Blog

  • ดีแทคชวน ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ ออกอีบุ๊ก

    ดีแทคชวน ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ ออกอีบุ๊ก

    ทำหนังสือดิจิตอลเสนอเรื่องราวชีวิต ให้ลูกค้าดีแทคดาวน์โหลดไปอ่านแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ผ่าน ดีแทค รีดเอฟเวอร์  นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ดีแทคมีเป้าหมายขยายคอนเทนต์บนสมาร์ทโฟนให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในแอพพลิเคชั่น ดีแทค รีดเอฟเวอร์ (dtac Readever) ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการ อีบุ๊ก และอีแมกกาซีน จากหลายสำนักพิมพ์ โดยหลังจากได้เปิดตัวก็ได้รับผลตอบรับที่ดี มีคนดาวน์โหลดแล้ว 1 แสนหลาย  โดย 70% ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟน และอีก 30% ผ่านแท็บเล็ต และเป็นลูกค้าที่ดาวน์โหลดอ่านต่อเนื่องประมาณ 3-4 หมื่นรายต่อเดือน และมียอดดาวน์โหลดเฉลี่ย 4-5 เล่มต่อเดือนต่อคน ล่าสุดได้ร่วมกับ แจ๊ส ชวนชื่น นำเสนอหนังสือดิจิตอล it’ jazz style ซึ่งเขียนโดย แจ๊ส ชวนชื่น เป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตสนุก ๆ พร้อมใช้เทคนิคพิเศษ มีวิดีโอ รูปภาพและเกม แต่งตัว จัดเสื้อผ้า ให้ผู้อ่านได้เล่นในหนังสือดิจิตอลเชื่อว่าจะขยายกลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นได้ ในอนาคตยังได้เตรียมหนังสือดิจิตอล อีกหลายเล่ม จากหลายสำนักพิมพ์ อาทิ ดูดวง หนังสือธรรมะ เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานให้หลากหลายมากขึ้น โดยคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะเพิ่มยอดคนดาวน์โหลดแอพนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.5 แสนราย “ดีแทคต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสือให้เกิดธุรกิจใหม่ในด้านออนไลน์ เหมือนเช่นที่เคยทำกับธุรกิจเพลงให้สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นในรูปแบบดิจิตอล รวมถึงต้องการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้คนไทย จากปัจจุบันคนไทยมีค่าเฉลี่ยการอ่านหนังสือที่ยังน้อยอยู่ โดยผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดีแทค รีดเอฟเวอร์ได้ทั้งในแอพสโตร์ และเพลย์สโตร์ พร้อมกับดาวน์โหลดหนังสือของแจ๊ส ชวนชื่น ไปอ่านแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ได้ฟรีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป” นายปกรณ์ กล่าว.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดีแทคชวน ‘แจ๊ส ชวนชื่น’ ออกอีบุ๊ก

  • ยานยนต์ปรับตัวรับจีเอสพี หวังยอดขายทะลุล้านคัน

    ยานยนต์ปรับตัวรับจีเอสพี หวังยอดขายทะลุล้านคัน

    เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าการใช้สิทธิพิเศษประโยชน์ทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทยส่งออกไปยุโรปจำนวน 723 ราย จะสิ้นสุดลงในวันที่ 1 ม.ค. 58 เพราะไทยจะเปลี่ยนจากประเทศที่มีรายได้ปานกลาง-ค่อนข้างต่ำ มาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงเป็นเวลาต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน จึงทำให้บรรดาผู้ส่งออกต่างกังวลใจเพราะต้องเสียภาษีแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยกันทีเดียว และนั่นหมายถึง…ศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยจะลดลงโดยทันที  สาเหตุหลักเป็นเพราะ… มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป ในปีที่ผ่านมาคิดเป็นมูลค่า 42,154 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นไทยส่งออกไปยุโรป มูลค่า 20,076 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนําเข้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 22,077 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวนนี้มีสินค้าของไทยที่ใช้สิทธิจีเอสพี กว่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2.8-2.9 แสนล้านบาท สินค้าหลัก ๆ ที่มีการใช้สิทธิจีเอสพี มีทั้ง ยานยนต์, ขนส่ง, กุ้งปรุงแต่ง, ถุงมือยาง, เลนส์แว่นตา, เครื่องปรับอากาศ, ยางนอกรถยนต์, กุ้งแช่เย็นและแช่แข็ง, สับปะรดกระป๋อง, เครื่องเปลี่ยนไฟฟ้าชนิดคงที่ และน้ำมันปิโตรเลียม เป็นต้น ดังนั้นบรรดาผู้ประกอบการจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งปรับตัว เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน หรือไม่ก็ต้องเร่งหาตลาดใหม่เข้ามาทดแทนตลาดยุโรป เพราะ…เมื่อถึงเวลานั้น! อุตสาหกรรมหลายประเภทของไทยย่อมได้รับผลกระทบ ซึ่งรวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยด้วย แม้ว่าล่าสุดสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่ายอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย. 57) จะเพิ่มขึ้นถึง 3.6% โดยส่งออกได้ 560,047 คัน ก็ตาม แต่การส่งออกที่ว่าย่อมต้องได้รับผลพวงด้วยระดับหนึ่ง เนื่องจากราคารถยนต์ที่ส่งออกไป ต้องมีราคาสูงขึ้นไปโดยปริยาย แถมยังทำให้ศักยภาพในการทำตลาดในภูมิภาคนั้นลดลงตามไปด้วย ณ เวลานี้ วงการอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย ได้รับสิทธิพิเศษ จีเอสพี โดยเสียภาษีเพียง 6.5% เท่านั้น สำหรับรถยนต์ขนาดเครื่องยนต์ต่ำกว่า 2,500 ซีซี หากต้องถูกตัดสิทธิจีเอสพีต้องเสียภาษีเพิ่มเป็น 10% ขณะที่รถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์มากกว่า 2,500 ซีซี หากได้รับสิทธิจีเอสพี จะเสียภาษี 15.4% ถ้าถูกตัดสิทธิเสียภาษีนำเข้าปกติที่ 22% โดยปัจจุบันไทยส่งออกรถยนต์ไปอียู ประมาณ 80,000 คัน หรือเพียง 7.5-8% ของยอดส่งออกรถยนต์ 1.1-1.2 ล้านคันต่อปี ทั้งนี้หากถูกตัดสิทธิจีเอสพีคาดว่ายอดส่งออกรถยนต์ไทยในปี 58 จะลดลงประมาณ 10-15% หรือลดลง 8,000-8,500 คัน เนื่องจากรถยนต์จากไทยราคาจะแพงขึ้น แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของยุโรปเป็นสำคัญ หากเศรษฐกิจยุโรปดี ยอดการส่งออกรถยนต์ไทยคงไม่ลดลง  อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้นทุนทางภาษีที่ลดลงจากการใช้สิทธิจีเอสพี บรรดาค่ายรถยนต์ต่างนำเงินไปทำโปรโมชั่น ไปจัดแคมเปญ ไปสร้างแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้ายุโรปได้รับรู้ว่ารถยนต์ทุกคันที่ผลิตมาจากเมืองไทยนั้นเป็นรถยนต์ที่มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาส ดูแล้วเหมือนว่าไม่น่าจะมีปัญหามากนัก เพราะยอดส่งออกรถยนต์ไปยุโรปมีไม่ถึง 10% แต่ก็ถือเป็นตลาดสำคัญที่บรรดาค่ายรถยนต์ได้วางแผนเตรียมการรับมือมาตั้งแต่ปี 55 โดยหันไปให้ความสำคัญกับตลาดอื่นแทน เช่น ตลาดอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ หรือตลาดแอฟริกา เป็นต้น ทั้งนี้ในมุมมองของเอกชน อย่าง “สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์” รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. บอกว่า ด้วยการที่สัดส่วนการส่งออกรถยนต์ไปอียูมีเพียง 7% หรือประมาณ 70,000 คัน จึงทำให้มีผลต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไทยไม่มากนัก หากยุโรปจะตัดจีเอสพีกับไทย โดยอาจทำให้ยอดส่งออกรถยนต์ไปตลาดยุโรปในปี 58 ลดลงประมาณ 15% หรือส่งออกได้ประมาณ 60,000 คัน ขณะที่ในภาพรวมของการส่งออกรถยนต์ทั้งระบบน่าจะเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 5% ขณะเดียวกันการถูกตัดจีเอสพีจะทำให้รถยนต์ไทยต้องเสียภาษีเต็มจำนวน “ก่อนหน้านี้ ไทยเคยถูกอียูตัดสิทธิจีเอสพีมาแล้ว ทำให้ยอดส่งออกรถยนต์ไปอียู ลดลงจาก 110,000 คัน เหลือเพียง 80,000 คัน หรือลดลงไปกว่า 30% แต่การตัดสิทธิจีเอสพีครั้งนี้ ไม่น่าจะกระทบมาก เพราะไทยได้กระจายการส่งออกรถยนต์ไปทุกภูมิภาคของโลก ไม่ได้กระจุกตัวเพียงตลาดใดตลาดหนึ่ง ทำให้ยังสามารถเพิ่มยอดส่งออกได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาเหนือ อาเซียน ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยในปี 2557 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ได้ตั้งเป้าว่า จะมียอดส่งออก 1.2 ล้านคัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7%”  แม้ว่า…ปัญหาเรื่องการตัดสิทธิจีเอสพีสำหรับภาคยานยนต์ดูแล้วอาจไม่มีปัญหามากนัก แต่ก็ทำให้ศักยภาพการส่งออกของไทยลดลง ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสทางการค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ดังนั้นทั้งรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่เจรจาเพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการเดือดร้อน ขณะเดียวกันค่ายรถยนต์ต่างมองเหมือนกันว่ายอดขายรถยนต์ในปี 58 จะกลับมาอยู่ที่ 1 ล้านคันได้แน่นอน หลังจากที่การเมืองในประเทศเริ่มสดใส ด้วยเหตุนี้…จึงกลายเป็นความหวังใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ของไทย!  คาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่าหลังจากที่เหตุบ้านการเมืองในประเทศต่างสงบนิ่ง เศรษฐกิจและยอดขายในประเทศจะสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ ขณะเดียวกันค่ายรถยนต์ก็คาดว่าในปี 58 ยอดขายในประเทศจะเริ่มกลับมาดีขึ้น ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและอัดฉีดเม็ดเงินผ่านโครงการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ยอดขายกระเตื้องและขยับขึ้นมาเป็น 1 ล้านคันได้ จากปีนี้ยอดขายรถยนต์ถูกประเมินว่าจะทรุดฮวบลงมาอยู่ที่ 900,000 คันเท่านั้น ดังนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก็ยังมีความหวัง. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ยานยนต์ปรับตัวรับจีเอสพี หวังยอดขายทะลุล้านคัน

  • ปชช.แห่ร้องเรียนแท็กซี่ทะลุ15,000ราย

    ปชช.แห่ร้องเรียนแท็กซี่ทะลุ15,000ราย

    นายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ยอดร้องเรียนจากประชาชนที่ใช้บริการรถแท็กซี่ ผ่านศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารรถสาธารณะ 1584 ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 57 (ม.ค.-มิ.ย.57) มีทั้งสิ้น 15,632 ราย ความผิดส่วนใหญ่ได้แก่ การปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร 5,315 ราย แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 2,261 ราย ขับรถประมาทน่าหวาดเสียว 1,823 ราย ไม่ส่งผู้โดยสารตามที่ตกลง 1,543 ราย และไม่ใช้มาตรค่าโดยสาร 1,100 ราย โดยกรมการขนส่งทางบกได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบปรับแล้ว  13,247 ราย  คิดเป็น 84.74% ที่เหลืออยู่ระหว่างเรียกตัวมาสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อเปรียบเทียบปรับต่อไป โดยมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท   ส่วนการร้องเรียนรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกในช่วง 6 เดือนแรก มี 6,854 ราย ความผิดส่วนใหญ่คือขับรถประมาทหวาดเสียว 2,217 ราย ไม่หยุดรับ-ส่งผู้โดยสารที่ป้ายรถประจำทาง 1,035 แสดงกิริยาวาจาไม่สุภาพ 1,028 ราย ให้ผู้โดยสารลงก่อนถึงจุดหมาย 368 ราย ซึ่งความผิดนี้มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับเรื่องร้องเรียนการเก็บค่าโดยสารเกินอัตราที่กำหนด 276 ราย ซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท   “กรมการขนส่งทางบกได้เรียกตัวผู้กระทำผิดมาสอบสวนข้อเท็จจริงและเปรียบเทียบปรับแล้ว 5,349 ราย หรือคิดเป็น 78.04% ที่เหลืออยู่ระหว่างเรียกตัวมาสอบสวนความผิดเพื่อเปรียบเทียบปรับตามกฎหมาย โดยการกระทำผิดนอกจากผู้ขับรถถูกเปรียบเทียบปรับแล้ว กรมการขนส่งทางบก ยังนำข้อมูลมาพิจารณาในการต่ออายุใบอนุญาตประกอบการขนส่งเพื่อลงโทษผู้ประกอบการอีกทางหนึ่งด้วย”      นายอัฌษไธค์กล่าวต่อว่า กรมการขนส่งทางบกได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการรถแท็กซี่ ในการรวบรวมและจัดส่งประวัติผู้ขับรถแท็กซี่ทุกรายให้กับกรมการขนส่งทางบกเพื่อเป็นข้อมูลประวัติป้อนเข้าสู่ศูนย์ประวัติผู้ขับรถสาธารณะ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และสร้างความปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยขอความร่วมมือประชาชนผู้ใช้บริการตรวจสอบบัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ ซึ่งติดไว้ด้านหน้ารถแท็กซี่ว่าตรงกับผู้ขับรถแท็กซี่หรือไม่ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระเบียบรถแท็กซี่ ให้เกิดความปลอดภัยในการใช้บริการ พบรถโดยสารสาธารณะไม่ปลอดภัยแจ้ง 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปชช.แห่ร้องเรียนแท็กซี่ทะลุ15,000ราย