในปีถัดไป โดยบางกรณีอาจเป็นการชดเชยการผลิตเหรียญราคาอื่นได้ ซึ่งขณะนี้ กรมธนารักษ์ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ เพราะเจ้าหน้าที่ดูแลสายงานผลิตเหรียญกษาปณ์ติดราชการอยู่ต่างประเทศ สัปดาห์หน้าถึงจะรู้ชัด"แต่เบื้องต้นพบว่า ได้มีการหาแหล่งจัดซื้อจัดหาเหรียญตัวเปล่าและเหรียญสำเร็จรูปชนิดราคา 10 บาท ในปี 2532 เป็นจำนวน 100 ล้านเหรียญ และปี 2533 จำนวน 20 ล้านเหรียญจริง เพียงแต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าการผลิตเหรียญจำนวนนั้น มีการตีตราผลิตไว้ว่าเป็นปีใด อาจไม่ได้ตีตราปี 2533 ไว้ทั้งหมด ดังนั้นข้อสันนิษฐานเหรียญ 10 บาท ปี 2533 มีแค่ 100 เหรียญนั้นก็มีความเป็นไปได้ เพราะบางครั้งการผลิตเหรียญอาจใช้วิธีผลิตให้เต็มจำนวน ยกตัวอย่าง ปีนั้นต้องผลิตเหรียญ 1 ล้านเหรียญ ในส่วนของเหรียญบาท, เหรียญ 50 สตางค์, เหรียญ 25 สตางค์, แต่ปรากฎว่าการผลิตขาดไป 100 เหรียญ ดังนั้นก็เลยผลิตเหรียญ 10 บาท เพิ่มเติมเข้าไปให้เต็ม" อธิบดีกรมธนารักษ์ เผยผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเอกสารการผลิตเหรียญกษาปณ์ย้อนหลังของกรมธนารักษ์ พบว่ายังมีการลงข้อมูลที่ไม่ตรงกันอยู่ โดยรายงานแผนการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนพระบรมรูปรัชกาลที่ 9 รูปพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม มีการลงข้อมูลการผลิตเหรียญ10 บาท เพื่อใช้หมุนเวียนในปี 2533 ที่จำนวน 100เหรียญจริง ตามที่เป็นกระแสข่าวอยู่ในสังคมโซเชียล ส่วนในปี2532 มียอดผลิต 100 ล้านเหรียญ แต่ขณะเดียวกัน รายงานประจำปี 2533 ของกรมธนารักษ์ กลับระบุข้อมูลการผลิตเหรียญกษาปณ์ทั้งหมดในปี 2533 ว่าเหรียญชนิดราคา 10 บาท มีจำนวนผลิตถึง 100 ล้านเหรียญ ทำให้ยังเป็๋นที่สับสนว่าข้อมูลใดถูกต้องกันแน่ ซึ่งกรมธนารักษ์ก็ยังไม่สามารถชี้แจงข้อเท็จจริงในรายละเอียดได้ และขอเวลาตรวจสอบอีกครั้ง.ข่าวที่เกี่ยวข้อง "ธนารักษ์"ยันเหรียญสิบปี 33 มี 50 ล้านเหรียญ ฮือฮารับซื้อเหรียญ10บาทปี2533 ราคา1แสนบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กลับลำ”ธนารักษ์”ชี้เป็นไปได้เหรียญสิบมี 100 เหรียญFacebook Comments -

แนะส่งเสริมธุรกิจเพศที่3กระตุ้นท่องเที่ยว
นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการเดินทางไปศึกษาเรียนรู้เศรษฐกิจในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น พบว่า หากมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 แล้ว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมหรือส่งเสริมธุรกิจด้านของเพศที่ 3 ในไทยจะมีความโดดเด่นมากที่สุด เนื่องจากไทยได้เปิดกว้างในเรื่องนี้ และสังคมไทยได้ยอมรับคนกลุ่มนี้มากขึ้น ต่างจากหลายประเทศที่สังคมไม่ยอมรับ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการในการกระตุ้นการจัดกิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มคนเพศที่ 3 ให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาล“จากการสอบถามไกด์ในแต่ละประเทศ พบว่ากลุ่มคนเพศที่ 3 เมื่ออยู่ในประเทศนั้น มักทำตัวเป็นผู้ชาย 100% เพราะหลายประเทศกระแสสังคมไม่ยอมรับ ดังนั้นเมื่อได้เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วคนกลุ่มนี้ก็จะสามารถแสดงออกของตัวตนที่แท้จริงได้เต็มที่ ดังนั้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวดังกล่าวต้องมีกิจกรรมดึงดูดในหลายพื้นที่เพื่อสร้างรายได้และการเกิดธุรกิจรองรับจำนวนมากจากปัจจุบันที่มีเมืองพัทยาที่มีความโดดเด่นมากในด้านนี้”นอกจากนี้ยังพบว่าบรรดาแรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม กัมพูชา พม่า มีความชื่นชอบเจ้าของกิจการที่เป็นคนไทยอย่างมาก โดยเฉพาะแรงงานเวียดนาม จึงต้องการให้ไทยเข้ามาลงทุนในเวียดนามมากขึ้น เนื่องจากนายจ้างคนไทยดูแลลูกจ้างดีรวมถึงไม่มีการทำร้ายร่างกายเหมือนนายทุนต่างชาติจากบางประเทศที่แรงงานเหล่านั้น อ้างว่ามีการทำร้ายร่างกายหรือต่อว่าอย่างรุนแรงในกรณีที่ทำงานผิดพลาดหรือทำไม่ได้ตามเป้าหมาย“ที่ผ่านมานักลงทุนจากไทยได้ไปลงทุนในประเทศอาเซียนไม่มากนักหากเทียบกับประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน เช่น การลงทุนในเวียดนาม มูลค่าโครงการลงทุนไทยอยู่ในอันดับ 3 รองจากสิงคโปร์ และ มาเลเซีย ส่วนมูลค่าลงทุนในประเทศกัมพูชา พบว่าไทยอยู่อันดับ 2 รองจาก สิงคโปร์, มูลค่าลงทุนในอินโดนีเซีย พบว่าไทยอยู่อันดับ 3 รองจาก สิงคโปร์ และ มาเลเซีย และ ในพม่า พบว่าไทยอยู่อันดับ 1 ของอาเซียน โดยกิจการส่วนใหญ่ที่ไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เสื้อผ้า เกษตรแปรรูป โรงสีข้าว รองเท้า การผลิตเหมืองแร่ พลังงาน น้ำมัน อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป เป็นต้น”สำหรับในส่วนของมูลค่าเงินลงทุนจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) จากทั่วโลกที่เข้ามาลงทุนในอาเซียนในช่วง 4 ปีทีผ่านมา (53-56) ไทยอยู่ในอันดับ 4 โดยอันดับ 1 เป็นสิงคโปร์ มูลค่า 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาเป็น อินโดนีเซีย มูลค่า 70,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, มาเลเซีย มูลค่า 43,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ไทย มูลค่า 36,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, เวียดนาม มูลค่า 32,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ฟิลิปปินส์ มูลค่า 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, พม่า มูลค่า 8,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ,กัมพูชา มูลค่า 4,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ ลาว มูลค่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐนายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีบริษัทคนไทยที่ไปลงทุนในเวียดนามประมาณ 100 รายส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จอย่างดี เนื่องจากเวียดนามมีประชากร 92 ล้านคนมากกว่าไทยที่มีประชากร 65 ล้านคน ขณะที่อัตราการขยายตัวทางเสรษฐกิจในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับ 5-6% ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยค่อนข้างประสบความสำเร็จมาก อย่างไรก็ตามทราบว่าปัจจุบันมีเอสเอ็มอีสนใจเข้าไปลงทุนในเวียดนามมากแต่หลายรายไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปลงทุนเพราะกลัวว่าจะขาดทุน ดังนั้นทางหอการค้าไทยจะมีการจัดโครงการให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ประสบความสำเร็จเป็นพี่เลี้ยงเอสเอ็มอีที่จะไปลงทุน สำหรับรายใหญ่ที่ประสบความเร็จในเวียดนาม เช่น บริษัท ปตท. กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน และเครือเอสซีจี เป็นต้น"สถานการณ์ของประชากรของเวียดนามพบว่า มีประชากรในวัยแรงงานจำนวนมากและมีค่าแรงต่ำ โดยประชากรทั้งหมด 92 ล้านคน จำนวนนี้เกือบ 60% ของทั้งประเทศอายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งล้วนอยู่ในวัยทำงานและมีการใช้จ่าย, คนเวียดนามมีความขยันขันแข็ง โดยเฉพาะสตรี จะทำงานหนักและมีความรับผิดชอบสูง, เป็นผู้รักการศึกษา, สนใจเทคโนโลยีใหม่ๆ"
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะส่งเสริมธุรกิจเพศที่3กระตุ้นท่องเที่ยวFacebook Comments