Blog

  • สั่งเพิ่มเงินกองทุนประกันภัย500ล้าน

    สั่งเพิ่มเงินกองทุนประกันภัย500ล้าน

    นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทประกันวินาศภัยเมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้แจ้งให้บริษัทประกันภัยเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำแบบขั้นบันได เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีในปี 58 เป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทควบคู่กับการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงของธุรกิจแต่ละประเภท (อาร์บีซี) โดยปีแรกผู้ประกอบการต้องดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำให้ได้ 100 ล้านบาท หลังจากที่คปภ.ออกประกาศบังคับใช้ในปลายปี 57 ปีที่ 2 ต้องดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำเพิ่มเป็น 200 ล้านบาท ปีที่ 3 เพิ่มเป็น 300 ล้านบาท ปีที่ 5 จะเพิ่มเป็น 500 ล้านบาททั้งนี้จะส่งผลให้เงินกองทุนฯ ของบริษัทประกันภัยไทยอยู่ในระดับใกล้เคียงกับธุรกิจประกันภัยในภูมิภาคอาเซียน ที่ปัจจุบันกำหนดเงินกองทุนขั้นต่ำสูงกว่าไทย เช่น เมียนมาร์ 1,600 ล้านบาท หรือ สิงคโปร์ ปรับปรุงทุกปีตามขนาดของธุรกิจ และทำให้ประกันภัยไทยมีบริษัทขนาดเล็กมีศักยภาพในการแข่งขันมากขึ้น สำหรับ บริษัทประกันสุขภาพ ให้เพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำจาก 30 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาทภายใน 3 ปีหลังจากประกาศมีผลบังคับใช้ เพราะถือว่าทำธุรกิจเดียว ซึ่งหากบริษัทใดไม่สามารถดำรงเงินกองทุนขั้นต่ำใหม่ได้ตามที่กำหนดลงโทษตามขั้นตอน คือ ให้หยุดรับประกันภัยชั่วคราวจนกว่าดำเนินการแล้วเสร็จ และถ้ายังไม่ทำตามที่คปภ.กำหนดอาจต้องปิดกิจการ“คปภ.ได้เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบเกิดขึ้นแล้ว เช่น ควบรวมกิจการ การเพิ่มสัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติ และการเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนผ่านการออกตราสารทางการเงิน สำหรับธุรกิจประกันชีวิต ให้เพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำเป็น 500 ล้านบาทใน 3 ปี จากปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 50 ล้านบาท และ ภายใน 5 ปี ต้องเพิ่มเป็น 1,000 ล้านบาท แต่ต้องไปหารือกับภาคธุรกิจอีกครั้งว่าจะเพิ่มปีละเท่าไหร่ “นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า การเพิ่มเงินกองทุนขั้นต่ำเป็นการเพิ่มหลักประกันความมั่นคงทางด้านธุรกิจให้กับผู้ประกอบการและช่วยทำให้ขยายงานในอนาคตมากขึ้น เพราะอัตราที่จัดเก็บในปัจจุบัน 30 ล้านบาทนั้น ทำให้ธุรกิจประกันขยายธุรกิจหรือขยายงานไม่ได้มากนักในช่วงที่ต้นทุนการทำธุรกิจสูงขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นการดำเนินการดังกล่าว จะทำให้เงินกองทุนฯของไทยทัดเทียมกับอาเซียน เนื่องจากในหลายประเทศ มีอัตราสูงกว่าไทย“ก่อนหน้านี้คปภ.ต้องการให้ขึ้นครั้งเดียว 300 ล้านบาท ซึ่งสมาคมฯได้เจรจาว่า หากขึ้นในอัตราที่สูงจะเป็นภาระหนักให้กับผู้ประกอบการมากเกินไปจึงขอให้ขึ้นเป็นขั้นบันได เพื่อให้บริษัทประกันวินาศภัยได้ปรับตัวไม่เช่นนั้นจะทำให้บริษัทที่ปรับตัวไม่ทันมีปัญหาเกิดขึ้นได้ในอนาคต”ทั้งนี้ยอมรับว่า การเพิ่มเงินกองทุนฯ จะทำให้บริษัทประกันวินาศภัยที่มีขนาดเล็ก มีการควบรวมกิจการมากขึ้น จากเดิมที่ทำธุรกิจเล็ก ๆ และมีค่าใช้จ่ายสูงอาจต้องหาพันธมิตร เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ ส่วนการให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้น จากเดิมที่อยู่ในอัตรา 25% เป็น 75% นั้น จะต้องแก้ไขกฎหมาย ซึ่งอาจใช้ระยะเวลา แต่เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจประกันแข็งแกร่ง และการเพิ่มสัดส่วนต่างชาติเป็นไปตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ(แกตต์) ในปี 63 ขององค์การการค้าโลก(ดับเบิลยูทีโอ)

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สั่งเพิ่มเงินกองทุนประกันภัย500ล้าน

  • ตรวจเข้มสถานเริงรมย์

    ตรวจเข้มสถานเริงรมย์

    นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯได้ดำเนินมาตรการเร่งรัดเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งตรวจสถานประกอบการและสถานเริงรมย์ เช่น บาร์เหล้า สนามกอล์ฟ และบริเวณตามแนวชายแดน รวมทั้งมาตรการปราบปราม โดยเฉพาะสุราปลอมแปลงและหลีกเลี่ยงภาษีที่สามารถจับกุมได้จำนวนมาก คาดว่าจะช่วยให้การจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 57 เพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาท“การดำเนินมาตรการดังกล่าว นอกจากจะช่วยให้เพิ่มการจัดเก็บรายได้เข้ากรมสรรพสามิตแล้ว ยังมีผลช่วยในทางสังคมอย่างมาก เนื่องจากสุราปลอมแปลงและหลีกเลี่ยงภาษีไม่เพียงไม่ทราบวันผลิตและหมดอายุที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังมีการจัดส่งที่ไม่ได้มาตรฐานซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของสินค้าด้วย ผู้บริโภคไม่ต้องได้รับความเสี่ยงจากการบริโภคสุราที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว ถือเป็นการดูแลสุขภาพของประชาชนทางอ้อมอีกด้วย”ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้รายงานฝ่ายเศรษฐกิจ รับทราบเกี่ยวกับมาตรการตรวจเข้มแล้ว ซึ่งเมื่อดูจากผลการจัดเก็บหากดูเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จะพบว่าตั้งแต่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศเมื่อวันที่ 22 พ.ค.57 ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของภาคเอกชนและประชาชนดีขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนชนเพิ่มขึ้น สะท้อนจากการจัดเก็บในหมวดเครื่องดื่มนอกจากนี้ กรมฯประเมินว่า การจัดเก็บในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 57 การจัดเก็บในหมวดเครื่องดื่ม ทั้งเบียร์, สุรา, และเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์จะสามารถจัดเก็บได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากช่วงที่เหลือเป็นช่วงเข้าไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งเป็นวันหยุดยาวของชาวยุโรป ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเดินทางในประเทศจำนวนมาก และคนไทยที่มีวันหยุดยาวช่วงวันแม่ ประกอบกับ ระหว่างเดือน ต.ค.-ก.ย.ที่มีการเกษียณทำให้มีการเลี้ยงสังสรรค์ ซึ่งทำให้ภาษีการบริโภคปรับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอนอย่างไรก็ตาม การจัดเก็บกรมสรรพสามิต จะมีสัดส่วน ประกอบด้วย การจัดเก็บน้ำมัน, รถยนต์, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไม่มีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ ซึ่งที่ผ่านมาการจัดเก็บภาษีรถยนต์ยนต์ในปีนี้ถือเป็นตัวฉุดอย่างมาก เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งยอมรับว่าอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่เชื่อว่าสถานการณ์ภายในประเทศดีขึ้น จะช่วยให้เกิดการจ่าย ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงปลายปี เพราะกิจกรรมส่งเสริมการขายรถยนต์จะอยู่ในช่วงปลายปีเป็นหลัก ซึ่งจะช่วยการจัดเก็บดีขึ้นในต้นงบประมาณปี 58

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตรวจเข้มสถานเริงรมย์

  • ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน

    ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน

    นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 27 ส.ค.นี้ ประเทศฟิลิปปินส์ จะเปิดประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% ปริมาณ 500,000 ตัน ซึ่งภาคเอกชนไทยเตรียมเข้าไปร่วมเสนอราคาขายข้าวให้กับฟิลิปปินส์ในครั้งนี้ด้วย ซึ่งไทยมีโอกาสมากเพราะเวลานี้ราคาข้าวไทยถูกกว่าเวียดนาม รวมทั้งผลผลิตข้าวเวียดนามมีไม่เพียงพอส่งออก“ปกติฟิลิปปินส์ได้ซื้อข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก แต่เชื่อว่าการประมูลครั้งนี้ไทยมีโอกาส เพราะเวียดนามผลผลิตข้าวไม่ค่อยมี แต่ที่เข้าร่วมประมูลด้วย เพราะต้องการรักษาฐานลูกค้าไว้ ดังนั้นจึงเชื่อว่าอย่างไรฟิลิปปินส์คงซื้อข้าวจากไทยด้วย โดยการเข้าร่วมประมูลครั้งนี้เอกชนจะเป็นทัพหน้า และภาครัฐคอยสนับสนุนเอกชนไทย”อย่างไรก็ตาม แนวโน้มข้าวไทยปัจจุบันกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก เพราะราคาข้าวเป็นไปตามกลไกตลาด แม้ว่าราคาข้าวไทยต่ำกว่าเวียดนาม แต่ไม่น่าห่วง เพราะประเมินว่าราคาข้าวจะไม่ตกต่ำไปมากกว่านี้แล้ว ถือว่าต่ำที่สุดแล้ว โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ไทยสามารถส่งออกได้แล้ว 5.2-5.3 ล้านตัน และคาดว่าจนถึงปลายปีจะส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 9 ล้านตันรายงานข่าวจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) แจ้งว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการนำเข้าข้าวจากประเทศจีนและแอฟริกาใต้ ติดต่อขอซื้อข้าวจากอคส.จำนวนมาก เนื่องจากความต้องการข้าวในตลาดโลกมีเพิ่มขึ้นโดยผู้นำเข้าที่ติดต่อซื้อข้าวกับอคส.ประเมินว่าอาจได้ข้าวราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพราะเป็นหน่วยงานที่ดูแลรักษาข้าวโดยตรง แต่ในทางปฎิบัติจริงอคส.ไม่มีหน้าที่ระบายข้าว ดังนั้นจึงส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าต่างประเทศ เพื่อให้ประสานงานซื้อขายข้าวกันต่อไปด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงที่ไทยจะส่งออกข้าวได้เกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 9 ล้านตัน แต่อาจไม่ถึง 10 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกที่จะออกในช่วงปลายปีขยับได้ถึงราคาตันละ 8,500 บาท ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการได้ โดยประเทศผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องการข้าวที่จะออกมาใหม่ และไม่สนใจข้าวเก่าในสต๊อกมากนักผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ประเทศผู้ส่งออกข้าวในขณะนี้พบว่าหลายประเทศอยู่ระหว่างการปรับตัวเพื่อเข้าสู่การแข่งขันในช่วงครึ่งปีหลัง โดย เวียดนาม อาจพิจารณายกเลิกการกำหนดราคาส่งออกข้าวขั้นต่ำ เพื่อให้ผู้ส่งออกข้าวสารสามารถกำหนดราคาส่งออกเองได้โดยไม่ต้องใช้ราคาส่งออกข้าวขั้นต่ำของสมาคมอาหารเวียดนาม เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการกำหนดราคาส่งออกและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันขณะที่ประเทศอินเดีย ล่าสุด องค์การอาหารแห่งชาติของอินเดียรายงานว่า สต็อกข้าวในคลังของรัฐบาล เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา มีปริมาณ 28.03 ล้านตัน ลดลง 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากภาวะราคาข้าวในประเทศปรับตัวสูงขั้นทำให้รัฐบาลจัดหาข้าวได้น้อยลง อย่างไรก็ตาม สต็อกข้าวในปัจจุบันของอินเดียมากเป็น 2 เท่าของระดับสต็อกขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนดไว้ส่วนเมียนมาร์ กำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตข้าวนึ่งในหลายเขตของประเทศเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในต่างประเทศ ทั้งนี้ สมาคมอุตสาหกรรมข้าวพม่าคาดว่าในปี 57 จะส่งออกข้าวนึ่ง 300,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 56 ที่ส่งออก 30,000 ตันโดยตลาดสำคัญอยู่ที่ ยุโรปและรัสเซีย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นขายข้าวฟิลิปปินส์5แสนตัน