Blog

  • วิจัยอย่างยั่งยืน! มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปีนี้ – ฉลาดคิด

    วิจัยอย่างยั่งยืน! มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปีนี้ – ฉลาดคิด

    เป็นประจำทุกปีกับการนำเสนอผลงานวิจัย ที่แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของคนไทยไม่ใช่สู้ใครเขาไม่ได้  หากมีโอกาสและได้รับการสนับสนุน ซึ่ง “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ก็เป็นอีกหนึ่งเวที   ในการนำเสนอต้นแบบ  ความคิด และสิ่งประดิษฐ์ผลงานนักวิจัยไทยจากหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ “ศาสตราจารย์นายแพทย์สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ” เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ  บอกว่า  ปีนี้ วช.หรือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ จัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ” ขึ้น ด้วยแนวคิด “วิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคม อย่างยั่งยืน” มีการนำเสนอผลงานวิจัยจากหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศมากกว่า 100 หน่วยงาน มีผลงานกว่า 250 เรื่อง ทั้งนี้ไฮไลต์ผลงานที่จะนำมาจัดแสดง เช่น นวัตกรรมยานพาหนะสำหรับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ออกแบบรถมอเตอร์ไซค์สามล้อให้ผู้พิการสามารถเข็นรถเข็นขึ้นมาเพื่อขับขี่ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และมีโครงสร้างที่ถูกต้องตามกฎหมาย หุ่นยนต์ลิงปีนต้นหมาก ต้นแบบจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ที่สร้างขึ้นด้วยท่อพีวีซี  มีมอเตอร์  2 ตัว ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ สามารถใช้เก็บผลหมากแทนคน ใช้เวลาในการขึ้นลง 6  นาทีต่อ 1 ต้น ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุของคนได้ การตรวจวัดความหอมของข้าวไทย  ผลงานนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ที่นำเทคโนโลยีการตรวจจับกลิ่น โดยการประมวลผลอาเรย์หัววัดทางเคมี  มาผลิตเป็นเครื่องมือที่เรียกว่าจมูกอิเล็กทรอนิกส์   สำหรับวัดระดับความหอมของข้าว นอกจากนี้ยังมีไอโซนาร์ เครื่องบอกเตือนสิ่งกีดขวางสำหรับผู้พิการทางสายตา จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผลิตภัณฑ์เวชสำอางไบโอเจลจากสาหร่ายไก จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ที่นำสาหร่ายไก สาหร่ายน้ำจืดสีเขียวที่พบมากในแม่น้ำน่าน และวิจัยพบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระต้านการอักเสบ มาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เจลลบริ้วรอยและเจลปิดใต้ตาและจมูก เก้าอี้เคลื่อนย้ายผู้สูงอายุ  จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ช่วยในการเคลื่อนย้ายตัวผู้สูงอายุจากเตียงไปยังจุดต่าง ๆ ของที่พักอาศัยและสามารถปรับเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่งหรือจากนั่งเป็นนอนได้ และโทรวัดน้ำ ฝีมือ ดร.วิชญ์  ศรีวงษา  นักวิจัยจากสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน  ที่ทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในการเก็บข้อมูลระดับน้ำ และทดแทนการทำระบบโทรมาตรที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง สำหรับระบบนี้สามารถนำมือถือแบบเติมเงินมาใช้บอกข้อมูลระดับน้ำแบบเรียลไทม์ได้อย่างแม่นยำ นี่แค่ตัวอย่าง  ..ยังมีผลงานวิจัยคนไทยให้ชมอีกมาก อยากรู้ว่าวิจัยอย่างไร ถึงจะเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชมได้ในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 7-11 ส.ค. นี้ที่บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์  เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วิจัยอย่างยั่งยืน! มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ปีนี้ – ฉลาดคิด

  • คืบหน้าโครงข่ายทีวีดิจิตอลเร่งแก้ไขจุดอับ

    คืบหน้าโครงข่ายทีวีดิจิตอลเร่งแก้ไขจุดอับ

    กสทช. เผยโครงข่ายทีวีดิจิตอล ครอบคลุม 50% แล้ว เดินเครื่องเร่งตรวจสอบจุดอับสัญญาณ เพื่อให้ประชาชนรับชมทีวีดิจิตอลทั่วถึง  พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า  ในขณะนี้โครงข่ายทีวีดิจิตอลภาคพื้นดิน ครอบคลุมพื้นที่ออกอากาศแล้ว 50% ติดตั้งสถานีฐานใน  11 จังหวัด ซึ่งแนวโน้มผู้ให้บริการโครงข่ายจะขยายไปตามแผนดำเนินการที่กำหนดไว้ ส่วนประชาชนที่รับชมผ่านระบบทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี ก็สามารถเข้าถึงทีวีดิจิตอลได้ตามประกาศ การให้บริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป  (มัตส์ เครี่) ที่ต้องนำฟรีทีวีไปออกอากาศ เพื่อให้ประชาชนได้รับชมอย่างทั่วถึง โดยภายในปี 2557 การให้บริการโครงข่ายทีวีดิจิตอลจะต้องครอบคลุมพื้นที่ดังต่อไปนี้ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ สงขลา นครศรีธรรมราช   อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี ระยอง สิงห์บุรี สุโขทัย ขอนแก่น อุดรธานี ร้อยเอ็ด สระแก้ว นครสวรรค์  ภูเก็ต ตรัง ลำปาง สกลนคร สุรินทร์ น่าน เพชรบูรณ์ และ ประจวบคีรีขันธ์ ด้าน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. จะส่งทีมงานเข้าตรวจสอบร่วมกับผู้ให้บริการโครงข่าย 4 ราย เนื่องจากพบว่า บางพื้นที่ที่โครงข่ายทีวีดิจิตอลเข้าถึง แต่มีจุดอับสัญญาณ ตึกสูงบังสัญญาณ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถรับชมได้ โดยเบื้องต้น กสทช.นำร่องตรวจสอบที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล จากนั้นจะขยายการตรวจสอบไปตามสถานีฐานที่ผู้ให้บริการโครงข่ายดำเนินการติดตั้งต่อไป.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คืบหน้าโครงข่ายทีวีดิจิตอลเร่งแก้ไขจุดอับ

  • เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (3) – โลกาภิวัตน์

    เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (3) – โลกาภิวัตน์

    แจ๊ค หม่า ตั้งใจคิดทำอะไรก็จะไม่หยุดความพยายาม แม้ว่ารัฐบาลจีนไม่สนับสนุนในช่วงแรก ความตั้งใจล้มเลิกสักสองปี แล้วก็ได้โอกาสจึงตั้งบริษัทอาลีบาบาขึ้นโดยที่เป็นธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจระหว่างผู้ส่งออกของจีนและผู้ซื้อสินค้าในต่างประเทศ ต่อมาในปี ค.ศ. 1999 ทางอาลีบาบาได้พบกับโจเซฟ ไซ (Joseph Tsai) เป็นนักกฎหมายชาวไต้หวันจบการศึกษาจากเยลและทำงานด้านธุรกิจ หุ้นทุนเอกชนในฮ่องกง ทั้งคู่คือแจ๊ค หม่าหรือโจเซฟ ไซ เลยเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทโกลด์แมนแซคส์และซอฟต์แบงค์ ต่อมาในปี ค.ศ. 2003 หม่าได้ริเริ่มบริษัทเตาเบา (Taobao) ซึ่งเป็นบริษัทที่ค้าขายเชิงพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคด้วยกัน ช่วงนั้นอีเบย์ซึ่งเป็นธุรกิจลักษณะยังครองตลาดจีนอยู่ เพื่อที่จะสู้กับอีเบย์ในประเทศจีน หม่าตัดสินใจเลือกใช้วิธีให้เตาเบาเปิดให้บริการฟรีทั้ง ๆ ที่จะต้องสูญเสียเงินสดไปเรื่อย ๆ อริสแมนผู้ทำภาพยนตร์ได้กล่าวว่า “ในฐานะผู้ลงทุนจากวอลสตรีท (โกลด์แมนแซคส์และซอฟต์แบงค์ที่เขาลงทุนอยู่) เขาเต็มใจที่จะให้อาลีบาบาสู้จนล้มลงพื้น เพื่อที่จะเอาชนะอีเบย์ให้ได้” “สิ่งที่แย่กว่าคู่แข่งที่สุดฉลาดก็คือ คนบ้าที่กล้าสู้กล้าที่จะใช้เงินลงทุนทั้งหมดโดยที่ไม่รู้ว่ากำไรอยู่ตรงไหน เพื่อจะเอาชนะคู่แข่ง” ในเดือนตุลาคม ค.ศ.  2005 แจ๊ค หม่าได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่าเตาเบาสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 70% ของการค้าออนไลน์ในประเทศจีน “ไม่นานนักเตาเบาจะเป็นเจ้าเดียวในตลาด ยุคของอีเบย์หมดไปแล้ว” ในปี ค.ศ.  2006 อีเบย์ประกาศว่าถอยออกจากตลาดประเทศจีนและก็ได้ถูกลีกา ชิง เศรษฐีกระเป๋าหนักชาวฮ่องกงไปควบคุมดูแลกิจการและเปลี่ยนเป็นบริษัททางอินเทอร์เน็ตแทน “ผมเคยฝันว่าผมเกิดในช่วงสงคราม และผมได้เป็นนายพลบัญชาการรบ” แจ๊ค หม่าได้เคยพูดไว้ในสมัยเด็กว่า “ผมคิดไว้เสมอถ้าเป็นช่วงสงคราม ผมจะต้องทำอะไรให้สำเร็จบ้าง” หม่า เองก็จะต้องต่อสู้กับการตัดสินใจในห้องประชุมคณะกรรมการผู้ถือหุ้นในเรื่องหนัก ในปี ค.ศ. 2011 ตอนที่อาลีบาบาได้เริ่มร่วมหุ้นส่วนกับยาฮูซึ่งก่อตั้งในปี ค.ศ. 2005 นั้นปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ หม่าจึงตัดสินใจนำกิจการอาลีเบย์ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจออนไลน์ที่กำไรดีที่สุดของอาลีบาบาแยกออกมา โดยไม่ได้รับการเห็นชอบจากกรรมการผู้ถือหุ้นของอาลีบาบาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นกรรมการชุดนี้มีกรรมการซึ่งมาจากซอฟต์แบงค์และยาฮูด้วย การที่เขาจำเป็นต้องแยกอาลีเบย์ออกมานั้นเพราะอาลีเบย์จำเป็นจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลจีน และทางรัฐบาลปักกิ่งไม่ยอมให้ นักลงทุนต่างชาติเข้ามาควบคุมกิจการธุรกิจออนไลน์ชาวประเทศจีนเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ “ถ้าอาลีเบย์ทำผิดกฎหมายจีนหรือไม่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลจีน บริษัทเตาเบาจะพิการทันที” หม่าพูดไว้ในช่วงนั้น “ถ้าหากเตาเบาพิกลพิการ เราจะสามารถปฏิรูปและพัฒนาอาลีบาบาได้อย่างไร” ในที่สุด อาลีบาบา ยาฮู และซอฟต์แบงค์ก็สามารถที่จะตกลงความแตกต่างเรื่องนี้ได้ แจ๊ค หม่าได้เคยเปรียบเทียบการตัดสินใจเรื่องนี้ว่า เหมือนกับการที่เติ้งเสี่ยวผิงผู้นำจีนจำเป็นต้องตัดสินใจสลายกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงในวันที่  4 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1989 หรือเหตุการณ์ 6/4 ที่มักจะเป็นข่าวไปทั่วโลก ติดตามต่อไปในบทความหน้าครับ. รศ.ดร.บุญมาก ศิริเนาวกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด boonmark@stammford.edu

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจ้าพ่อไอทีแห่งเอเชีย (3) – โลกาภิวัตน์