นายประเสริฐ อัตตะนันทน์ รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย(ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.)พิจารณาโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย 106 กม. วงเงินงบประมาณ 11,348 ล้านบาท หาก คตร.พิจารณาเสร็จ จึงสามารถเปิดให้บริษัทเอกชนที่ผ่านการพิจารณาด้านเทคนิคแข่งขันเสนอราคาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์(อีออกชั่น) ได้ สำหรับบริษัทเอกชนที่ผ่านการตรวจคุณสมบัติและเตรียมแข่งขันเสนอราคามี 6 ราย ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน) บริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน)ร่วมกับบริษัท ช.ทวีก่อสร้าง จำกัด บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) บริษัท ทิพากร จำกัดร่วมกับบริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์จากจีน และบริษัท เอ.เอส.แอสโซซิเอท เอนยิเนียริ่ง (1964) จำกัด นายประเสริฐกล่าวว่า รถไฟทางคู่ช่วงนี้จะเป็นช่วงแรกที่ก่อสร้าง จากโครงการระยะเร่งด่วนทั้งหมด 6 เส้นทาง โดยแบ่งการประกวดราคาเป็นสัญญาที่ 1 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-วิหารแดง เป็นทางใหม่เพิ่ม 1 ทางคู่ขนานเส้นทางรถไฟเดิม พร้อมทางคู่เลี่ยงเมือง 3 แห่ง ที่สถานีชุมทางฉะเชิงเทรา สถานีชุมทางแก่งคอย และสถานีชุมทางบ้านภาชี งานก่อสร้างสะพานรถไฟคอนกรีตเสริมเหล็ก 57 แห่ง งานก่อสร้างสะพานรถยนต์ข้ามทางรถไฟ คอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แห่ง ยาว 212 เมตร และสัญญาที่ 2 งานก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ช่วงวิหารแดง-บุใหญ่ พร้อมอุโมงค์รถไฟทางเดี่ยวคู่ขนานกับอุโมงค์เดิมลอดผ่านใต้เขาพระพุทธฉาย และงานก่อสร้างสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แห่ง ส่วนรถไฟทางคู่ 5 เส้นทางที่เหลือ คือ รถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กม. ช่วงมาบกะเบา-นครราชสีมา(ชุมทางถนนจิระ) 132 กม. ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น 185 กม. ช่วงนครปฐม-หัวหิน 165 กม. และช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ทาง 167 กม. ถูกจัดอยู่ในยุทธศาสตร์พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ปี 58-65 ซึ่งต้องรอให้คณะรักษาความสงบแห่่งชาติ(คสช.) พิจารณาเห็นชอบก่อน จากนั้นจึงจะเริ่มขั้นตอนการประกวดราคาเพื่อหาบริษัทเอกชนเข้ามาก่อสร้าง คาดว่าภายในปี 58 จะสามารถก่อสร้างได้ทุกเส้นทางอย่างแน่นอน “ตอนนี้รถไฟทางคู่ทุกเส้นทางได้ศึกษาและออกเสร็จแล้ว และส่วนใหญ่ผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) หาก คสช.อนุมัติก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนประกวดราคาได้ทันที และยันยันว่า ร.ฟ.ท.พร้อมก่อสร้างรถไฟทางคู่ทุกเส้นทางอย่างแน่นอน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รฟท. เดินหน้ารถไฟทางคู่
Blog
-

รฟท. เดินหน้ารถไฟทางคู่
Facebook Comments -

ชงย้ายไทยสมายล์กลับดอนเมือง
พล.อ.อ.ศิวเกียรติ์ ชเยมะ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพอากาศ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการการบินไทย ว่า พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ.ในฐานะประธานบอร์ดการบินไทย ได้มีแนวคิดให้ย้ายฐานการบินสายการบินไทยสมายล์ จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง โดยให้ฝ่ายบริหารสรุปรายละเอียดเสนอบอร์ดในการประชุมครั้งหน้าวันที่ 14 ส.ค.57 คาดว่าหากแผนนี้ได้รับความเห็นชอบจะดำเนินการได้ภายในปี 58 ทั้งนี้เนื่องจากตลาดการบินในปัจจุบันมีการแข่งขันกันมาก ทำให้การบินไทยต้องปรับตัวในการเพิ่มรายได้ ในขณะเดียวกันยังพบว่าพฤติกรรมผู้โดยสารของไทยส่วนใหญ่ต้องการใช้บริการที่ท่าอากาศยานดอนเมืองมากกว่า เพราะสะดวกและคล่องตัวในการเดินทาง แต่ยืนยันว่าไทยสมายล์จะไม่ไปแข่งขันกับสายการบินต้นทุนต่ำ โดยเป็นสายการบินทางเลือกที่เหนือกว่าโลว์คอสต์ ทั้งมีบริการโหลดกระเป๋าสัมภาระ และบริการอาหาร “ผลกระทบเรื่องการต่อเชื่อมเที่ยวบินกับสายการบินไทยนั้นไม่มีปัญหา มีวิธีบริหารจัดการได้ ส่วนสายการบินนกแอร์และไทยสมายล์จัต้องจัดทำตารางบินร่วมกันเพื่อไม่ให้มีการแข่งขันกันเอง” พล.อ.อ.ศิวเกียรติ์ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทย และจะเสนอแผนไปยังกระทรวงคลังวันที่ 28ก.ค.นี้ และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)พิจารณาในเดือน ส.ค.นี้ โดยแผนจะมุ่งเน้นการลดรายจ่าย จะพิจารณาปรับลดเที่ยวบินที่มีระยะทางบินไกลมากกว่า 8 ชั่วโมงที่มีผู้โดยสารน้อย รวมทั้งจัดทำโครงการให้เกษียณก่อนกำหนด (เออร์รี่รีไทร์)การลดค่าล่วงเวลา เพื่อลดค่าใช้จ่ายบุคลากร เนื่องจากปัจจุบันมีพนักงานถึง 26,000 คน โดยเป้าหมายเจรจากับพนักงานที่ไม่มีหน้าที่ประจำ และพนักงานที่ป่วย เพื่อให้เข้าร่วมโครงการ ขณะนี้มีพนักงานที่สมัครใจที่จะเข้าร่วมแล้ว 900 คน ซึ่งจะเริ่มมีการให้เกษียณภายในปีนี้ นอกจากนี้จะมีการเพิ่มบริการแก่บัตรโดยสารชั้น 1 หรือชั้นเฟิร์สคลาส ส่วนบัตรโดยสารชั้นประหยัดเตรียมปรับลดราคาให้ใกล้เคียงกับสายการบินคู่แข่ง ตลอดจนเตรียมหารือกับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) ขอพื้นที่ขยายห้องรับรองการบินไทยที่สนามบินสุวรรณภูมิ และร่วมกับบริษัท คิงส์พาวเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด ให้ผู้โดยสารการบินไทยลด 10% “ในช่วงแรกของการดำเนินการตามแผนฟื้นฟู คาดว่าภายในไตรมาสแรกปี 58 จะลดค่าใช้จ่ายได้ 4,000 ล้านบาท และเพิ่มรายได้ ประมาณ 3,000-5,000 ล้านบาท แต่ยังคงขาดทุนในช่วงแรก เชื่อว่าหลังจากนั้นจะเริ่มดีขึ้นชัดจน และจะสามารถทำให้มีกำไรได้ในปี 60 จะกลับมาเป็นสายการบินอันดับหนึ่งของภูมิภาคได้แน่นอน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงย้ายไทยสมายล์กลับดอนเมืองFacebook Comments -

หวั่นผู้สูงอายุพุ่งกระทบฐานะการคลัง
นายฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่น (บีโอเจ) เปิดเผยในงานสัมมนาเชิงนโยบายระหว่างประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ขณะนี้ประเทศไทย จีน เกาหลีใต้ กำลังเริ่มเดินเข้าสู่ภาวะสังคมผู้สูงอายุตามหลังญี่ปุ่น ซึ่งอาจมีผลทำให้ภาวะเศรษฐกิจขยายตัวต่ำลง อีกทั้งมีภาระทางการคลังสูงขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นข้อจำกัดในการพึ่งพาการบริโภคอุปโภคภายในประเทศ เพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพได้ ดังนั้น จึงต้องเร่งหาแนวทางเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนอื่นมาชดเชย “เนื่องจากขณะนี้ภูมิภาคเอเชียมีบทบาทในเศรษฐกิจโลกมาขึ้น หรือการเติบโตของเศรษฐกิจโลก 2 ใน 3 มาจากเศรษฐกิจเอเชีย แม้ว่าอดีตนั้น เอเชียจะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า การส่งออกเป็นหลัก แต่ระยะหลังนี้ มีการพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น จากประชาชนที่มีรายได้มากขึ้น จึงมีกำลังซื้อสูงขึ้นตามไปด้วย จนกลายเป็นกลุ่มประเทศที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้นแล้ว ซึ่งมองว่าประเทศในเอเชียจะมีเศรษฐกิจเติบโตอย่างสมดุลมากกว่าเดิม แต่หากเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว การจะพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศทำได้ยาก” แต่ทั้งนี้ การจะรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพนั้น จะต้องดูแลใน 3 ด้านหลักให้ดีนั่นคือ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยดังกล่าว เช่นที่ญี่ปุ่น มีการใช้แรงงานจากผู้หญิง และชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งประเทศที่จะเจอปัญหาลักษณะนี้ ต้องเริ่มคิด และดำเนินการแต่เนิ่น ๆ รองลงมาคือ ต้องรักษาเสถียรภาพทางการเงินให้ดี ซึ่งขณะนี้มีปัจจัยสนับสนุนให้ภาวะการเงินมีสภาพคล่องสูง ทั้งจากมาตรการทางการเงินโลกที่ผ่อนคลาย สถาบันการเงินปล่อยกู้มากขึ้น ที่สำคัญ จังหวะไหนที่เศรษฐกิจเติบโตดี ประชากรรู้สึกมีความสุข จนไม่ระมัดระวังว่าจะก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่ หรือวิกฤติทางการเงินขึ้น เหมือนที่เคยเกิดวิกฤติการเงินในสหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกามาแล้ว เป็นต้น ดังนั้นต้องเร่งสร้างให้เกิดวัฒนธรรมการมีวินัยทางการเงินที่ดี การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการเงินให้มีระบบที่รัดกุม เช่น ธรรมาภิบาล มาตรฐานทางบัญชี เป็นต้น สุดท้ายคือกลไกความร่วมมือที่จะช่วยลดความเสี่ยงในภูมิภาคด้วยกัน ซึ่งขณะนี้ธนาคารกลางของทุกประเทศในเอเชียก็เริ่มมีความตกลงทำงานร่วมกันให้สะดวกขึ้นมากแล้ว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นผู้สูงอายุพุ่งกระทบฐานะการคลังFacebook Comments