นายวรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัททรูมันนี่ จำกัด เพื่อเป็นตัวแทนจุดรับชำระทรูมันนี่ ผ่านช่องสาขาธนาคารที่มีกว่า130สาขาทั่วประเทศ ซึ่งจะให้บริการรับชำระค่าบริการเครือทรู และกลุ่มสาธารณูปโภค ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้ารายย่อยของธนาคารกว่า 600,000 ราย และบุคคลทั่วไป ที่ต้องการชำระค่าบริการโดยคาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาบริการในระยะแรกไม่ต่ำกว่าเดือนล ะ500 รายการทั้งนี้ การเปิดให้บริการดังกล่าว จะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับธนาคารอีกช่องทางหนึ่ง โดยตั้งเป้าหมายในปี 58 เพิ่มสัดส่วนรายได้จากการให้บริการจุดชำระค่าบริการ รวมถึงการให้บริการทางธุรกรรมทางการเงินอื่น ๆ เพิ่มเป็น 20% เนื่องจากธุรกิจจุดรับชำระค่าบริการมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น สะท้อนจากจำนวนบิลต่อเดือนในระบบ และพฤติกรรมผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังเลือกการชำระเงินด้วยเงินสดผ่านหน้าเคาน์เตอร์ธนาคาร รวมทั้งผู้ใช้บริการยังมีความเชื่อมั่นที่ต้องการทำรายการผ่านสถาบันการเงินอย่างไรก็ตาม ธนาคารจะเปิดให้บริการรับชำระบิลในเครือทรู และกลุ่มสาธารณูปโภค ทั้งการไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง กรมขนส่งทางบก เป็นต้น โดยจะนำร่องเปิดให้บริการ 11สาขา ประกอบด้วย อโศก,คลองตัน,เซ็นทรัลเวิร์ดพลาซ่า,เซ็นทรัลพระราม 9 ,เดอะมอลล์บางกะปิ,พาราไดซ์พาร์ค เชียงใหม่,หาดใหญ่,เซ็นทรัลอุดรธานี,เซ็นทรัลสุราษฏร์ธานี และยะลา ซึ่งหลังจากนั้น จะเปิดรับให้สามารถชำระบิลผ่านบัตรเครดิต และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ครบทั้ง 130 สาขาได้ในเร็ว ๆ นี้นายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา กรรมการผู้จัดการบริษัท ทรูมันนี่ จำกัดกล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการร่วมมือทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการจุดรับชำระทรูมันนี่ กับธอท. ซึ่งจะให้ความสะดวกสบายกับลูกค้า ที่จะเข้ามาใช้บริการสามารถชำระบิลในเครือทรู และกลุ่มสาธารณูปโภคต่าง ๆ โดยทรูได้จัดโปรโมชั่นให้ลูกค้า เมื่อจ่ายบิลทรูฟรี ค่าธรรมเนียมส่วนบิลอื่น ๆ จะคิดค่าบริการเพียง 5 บาทเท่านั้น ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 ก.ย.57
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธอท.จับมือทรูเปิดรับชำระค่าบริการ
Blog
-

ธอท.จับมือทรูเปิดรับชำระค่าบริการ
Facebook Comments -

ปั้นเถ้าแก่น้อยไทยสู่เออีซี
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า หอการค้าไทยฯ ร่วมกับมูลนิธิเพื่อสถาบันการศึกษาวิชาการจัดการแห่งประเทศไทย (ไอเมท)จัดทำโครงการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการไปลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันเอสเอ็มอีไทยจำนวนมากสนใจไปลงทุนต่างประเทศ แต่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศนั้น ๆ รวมทั้งขาดแผนรองรับความเสี่ยงในการทำธุรกิจ จึงทำให้หลายรายไม่ประสบความสำเร็จ โดยโครงการนี้จะให้บริษัทใหญ่ ที่ประสบความสำเร็จ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ให้แก่เอสเอ็มอีที่สนใจออกไปลงทุนต่างประเทศเบื้องต้นประเทศแรกที่หอการค้าไทย และไอเมท จะให้การส่งเสริม คือเวียดนาม เนื่องจากมองว่า ปัจจุบันเวียดนามมีศักยภาพสูง โดยมีจำนวนประชากรกว่า92ล้านคน และส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน อีกทั้งยังมีกำลังซื้อสูงขึ้น รวมถึงรัฐบาลเวียดนามเอง ก็ยังส่งเสริมเรื่องของอัตราภาษี โดยจะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก22%เหลือ20%ในปี60รวมถึงสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศ“ขณะนี้เวียดนาม อยู่ในคลื่นลูกที่สอง ที่เริ่มมีความนิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของราคาที่ดิน กฎหมายต่าง ๆ ที่มีความชัดเจนขึ้น จากช่วงแรกที่มีบริษัทใหญ่ ๆ ของไทยหลายรายเข้าไปลงทุน และประสบความสำเร็จมา แล้วจึงเหมาะที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุน”นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานไอเมทกล่าวว่า ขณะนี้นักธุรกิจไทย จำเป็นต้องขยับขยายการลงทุนออกไปต่างประเทศแล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานเข้มข้น แต่จะให้รอรัฐบาลเป็นผู้นำไป ก็คงไม่ทันการ เพราะหน่วยงานของรัฐเก่งแต่ชักจูงให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนไทย แต่ไม่เก่งที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย ออกไปลงทุนเพื่อนบ้าน ทำให้ภาคเอกชนรายใหญ่ที่ประสบความสำเร็จแล้ว ต้องลงมาช่วยสร้างเครือข่ายนักธุรกิจให้ ซึ่งจะหากสามารถดึงเอสเอ็มอีไปลงทุนแบบเป็นคลัสเตอร์ได้ ก็จะดีมาก“ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ในส่วนของภาครัฐ มีบทบาทในการช่วยส่งเสริม และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ให้ออกไปลงทุนประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทยอยู่รอด ในยุคของการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ เน้นการจัดสัมมนา และการไปดูงานต่างประเทศ ซึ่งก็ถือว่าไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะผู้ประกอบการยังไม่ได้ลงมือปฎิบัติอย่างเต็มรูปแบบ”สำหรับการนำเอสเอ็มอีไปลงทุนในเวียดนามนั้น ปัจจุบันมีบริษัทขนาดใหญ่ของไท ยที่เข้าไปลงทุนอยู่ในเวียดนาม พร้อมให้ความร่วมมือ เป็นพี่เลี้ยงแก่เอสเอ็มอี ที่จะเข้าไปลงทุน เพื่อให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด เป็นเวลา2ปีแล้ว14บริษัทได้แก่ บริษัท ปตท.กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ และเครือเอสซีจี เป็นต้นและหากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ ก็จะขยายผลการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนอื่น ๆ เช่นอินโดนิเซีย และพม่า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปั้นเถ้าแก่น้อยไทยสู่เออีซีFacebook Comments -

พาณิชย์เปลี่ยนเงื่อนไขประมูลข้าว
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้ คณะทำงานดำเนินการระบายข้าวได้เปลี่ยนหลักเกณฑ์ประมูลข้าวใหม่ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น หลังจากการประมูลรูปแบบเดิมได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบที่เข้าร่วมประมูลกว่า 200 ราย ว่าคุณภาพข้าวไม่เป็นไปตามที่ตกลง และมีปัญหาการส่งมอบข้าวที่ล่าช้า โดยรูปแบบใหม่ จะประกาศราคากลางให้ทราบ ก่อนยื่นซอง พร้อมทั้งรับประกันคุณภาพข้าว, การยื่นและเปิดซองในวันเดียวกัน,ไม่มีการต่อรองราคา,สามารถซื้อแบบแยกกองได้ จากเดิมที่ต้องซื้อแบบเหมาคลัง และแสดงราคาผ่านจอแสดงผลทันที เป็นต้นอย่างไรก็ตาม การระบายข้าวหลังจากนี้ จะใช้ทุกช่องทางตามความเหมาะสม ทั้งการเปิดระมูลทั่วไปการขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และการเปิดประมูลผ่านการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟต) โดยเชื่อมั่นว่าไทย จะส่งออกข้าวได้เป็นอันดับ 1 ของโลกในปีนี้ 9-10 ล้านตัน เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลัง ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม มีผลิตลดลง ขณะที่อินเดียส่งออกข้าวน้อยลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภัยแล้งสำหรับข้าวที่จะนำมาประมูลครั้งที่ 1/57 ประกอบด้วยข้าวหอมมะลิข้าวขาว ข้าวเหนียว ข้าวท่อนหอมมะลิ ปลายข้าวหอมมะลิ ปลายข้าวปทุมธานี และปลายข้าวเอวันเลิศโครงการนาปี 54/55 นาปรัง 55/5 รอบ 1 และรอบ 2 และ 56/57 แบบรายคลังหรือรายกอง จากคลัง27แห่งทั่วประเทศโดยกำหนดยื่นซอง วันที่7ส.ค.นี้เวลา 8.00-11.00น.ที่กรมการค้าต่างประเทศพร้อมทั้งประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติและเปิดซอง เวลา13.30น.วันเดียวกันส่วนความคืบหน้าการเจรจาขายข้าวให้กับคอฟโก รัฐวิสาหกิจของจีน ซึ่งจีนได้ยืนยันที่จะซื้อข้าวจากไทยปริมาณ 1 ล้านตัน ตามกรอบข้อตกลงเดิม และแจ้งว่าภายในเดือนส.ค.-ก.ย.57 มีความต้องการซื้อข้าวเพิ่มเติมปริมาณ 200,00 0ตัน แบ่งเป็นปลายข้าวปริมาณ 100,00 ตัน และข้าวขาว 5%อีก100,000 ตันซึ่งเป็นข้าวฤดูกาลใหม่ และจะส่งเจ้าหน้าที่เดินทางมาไทย เพื่อเจรจาในรายละเอียดด้วยผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชี้แจงการประมูลข้าวในสต็อกรัฐบาลครั้งนี้ มีเอกชนสนใจเข้ามาร่วมรับฟังเป็นกว่า 30 ราย มีทั้งผู้ส่งออก โรงสีผู้ผลิตอาหารสัตว์ และผู้ประกอบการข้าวถุง โดยเอกชนรายสำคัญ ๆ เช่น ซีพีอินเตอร์เทรด สยามอินดิก้านครหลวงค้าข้าว และบริษัทโอแลม (ประเทศไทย)เป็นต้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เปลี่ยนเงื่อนไขประมูลข้าวFacebook Comments