Blog

  • ไทยติดอันดับโลกใช้งานมือถือ

    ไทยติดอันดับโลกใช้งานมือถือ

    เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีปัจจุบันมีส่วนช่วยให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น และคงไม่มีใครอยากให้การใช้งาน เช่น การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ต้องสะดุด นายบัญญัติ เกิดนิยม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสาร และองค์กรสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน ประเทศไทย จำกัด เล่าว่า อีริคสัน โมบิลิตี้ รีพอร์ท ประจำปี 57 พบว่า 3 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกอบด้วย อินโดนีเซีย ประเทศไทย และบังกลาเทศ มีการใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มสุทธิมากที่สุดติดอันดับท็อป 5 ของโลก ที่เพิ่มขึ้น 7 ล้านราย 6 ล้านราย และ 4 ล้านรายตามลำดับ ส่วนจำนวนยอดผู้ใช้รายใหม่สุทธิทั่วโลกเพิ่มขึ้นในไตรมาสเดียวจำนวน 120 ล้านราย โดยสัดส่วนการใช้งานสมาร์ทโฟนในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่ 20% ในประเทศที่กำลังพัฒนา ไปจนถึงกว่า 60% ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและมีการนำเทคโนโลยีไอซีทีมาใช้ ทั้งนี้ อีริคสันคาดการณ์ว่า ในปี 2562 ผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในภูมิภาคนี้จะเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า โดยมีจำนวนมากกว่า 700 ล้านราย และจะมีจำนวนเกินกว่าครึ่งของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือทั้งหมดในโลก ซึ่งเมื่อปลายปีผ่านมาจำนวนของผู้ใช้งาน  4 จี (แอลทีอี) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านราย โดยกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วต่างให้ความสนใจ 4จี อาทิ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนานั้นเช่นไทยคาดว่า 4จี จะเข้ามามีบทบาทสำคัญภายในปี 2562 ซึ่งเมื่อมีการวางโครงข่ายมากขึ้น มองว่าผู้ใช้งาน 4จีจะอยู่ที่  230 ล้านราย โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของประชากรในภูมิภาคนี้ สำหรับปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมไอซีทีในภูมิภาคนี้ คือ ไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีอิทธิพลผลักดันการใช้งานแอพพลิเคชั่น สมาร์ทโฟน รวมถึงการใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก อีกทั้ง ราคาของสมาร์ทโฟนถูกลง ผู้บริโภคจำนวนมากเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ในรายงานยังแสดงผลสปีดเทสต์ หรือการทดสอบความเร็วบนเครือข่ายโมบายต่าง ๆ โดยประเทศออสเตรเลียและสิงคโปร์ มีอัตราความเร็วเฉลี่ยที่ดีที่สุดในภูมิภาคราว 8-10 กิกะบิต และใช้ 4จี ส่วนไทยนั้นมีระดับความเร็วที่ราว 2 กิกะบิตเท่านั้น เพราะปริมาณดาต้าจะวิ่งอยู่บนโครงข่าย 3จี (เอชเอสพีเอ) เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในรายงานอีริคสัน โมบิลิตี้ รีพอร์ต ยังพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกในไตรมาส  1/57 อยู่ที่ 6,800 ล้านราย เพิ่มขึ้น 120 ล้านราย คิดเป็น 7% ซึ่ง 5 ประเทศที่มีผู้ใช้เพิ่มสุทธิสูงสุดในไตรมาสนี้คืออินเดีย 28 ล้านราย, จีน 19 ล้านราย, อินโดนีเซีย 7 ล้านราย, ไทย 6 ล้านราย และ บังกลาเทศ 4 ล้านราย ส่วนยอดการใช้โทรศัพท์มือถือทั่วโลกคาดว่าจะสูงถึง 9,200 ล้านราย ในปี 2562 และจะมีการใช้งานในแบบโมบายบรอดแบนด์มากกว่า 7,400 ล้านราย หรือ ประมาณ 80% ของยอดผู้ใช้ทั้งหมดทั่วโลก สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยครึ่งปีหลังจะยังคงต้องรอคอยความชัดเจนด้านนโยบายจากผู้มีอำนาจในประเทศและผู้กำกับดูแล เกี่ยวกับแผนการประมูลคลื่นความถี่ย่าน  1800 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ โดยความเห็นส่วนตัว หากไม่สามารถประมูลได้ในช่วงเวลาที่เคยกำหนดไว้ จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ และประชาชนจะเสียโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยี และเสียโอกาสทางการแข่งขัน เพราะปัจจุบันการใช้งานดาต้าไม่ใช่แค่โซเชียลเน็ตเวิร์กแล้ว แต่เป็นการเล่นวิดีโอ คอนเทนต์หนัก ๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าจำนวนเลขหมายที่มีการใช้งานบนสมาร์ทดีไวท์มีมากกว่า 92 ล้านราย เพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า ในเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ในส่วนของผู้ให้บริการจะต้องหาโปรโมชั่นที่จำกัดในเรื่องของอัตราความเร็วเน็ต เนื่องจาก เมื่อไม่มีคลื่นความถี่ดังกล่าวมาให้บริการ แต่ปริมาณการใช้งานของลูกค้ามีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้น จะส่งผลทราฟิก 3จี คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ผู้ให้บริการมีเพียงรายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ มีความหนาแน่น ถึงคราวที่ผู้ให้บริการมือถือเบอร์ 1 อย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ต้องจัดสรรปันส่วนคลื่นให้เพียงพอต่อความต้องการลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยติดอันดับโลกใช้งานมือถือ

  • นักสืบออนไลน์ และอาชญากรรมในกระทู้ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    นักสืบออนไลน์ และอาชญากรรมในกระทู้ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    ในยุคที่อินเทอร์เน็ตขยายวงกว้างอย่างทุกวันนี้ การใช้งานเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดสาธารณะในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ผมเชื่อว่าคุณผู้อ่านที่ใช้อินเทอร์เน็ตประจำรู้จักกันดี เว็บไซต์สาธารณะที่ให้บริการถาม- ตอบแยกตามหมวดหมู่ความสนใจนั้นก็มีอยู่หลากหลายในประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นลักษณะที่ผู้ใช้อย่างเรา ๆ สามารถตั้งกระทู้ถามตอบได้อย่างอิสระและไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ การสมัครก็ง่าย ๆ บางที่แค่กรอกรหัสที่แสดงบนจอภาพก็เข้าไปใช้ถามตอบได้แล้ว บางทีเข้มหน่อยก็อาจมีการยืนยันระบุตัวตนผู้ใช้ด้วยอีเมลหรือสำเนาบัตรประชาชนบ้าง เว็บไซต์ที่อนุญาตให้มีการโพสต์ถาม-ตอบในลักษณะนี้ เดี๋ยวนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากนะครับ เว็บไหนที่โด่งดังหน่อยก็มีจำนวนกระทู้ที่ถูกตั้งใหม่ต่อวันหลักพัน ไม่นับว่าจำนวนคอมเมนต์หรือโพสต์ใหม่ ๆ ในแต่ละวันว่ามีเท่าไหร่อีกนะครับ เพราะจำนวนผู้ใช้ที่มากขึ้นนี่เอง ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอพฤติกรรมในการถาม-ตอบในเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมบ้าง ทั้งการด่าทอ การละเมิดลิขสิทธิ์ การหมิ่นประมาท ฯลฯ บางพฤติกรรมก็รุนแรงถึงขั้นผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว ซึ่งโดยปกติถ้าไม่มีเจ้าทุกข์หรือเจ้าทุกข์ไม่เอาความเรื่องมันก็จบไปแค่ในกระทู้นั่นล่ะครับ แต่หากเกิดการกระทำผิดบนอินเทอร์เน็ตและมีเจ้าทุกข์ไปร้องเรียนเจ้าพนักงานเพื่อเอาผิดอีกฝ่ายแล้ว แม้ผู้กระทำจะเป็นแค่เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะก็ต้องถูกสืบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งเทคโนโลยีที่พวกเราหรือผู้บังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนผู้ดูแลตรวจสอบเว็บไซต์ต่าง ๆ สามารถนำมาใช้เพื่อหาตัวผู้กระทำผิดหรือจับผิดผู้ตอบกระทู้ได้นั้นมีอยู่มากมาย การใช้งานก็ไม่ได้ยุ่งยากเพียงแค่อาศัยความรู้พื้นฐานของระบบเครือข่ายอย่าง Internet Protocol หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า ไอพีแอดเดรส (IP Address) เท่านั้นเองครับ ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเจ้าไอพีแอดเดรสกันก่อนครับว่ามันคืออะไร คำ ๆ นี้ย่อมาจากคำว่า Internet Protocol  Address ซึ่งเป็นหมายเลขประจำเครื่องของคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบเครือข่ายต่าง ๆ เช่น โปรโตคอลแบบ TCP/IP เปรียบไปแล้วก็คล้าย ๆ กับที่อยู่บ้านเลขที่ของเรานั่นล่ะครับ เวลาจะส่งพัสดุไปรษณีย์ให้กันก็ต้องระบุที่อยู่และบ้านเลขที่ของผู้รับให้ชัดเจนบุรุษไปรษณีย์จะได้ไม่ส่งของไปผิดบ้าน เช่นเดียวกันกับไอพีแอดเดรสที่แต่ละเครื่องในเครือข่ายจะมีเลขไอพีแอดเดรสเป็นของตนเองเพื่อให้การโอนย้ายข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายไม่ผิดพลาดนั่นเอง ในเครือข่ายหนึ่ง ๆ เช่น ในบ้านเดียวกัน (เราท์เตอร์เครื่องเดียวกัน) หอพักเดียวกัน หรือ ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เดียวกัน หากมีเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายอยู่หลายเครื่อง โดยปกติแล้ว ไอพีแอดเดรสของเครื่องเหล่านั้นที่ผู้ใช้เว็บไซต์คนอื่นเห็นก็จะเป็นตัวเลขเดียวกัน แต่ถ้าคิดจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยและในโลกที่มีอยู่มากมายขนาดนี้ มันก็เป็นไปได้ยากนะครับที่ในกระทู้หรือหัวข้อหนึ่ง ๆ ที่เปิดอิสระให้ใครก็ได้เข้ามาตอบ จะบังเอิญเจอคนหลายคนที่มีไอพีแอดเดรสเดียวกันปรากฏขึ้นมา โดยเฉพาะถ้ากลุ่มคนที่ไอพีเดียวกันเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยไปในทางเดียวกันด้วย หลาย ๆ คนก็เลยมักจะใช้สิ่งนี้เป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าผู้ใช้รายที่มีเลขไอพีเหมือนกันนั้นอาจจะมีเจตนาอวตารตัวมาหลาย ๆ ชื่อเพื่อกระทำการหลอกลวง เช่น เป็นหน้าม้าสนับสนุนให้คนซื้อสินค้าของตนเอง หรือ หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ดังที่เป็นปัญหาในเว็บไซต์ถามตอบต่าง ๆ นอกจากดูว่ามีใครสักคนกำลังเนียนแยกร่างตอบกระทู้นี้อยู่หรือไม่ด้วยการสันนิษฐานจากเลขไอพีที่เหมือนกันแล้ว เรายังสามารถดูพิกัดคร่าว ๆ ของผู้โพสต์ผ่านทางไอพีแอดเดรสได้ โดยใช้บริการของเว็บไซต์ฟรีที่ใช้ในการติดตามไอพีแอดเดรส แค่นี้ก็จะรู้ได้อย่างไม่ยากเย็นเลยครับว่าผู้โพสต์ข้อความนี้จากจังหวัดไหน ประเทศไหน แล้วเขาน่าจะเป็นบุคคลเดียวกันกับอีกโพสต์ที่กำลังสงสัยอยู่หรือไม่ การติดตามไอพีแอดเดรสนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในสังคมไทยของเราเลยนะครับ เป็นเพียงความรู้พื้นฐานในการใช้งานอินเทอร์เน็ตและเว็บไซต์สาธารณะที่ทั้งนักสืบสมัครเล่นและผู้บังคับใช้กฎหมายใช้อยู่จริงในการสืบหาและติดตามพิกัดของอาชญากรออนไลน์ ถึงตรงนี้คุณผู้อ่านอาจมีคำถามว่าไอพีแอดเดรสพวกนี้ สามารถปลอมขึ้นมาได้ไหม? แน่นอนครับ มันสามารถทำได้ แถมทำได้ง่าย ๆ อีกต่างหาก แต่โดยส่วนใหญ่แล้วอาชญากรในเว็บไซต์ถามตอบที่เรา ๆ ท่าน ๆ พบกันประจำ มักไม่ได้เป็นอาชญากรโดยกำเนิดหรือโดยอาชีพ แต่มักเป็นกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่อายุน้อย หรือ มีความเชื่อที่ผิด ๆ จนนำพาไปสู่โลกแห่งอาชญากรรมออนไลน์เสียมากกว่า แล้วก็ด้วยความที่พวกเขาไม่ได้เป็นมิจฉาชีพโดยสายเลือดหรือโดยอาชีพนั่นเองล่ะครับ ทำให้การทำผิดมักมีช่องโหว่และทิ้งหลักฐานเอาไว้ให้เรา ๆ ท่าน ๆ ตามจับผิดได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะถ้าคนที่ติดตามมีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีด้วยแล้ว การแก้ปัญหาอาชญากรรมในเว็บไซต์ถามตอบนี้ ผมมองเป็นสองประเด็นครับ ประเด็นแรก คือ การปลูกจิตสำนึกและจิตสาธารณะให้ผู้ใช้เว็บไซต์ถามตอบ ให้พวกเขาเข้าใจว่าแม้จะเป็นการสื่อสารที่ไม่เห็นหน้าไม่พบตัวจริงกัน แต่สังคมออนไลน์ก็ไม่ใช่สังคมจำแลง แต่เป็นสังคมจริงสังคมหนึ่งสำหรับการอยู่ร่วมกันที่ต้องมีกฎระเบียบและขนบธรรมเนียมปฏิบัติ เมื่อทำผิดก็จะต้องถูกลงโทษไม่ว่าจะทางกฎหมายหรือทางสังคมก็ตาม ผมเชื่อว่าพอผู้คนเข้าใจได้อย่างนี้ จำนวนคนทำความผิดจะลดลง แต่แน่นอนครับ ว่าไม่มีทางหมดไปได้แน่นอน อีกประเด็นหนึ่งของการแก้ปัญหาอาชญากรรมในเว็บไซต์ถามตอบ ก็คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ เพราะหลายครั้งที่เราไม่สามารถตามจับอาชญากรคนทำผิดได้ สาเหตุไม่ใช่ปัญหาเรื่องเทคนิค ไม่ใช่เรื่องการหาเลขไอพีไม่ได้ ไม่ใช่เพราะคนทำผิดใช้พร็อกซี่ (proxy) หรือเทคโนโลยีการหลบอะไรที่ซับซ้อน แต่เกิดจากการไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ก็ให้ลงบันทึกประจำวันเอาไว้เพียงเท่านั้นไม่ได้มีการออกไปติดตามสืบสวนให้ ซึ่งในมิติหนึ่งผมเข้าใจนะครับว่างานของเจ้าหน้าที่นั้นมีเยอะ และปัญหาเหล่านี้ในอินเทอร์เน็ตนับวันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น แต่ผมเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่ดีนอกจากจะต้องคืนความยุติธรรมให้ประชาชนได้แล้ว ยังควรจะต้องทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพด้วย ในเมื่อโลกนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยให้เราทำอะไร ๆ ได้เร็วได้คล่องตัวถึงขนาดนี้แล้ว ผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้วเช่นกันนะครับที่กระบวนการยุติธรรมไทยจะต้องปรับตัว เร่งความเร็วให้เท่าทันกับโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ใบนี้ให้ได้. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักสืบออนไลน์ และอาชญากรรมในกระทู้ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

  • ครึ่งหลังเดือนกรกฎาคม – รู้หลบ

    ครึ่งหลังเดือนกรกฎาคม – รู้หลบ

    ฝนที่กระหน่ำ จ.ระนอง บางส่วนของ จ.เชียงใหม่ และบางพื้นที่ของ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 12–13 ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นเพราะมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามันและอ่าวไทย ขณะเดียวกัน มีหย่อมความกดอากาศต่ำที่ประเทศเวียดนามตอนบนและอ่าวตังเกี๋ย เป็นตัวการให้ภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักบางพื้นที่ ทะเลอันดามันตอนบน ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตขึ้นมา ก็คลื่นแรง สูง 2-3 เมตร เพิ่มเติมข้อมูล ความกดอากาศต่ำ หรือมรสุม ปรากฏที่ไหน ให้เข้าใจได้เลยว่า ต้องเจอกับฝนตกหนัก ภาวะฝนตกหนัก ที่อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก แท้จริงเป็นฝนที่ตกช่วง 2 วัน เพียงแต่มีปริมาณมาก บางพื้นที่มากกว่า 150 มม. แต่หลังจากนั้น ก็ได้พัก 2 วัน วันที่ 15-16 ก.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะมีกำลังอ่อนลง คลื่นลมในอ่าวไทยและทะเลอันดามันก็จางลงด้วย แต่คลื่นยังสูง ถัดมาอีก 3 วัน วันที่ 17-19 ก.ค. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ มีกำลังแรงขึ้นอีก จึงคาดว่า ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น คลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะแข่งกันมีคลื่นสูง กรมอุตุนิยมวิทยา จึงออกคำเตือนว่า วันที่ 17-18 ก.ค. ขอให้ประชาชนทางภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัด ระวัง เรือเล็กในทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบน ให้งดออกจากฝั่งทั้ง 2 วัน ชำนาญแค่ไหนก็ไม่ควรเสี่ยง นับจากนี้ไปเป็นเวลา 2 เดือนครึ่ง บริเวณประเทศไทยตอนบน คือนับจากก้นอ่าวไทยขึ้นไป จะมีฝนเพิ่ม กรมอุตุนิยมวิทยา ออกคำคาดหมายลักษณะอากาศฤดูฝนปีนี้ โดยชี้แจงว่า นับแต่ครึ่งหลังเดือน ก.ค. จนถึงเดือน ก.ย. มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมประจำฤดูฝนของเมืองไทย จะมีกำลังแรงขึ้น จังหวะเดียวกัน ร่องมรสุมที่เลื่อนออกไปอาละวาดประเทศทางตอนเหนือ เช่น เมียนมาร์ ลาว จนถึงจีนตอนใต้ ตั้งแต่ปลายเดือน มิ.ย. จะคืนสู่ประเทศ คำว่า มรสุม อยู่แถวไหน ไปถึงที่ใด ก็เอาฝนฟ้าคะนองไปรังควาน ดังนั้น เมื่อร่องมรสุมย้อนกลับมา ขณะที่ มรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรง ก็น่าจะทำให้ฝนมากขึ้น กรมอุตุฯ บอกว่า ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่น เป็นฝนกระจายถึงเกือบทั่วไป และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งในบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมในทะเลอ่าวไทยบริเวณภาคตะวันออกจะมีกำลังแรง ความสูงของคลื่น 2-4 เมตรในบางช่วง อย่างไรก็ดี ฝนที่ตกในขณะนี้ จะมีปัญหาก็เพียงแค่ระบายไม่ทันและเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือน้ำป่าไหลหลากเป็นจุด ๆ ที่จะท่วมทุ่งทั่วภาคกลาง อย่างปี 54 ไม่น่าจะมีได้ ตอนนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก ทั้งเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ แห้งขอดด้วยกัน สามารถรองรับได้อีกหลายหมื่นล้านลูกบาศก์เมตร คนภาคกลางกับกรุงเทพฯ วางใจไปได้อีก 1 ปี. หยาดน้ำฟ้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ครึ่งหลังเดือนกรกฎาคม – รู้หลบ