นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยการประเมิน 4 ปี (53-56) การค้าและการลงทุนไทยภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)ว่า ในช่วง 4 ปี (53-56) ตั้งแต่อาเซียนทยอยปรับลดภาษีการค้าก่อน ที่จะเปิดเออีซีเต็มรูปแบบในปี 58 พบว่ามีสินค้าไทย 15 รายการ ที่จัดเป็นสินค้าประเภทดาวร่วง หรือมูลค่าการส่งออกของไทยไปในตลาดอาเซียนเริ่มลดลง และมีแนวโน้มที่จะถูกสินค้าในประเทศเพื่อนบ้าน แย่งส่วนแบ่งตลาดอาเซียนในอนาคตสูงขึ้นหลังปี 58 หากรัฐบาลและภาคเอกชน ไม่เร่งหามาตรการส่งเสริมการทำตลาด เนื่องจากที่ผ่านมาการพัฒนา การวิจัย การทำแบรนด์ และการสร้างเครือข่ายการค้าของไทยมีไม่มากนักทั้งนี้มหาลัยหอการค้าไทย ต้องการเสนอให้รัฐบาล เร่งส่งเสริมให้เอกชนไปจัดตั้งบริษัทการค้าในแต่ละประเทศ ซึ่งอาจเป็นการร่วมทุนกับผู้ประกอบการในพื้นที่ หรือลงทุนเอง 100% เพื่อให้เกิดการนำเข้าจากสินค้าไทยได้ง่าย และสะดวกขึ้น พร้อมทั้งจัดตั้งไทยแลนด์ เทรดดิ้ง พล่าซ่า ในตลาดสำคัญในการนำสินค้าไทยไปจำหน่าย เน้นตลาดพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม และ อินโดนีเซีย เป็นต้น“สาเหตุที่สินค้าของประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาตีสินค้าทั่วไปในตลาดอาเซียน และตีตลาดสินค้าไทย ในตลาดอาเซียน เพราะได้รับอานิสงส์จากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ยุโรป จีน เข้ามาลงทุน และพัฒนาการวิจัยสินค้า จนสร้างมูลค่าเพิ่ม แก่สินค้านั้น อย่างมาก เช่น ข้าว เครื่องนุ่งห่ม กาแฟ ของเวียดนาม, อาหาร เกษตรแปรรูป น้ำผลไม้ ของอินโดนีเซีย อาหาร ขนมขบเคี้ยวของมาเลเซีย เป็นต้น”สำหรับสินค้าดาวร่วง 15 รายการ ประกอบด้วย อุสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผักและผลไม้, น้ำตาล, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, ยางพารา, กาแฟ, น้ำมันปาล์ม, เครื่องนุ่งห่ม, มันสำปะหลัง, ผลิตภัณฑ์กระดาษและสิ่งพิมพ์, ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและถ่านหิน, ผลิตภัณฑ์ไม้, อาหารทะเลแปรรูป, ข้าวสารนายอัทธ์ กล่าวว่า สาเหตุที่มองว่ายานยนต์ และชิ้นส่วน ของไทยเป็นดาวร่วงตั้งแต่ปี 56 หลังจากก่อนหน้านี้เป็นสินค้าประเภทดาวรุ่งมาตลาด ประกอบกับไทยสามารถผลักดันให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ใหญ่ติด 1 ใน 10 ของโลก เนื่องจากมองว่าคู่แข่งสำคัญ อย่างประเทศอินโดนีเซีย มีการส่งเสริมการลงทุนอย่างเต็มที่ และค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่น ได้นำเงินเข้าไปลงทุนอย่างมหาศาล และมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีต่าง ๆ ในการผลิตรถยนต์ และชิ้นส่วน โดยเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายตลาดในประเทศ ที่มีประชากรไม่ต่ำกว่า 250 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของตลาดอาเซียนทั้งนี้ค่ายรถยนต์หลายรายมั่นใจว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าศักยภาพการผลิตรถยนต์ของอินโดนีเซียจะใกล้เคียงกับไทยหรือมีกำลังการผลิตประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี สาเหตุที่ต้องใช้เวลา 5 ปีเพราะอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการพัฒนาฝีมือแรงงานสำหรับสินค้าที่ยังโดดเด่น คือเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, สิ่งทอ, เนื้อสัตว์, ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง, เหล็กและผลิตภัณฑ์จากเหล็ก, เครื่องดื่มและยาสูบ“หากเปรียบเทียบปีต่อปี พบว่าการส่งออกสินค้าไทยไปในตลาดอาเซียนลดลงต่อเนื่องทุกปี นับตั้งแต่ในปี 52-56 โดยเฉพาะในปี 56 ที่ลดลงจากปี 55 ถึง 8,428 ล้านบาท ต่างจากเวียดนาม ที่กลับได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 55,958 ล้านบาท, เมียนมาร์ได้เพิ่ม 11,666 ล้านบาท, มาเลเซียได้เพิ่ม 107,569 ล้านบาท, ลาวเพิ่ม 2,777 ล้านบาท, กัมพูชาได้เพิ่ม 4,290 ล้านบาท เป็นต้น ส่วนประเภทที่มีส่วนแบ่งตลาดลดลงเหมือนกับไทย เช่น อินโดนีเซีย 10,812 ล้านบาท, สิงคโปร์ 54,534 ล้านบาท”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หอการค้าเผยสินค้าดาวร่วงเออีซี
Blog
-

หอการค้าเผยสินค้าดาวร่วงเออีซี
Facebook Comments -

ห้างดังออสเตรเลียสนใจตั้งออฟฟิตจัดหาสินค้าในไทย
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯได้ร่วมมือกับบริษัท วูลเวิร์ธลิมิเต็ด จำกัด ผู้บริหารห้างสรรพสินค้าวูลเวิร์ธ ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกอันดับ 1 ของออสเตรเลียที่มีสาขาในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์กระจายกว่า 3,000สาขา เพื่อเปิดเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการไทยในสินค้ากลุ่มอาหารและสินค้าที่ไม่ใช่อาหารเช่น กลุ่มไลฟ์สไตล์กลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม โดยมีเอกชนที่สนใจเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกว่า 60บริษัททั้งนี้ในอนาคตทางห้างฯมีแผนจะจัดตั้งสำนักงานจัดหาสินค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคซึ่งวูลเวิร์ธสนใจประเทศไทยเป็นพิเศษนอกเหนือจากปัจจุบันที่มีสำนักงานอยู่ในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีในการสร้างพันธมิตรการค้าระยะยาวที่มีคุณภาพให้แก่ผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทย และขยายช่องทางการกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ“หากมีการเลือกตั้งในการตั้งสำนักงานจัดหาสินค้าก็จะช่วยพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่างประเทศซึ่งคณะผู้บริหารของห้างวูลเวิร์ธ ที่เดินทางเยือนไทยนอกจากจะเจรจาซื้อขายสินค้าแล้ว พร้อมจะให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการไทยเกี่ยวกับแนวโน้มสินค้าในตลาดเป้าหมายอีกด้วย”นางนันทวัลย์กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการ 60 บริษัท ในจำนวนนี้ 80%จะอยู่ในกลุ่มสินค้าอาหารทะเลแช่แข็ง และแปรรูป ผักและผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็ง และแปรรูป โดยบริษัทชั้นนำของไทยที่ตอบรับร่วมเจรจาธุรกิจ เช่น บริษัทสุรพลซีฟู้ดส์,พรานทะเล, ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์, สามร้อยยอด, กว้างไพศาล รวมถึงบริษัท ปทุมไรซ์ที่เป็นผู้ส่งออกข้าวด้วย ส่วนที่เหลือจะอยู่ในกลุ่มเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ ของเล่น ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความสวยงาม เสื้อผ้า
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห้างดังออสเตรเลียสนใจตั้งออฟฟิตจัดหาสินค้าในไทยFacebook Comments -

“สุรเกียรติ์” ชี้ต่างชาติจับตาโรดแมป”คสช.”
นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง"การปฏิรูปประเทศไทย" ในงานเสวนา "ไทยแลนด์ อิส แบค” จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ขณะนี้ต่างชาติกำลังจับตาโรดแมปทางการเมือง ของคณะรักษาความสงบแห่งชาสติ (คสช.) ว่า ทุกฝ่ายจะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปมากน้อยเพียงใด สามารถนำไปสู่ความปรองดองได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญจะนำไปสู่เป้าหมายประชาธิปไตยได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันนำไปสู่เป้าหมาย"ต่างชาติกำลังดูโรดแมปทางการเมืองไทยอยู่ว่า จะเดินไปตามเป้าหมายได้หรือไม่ ซึ่งต้องร่วมกันปฏิรูปประเทศ รวมถึงเอกชนจากต่างประเทศ ก็ควรเข้ามาสนับสนุน เช่น นโยบายการปราบคอร์รัปชั่น ระบบธรรมาภิบาลร่วมกับไทย เพราะบริษัทใหญ่ๆของโลก มีประสบการณ์ด้านนี้มาก”สำหรับปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทย คือ จำนวนนักท่องเที่ยวหายไป 400,000 -500,000 คน เนื่องจากยังคงประกาศกฎอัยการศึกอยู่ ขณะที่ตัวเลขการส่งออกสินค้า ยังถือว่าเติบโตได้ในระดับต่ำ หากเทียบกับความสามารถที่ไทยเคยทำได้ ขณะเดียวกันการนำนวัตกรรมมาใช้ในภาคการผลิตเป็นสิ่งที่เร่งด่วนที่ต้องพัฒนา และมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และให้ได้รับประโยชน์จากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ยังเป็นมาตรการที่จำเป็นนอกจากนี้ มาตรการช่วยเหลือชาวนาให้มีรายได้ โดยไม่เป็นปัญหางบประมาณ และโปร่งใส รวมถึงมาตรการช่วยเหลือคนจน สร้างรายได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช้นโยบายประชานิยม สิ่งเหล่านี้ยังเป็นความท้าทายทางเศรษฐกิจของไทย ที่จะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในปีหน้า ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ไทยยังต้องเผชิญอยู่ ได้แก่ ปัญหาเศรษฐกิจโลก และการดำเนินการตามโรดแมปทางการเมือง โดยการจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) การจัดตั้งรัฐบาล การตั้งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินการตามโรดแมปที่ประกาศไว้ได้ ขณะที่การจัดตั้งสภาปฏิรูป ก็จะเป็นช่องทางให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งโรดแมป และมาตรการต่าง ๆ สามารถผลักดันได้ จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 58 จะขยายตัวได้มากกว่า 5%นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ทำงานร่วมกับภาครัฐตลอดมา ซึ่งขณะนี้ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจ เช่น กฎหมายศุลกากร กฎหมายการลงทุน กฎหมายภาษี เป็นต้น เพื่อให้กฎหมายทันสมัยและอำนวยความสะดวกต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชน ขณะที่การส่งออกในปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 3-3.5%นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี กล่าวว่า ข้อเสนอที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน จำเป็นต้องมีการให้สิทธิประโยชน์ต่อนักลงทุนต่างชาติเพื่อส่งเสริมให้ต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ไปตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เพราะมีต้นทุนทางภาษีที่ถูกกว่าด้านนายบุญชัย โชควัฒนา ประธานบริษัทสหพัฒนพิบูล กล่าวว่า เห็นด้วยและสนับสนุนที่คสช.เข้ามาบริหารประเทศ แนวทางของคสช.เดินมาอย่างเหมาะสม ทั้งการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น การช่วยเหลือชาวนา และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ตอนนี้ความเชื่อมั่นดีขึ้น แม้ว่าจะมีคนมองว่าเป็นการทำลายประชาธิปไตย แต่โดนส่วนตัวแล้วมองว่าเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “สุรเกียรติ์” ชี้ต่างชาติจับตาโรดแมป”คสช.”Facebook Comments