จากการเติบโตของการใช้งานสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจอีคอมเมิร์ซมีการเติบโตตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด นายทรงยศ คันธมานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้แพลนเน็ต จำกัด ผู้ให้บริการตลาดออนไลน์ เล่าว่า จากการเติบโตของธุรกิจออนไลน์เพิ่มขึ้น แต่การเข้าจดโดเมนเพื่อสร้างเว็บไซต์ขายของผ่าน .com มีข้อจำกัด อาทิ ชื่อที่ต้องการไม่ว่าง ชื่อเว็บไซต์ยาว จดจำยาก และการเกิดการเก็งกำไรของชื่อ .com ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูง ดังนั้น บริษัทจึงได้เปิดบริการจดทะเบียนโดเมนเนมระดับบนสุดชุดใหม่ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลือกดอท (.) อะไรก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น .company หรือ .fashion ที่ขณะนี้มีบริการแล้วกว่า 100 ชื่อ โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเดือนละ 50 ชื่อ ทั้งนี้ โดเมนใหม่นี้ มีข้อดีคือ ได้ชื่อที่ตรงกับธุรกิจ มีการสร้างแบรนด์ทำให้ผู้บริโภคจดจำง่าย เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การเติบโตของแวดวงการค้าขายออนไลน์ ธุรกิจท้องถิ่นจะมีโอกาสแจ้งเกิด สำหรับชื่อที่ได้รับความสนใจสูงสุดในไทย จะเป็นชื่อที่ใช้สำหรับธุรกิจ การถ่ายภาพ โดยชื่อที่เป็นที่นิยม5อันดับแรกจะเป็น .company, .app, .hotel, .fashion และ .clothing เป็นต้น ส่วนสถิติล่าสุดสำหรับการจดทะเบียนโดเมนของประเทศไทย .com และอื่นๆ ที่ไม่รวม .th จะมีประมาณ 1.7 แสนชื่อ ในขณะที่ .th อยู่ที่ 63,334 ชื่อ ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตของ .com มีการชะลอตัว โดยมีการเติบโตเพียง 5-7% “หลังจากที่ ICANN องค์กรที่ดูแลโดเมน ได้เปิดตัวโดเมนใหม่นี้ พบว่าทั่วโลกมีการจดโดเมนใหม่แล้ว 1.4 ล้านชื่อ ในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ส่วนในไทยมี 2,169 ชื่อ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าสิ้นปีจะมียอดจดเกิน 1 หมื่นชื่อ” นายทรงยศ กล่าว อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่าโดเมนใหม่จะมีการจดเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีผู้ดำเนินธุรกิจกว่า 3 พันราย แต่พบว่าบริษัทฯ ที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองมีเพียง 10% ดังนั้น อีก 90% ถือว่ายังเป็นตลาดที่เปิดกว้างอยู่ ซึ่งการมีชื่อใหม่ๆ เข้ามาจะทำให้ตลาดมีสีสันมากขึ้นไปอีก สำหรับ ค่าจดทะเบียนโดเมนชุดใหม่จะอยู่ที่ 450-1,100 บาท ซึ่งหากเป็น .com จะอยู่ที่ 400 บาท โดยมองว่าภายใน 3 ปี จากนี้จะมีการจดทะเบียนโดเมนรูปแบบใหม่กว่า 10-20% จากการจดทะเบียนโดเมนทั้งหมด ส่วน แนวทางการทำตลาดเกี่ยวกับโดเมนใหม่ต่อจากนี้คือ การออกโปรโมชั่นบันเดิลไปกับบริการอื่นๆ ในเครือ โดยผลตอบรับระยะแรกต้องใช้เวลาเรียนรู้ แต่คาดว่าใช้เวลาประมาณครึ่งปีถึงจะมีการรับรู้แพร่หลาย ขณะที่ ความนิยมในการนำเฟซบุ๊กมาใช้กับอีคอมเมิร์ซนั้น มองว่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบ เนื่องจากเฟซบุ๊กเหมาะกับการใช้งานแค่เริ่มต้น หากต้องการทำอย่างจริงจังสุดท้ายต้องมีเว็บไซต์ หรืออย่างน้อย 2-3 ช่องทางเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง สำหรับภาพรวมทั้งปี บริษัทได้โฟกัส 4 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ บริการเว็บไซต์, โฆษณาออนไลน์, เทรนนิ่ง และบริหารการตลาดออนไลน์ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้เป็น 40% 40% 5% และ 15% ตามลำดับ โดยปีนี้ตั้งเป้าผลประกอบการโต 50% ไม่ต่างกับปีที่ผ่านมา เรดดี้แพลนเน็ตตั้งเป้าหมายการเป็นผู้นำการตลาดออนไลน์และเน้นการบริการให้ลูกค้าเพิ่มยอดขายได้จริง โดยปัจจุบันลูกค้าอยู่ที่ 14,000 เว็บไซต์ เมื่อตลาดเปิดกว้าง สื่อออนไลน์ถือเป็นสื่อที่มีต้นทุนต่ำและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดที่สุด แต่สิ่งสำคัญที่จะให้เข้าถึงคือ ชื่อที่สามารถสร้างแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์จดจำง่าย. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เรดดี้ฯ เชื่อโดเมนใหม่ดันค้าขายออนไลน์พุ่ง – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ
Blog
-

เรดดี้ฯ เชื่อโดเมนใหม่ดันค้าขายออนไลน์พุ่ง – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ
Facebook Comments -

กสท พัฒนาระบบไอทีให้รัฐสภา
กสท จับมือสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมพัฒนาระบบไอทีรองรับการขยายงานรัฐสภาเข้าสู่ความเป็นอัจฉริยะหรือ Smart Parliament นายวิโรจน์ โตเจริญวาณิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบเครือข่ายให้กับสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทันสมัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ให้มีความรู้ความสามารถมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขยายงานรัฐสภาสู่การเป็นการเป็นอัจฉริยะหรือ Smart Parliament ในอนาคต ทั้งนี้ กสท จะเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสารของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจากส่วนกลางครอบคลุมไปยังทุกจังหวัดที่จะมีการจัดตั้งสำนักงานรัฐสภาจังหวัด เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารรวดเร็ว ทั้งยังติดตั้งบริการวงจรสื่อสารความเร็วสูง พร้อมพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบเครือข่าย และการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพการทํางานออนไลน์ในรัฐสภาผ่านสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยระบบเครือข่าย จัดเก็บล็อคไฟล์( Log File )พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดความรู้ความชํานาญด้านเทคโนโลยีไอทีและระบบเครือข่ายให้กับบุคลากรของสํานักงานฯ อย่างต่อเนื่อง “กสท มีความมั่นใจว่าการพัฒนาระบบไอทีของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้จะช่วยพัฒนาระบบการบริหารจัดการของสำนักงานฯ ให้สามารถสนองตอบภารกิจของสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาได้รวดเร็วและเกิดประสิทธิผลสูงสุด” นายวิโรจน์ กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท พัฒนาระบบไอทีให้รัฐสภาFacebook Comments -

ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่รถไฟไทย ขจัดสารพัดปัญหาซุกใต้พรม
กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความเศร้าสลดเสียใจแก่คนไทยทั้งประเทศ กับเหตุฆาตกรรมสะเทือนขวัญข่มขืนเด็กหญิงบนขบวนรถไฟ แม้ต้นเหตุเรื่องนี้เกิดจากความโหดร้ายของตัวบุคคล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าเป็นการสะท้อนถึงความล้มเหลว และปัญหาของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่หมักหมมมานานหลายปี ขาดแคลนบุคลากรทั้งปริมาณ-คุณภาพ หากไล่เรียงย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พบว่าการรถไฟไทยมีความบกพร่องหลายด้านจนนำมาสู่การเกิดเหตุเศร้าสลด เริ่มจากปัญหาบุคลากรที่เป็นเรื่องใหญ่สุดของ รฟท. ต้องยอมรับว่า องค์กรม้าเหล็กไทย กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณอย่างหนัก โดยในปัจจุบัน รฟท. มีการขาดแคลนพนักงานมากกว่า 8,000 ตำแหน่ง โดยปัจจุบันเหลือเพียง 11,000 คน หลังจากรัฐบาลในอดีตมีนโยบายจำกัดกำลังคนและกำหนดให้การรถไฟฯ รับพนักงานใหม่ได้เพียง 5% ของพนักงานที่ออกหรือเกษียณไปเท่านั้น ส่งผลให้จำนวนพนักงาน รฟท.ร่อยหรอลงเรื่อย ๆ ดังนั้น รฟท.จึงแก้ปัญหาด้วยการจ้างลูกจ้างเฉพาะงานมาทำแทนในหลายหน้าที่ ทั้งพนักงานคุมประแจ เสมียนสถานี หรือแม้กระทั่งพนักงานปูเตียง การว่าจ้างลูกจ้างเข้ามาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะงานรถไฟเป็นงานหนัก มีสวัสดิการและฐานเงินเดือนต่ำ บางตำแหน่งเริ่มต้นเพียงเดือนละ 6,750 บาท หรือค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันเท่านั้น อีกทั้งชีวิตต้องอยู่บนรถไฟยาวนาน ห่างไกลจากแสงสี ทำให้คนทั่วไปไม่ค่อยสนใจขณะที่พนักงานเดิมที่เป็นคนของการรถไฟฯ จริง ๆ ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่าอายุไม่ต่ำกว่า 40-50 ปี ส่งผลให้ รฟท.ขาดคนทำงานวัยหนุ่มสาวเข้ามาผลักดันองค์กร นอกจากนี้พนักงานส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาน้อยกว่าหน่วยราชการอื่น หรือเฉลี่ยเพียงแค่ ปวช., ปวส. อย่างไรก็ตามแม้ระดับการศึกษาจะไม่ใช่ตัวชี้วัดผลการทำงานว่าใครดีหรือไม่ดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้การรถไฟฯ เสียโอกาสคัดสรรพนักงานที่ดีมีความรู้ความสามารถไป ระบบอุปถัมภ์ฝังรากลึก ปัญหาการรับสมัครพนักงานรถไฟ ยังมีวิธีทำกันแบบไทย ๆ หรือใช้ระบบอุปถัมภ์ อีกทั้งการคัดเลือกพนักงานรถไฟ ยังให้สิทธิระดับฝ่ายหรือสำนักงานสามารถรับสมัคร และคัดเลือกพนักงานเข้ามาได้เองโดยไม่ต้องผ่านคัดเลือกจากส่วนกลางอีก ทำให้ที่ผ่านมาการคัดเลือกจึงมีการเล่นพวกพ้อง หรือมีการอะลุ้มอล่วยช่วยเหลือกันแบบครอบครัว ที่ร้ายกว่านั้นยังมีช่องโหว่ในการคัดกรองคุณสมบัติและประวัติ อย่างกรณีจำเลยคดีโหด นายวันชัย แสงขาว ที่เคยมีประวัติอาชญากรรม ทั้งการเสพยาและค้ายามาก่อน แต่ยังเล็ดลอดการตรวจสอบเข้ามาเป็นพนักงานรถไฟ และทำงานมาได้หลายปี ทั้งที่ยังไม่ได้รับรองประวัติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงน่าสงสัยว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรและน่าเป็นห่วงว่าจะมีพนักงานรถไฟคนอื่น นอกเหนือนายวันชัยที่เล็ดลอดจากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมแบบนี้อีกหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในเรื่องของบุคลากรของรถไฟอย่างชัดเจน เครื่องไม้เครื่องมือล้าสมัย อีกประเด็นที่เพิกเฉยไม่ได้กับเหตุคดีนี้ คือปัญหาความทรุดโทรมของอุปกรณ์ หัวรถจักร และตู้โดยสาร เพราะอย่างที่ทราบกันอยู่ว่า รฟท.เป็นองค์กรที่ล้าหลัง ขาดการลงทุนพัฒนาครั้งใหญ่มานาน ทำให้ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย หัวรถจักรบางหัวใช้มานานกว่า 30-50 ปี หรือเกินกว่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ จนทำให้ผู้โดยสารไม่ได้รับความปลอดภัย อย่างเช่นคดีฆ่าข่มขืนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาขบวนรถที่เป็นรุ่นเก่า ไม่มีระบบไฟ ต้องอาศัยต่อพ่วงจากขบวนอื่น จึงทำให้คนร้ายสับคัตเอาต์เพื่อดับไฟได้ ประกอบกับเป็นตู้นอนแบบพัดลม ต้องเปิดหน้าต่างนอน จึงมีเสียงดังจากข้างนอก ทั้งเสียงเครื่องยนต์ เสียงล้อ และเสียงลมรบกวน ดังนั้นจึงไม่มีใครได้ยินเสียงผิดปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดว่า หากรถไฟมีการพัฒนาตัวรถให้ทันสมัย มีระบบรักษาความปลอดภัย ระบบไฟฟ้าภายในตู้รถ เป็นรถปรับอากาศ หรือกล้องวงจรปิด คอยระแวดระวังแล้วจะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ทำให้คนร้ายเกรงกลัวไม่กล้ากระทำผิดหรือไม่ สารพัดปัญหารอเวลาสะสาง จากเหตุการณ์เหล่านี้ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องมาร่วมกันเปลี่ยนแปลงการรถไฟฯ อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประชาชนต้องกลายเป็นเหยื่อเคราะห์ร้ายของรถไฟ และที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นแล้วหลายหน ไม่ว่าเป็นเหตุข่มขืนนักศึกษาสาวปริญญาโทบนตู้รถนอนเมื่อปี 2544 หรือหญิงสาวพัทลุงที่ถูกเตียงเหล็กหล่นทับบาดเจ็บเมื่อปี 2555 แม้ล่าสุด คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีคำสั่งปลด นายประภัสร์ จงสงวน พ้นผู้ว่าการ รฟท. ไปแล้ว แต่ก็เป็นแค่การลดแรงกดดันจากสังคมชั่วคราวเท่านั้น แต่ปัญหาที่แท้จริงของการรถไฟฯ ยังซุกใต้พรมรอให้ คสช. และรัฐบาลใหม่แก้อยู่อีกมาก เพราะต้องไม่ลืมว่าปัญหาของการรถไฟฯ ไม่ได้มีแค่ปัญหาด้านความปลอดภัยจากเหตุข่มขืนเท่านั้น ยังมีปัญหาอื่น ๆ ซ่อนรออยู่อีก ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดในการเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ การใช้ประโยชน์จากที่ดินของการรถไฟฯที่ขาดประสิทธิภาพ การไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ให้ รฟท.ไปกู้แทน จนต้องมีหนี้สะสมกว่า 140,000 ล้านบาท ส่งผลปัญหาลูกโซ่อื่น ๆ ตามมาใน ระยะยาว นอกจากนี้ยังมีปัญหาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ที่ยังล่าช้าไม่มีหัวรถจักร ขบวนรถ เครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยเพียงพอ จนเกิดเรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้บริการมากมาย ทั้งเรื่องความสะอาด ความล่าช้า ไม่ตรงต่อเวลา ความปลอดภัย หรืออุบัติเหตุจากการตกราง ตลอดจนการแก้ปัญหาเส้นสายระบบอุปถัมภ์ ปัญหาเชิงโครงสร้างบริหารภายใน ที่มีการกระจายอำนาจจนขาดเอกภาพในองค์กร รวมถึงการปรับทัศนคติพนักงานให้ลุกขึ้นมามีส่วนร่วมในการนำรถไฟไทยก้าวไปสู่ยุคใหม่ และล้างวัฒนธรรมเดิม ๆ ให้หมดไป ถึงเวลายกเครื่องใหญ่ รฟท. ดังนั้นท่ามกลางวิกฤติและหยดน้ำตาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ น่าจะเป็นโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามาจับเข่าคุยช่วยกันปฏิรูป รฟท. อย่างจริงจัง เพราะลำพังการออกกฎสั่งห้ามดื่ม ห้ามขายแอลกอฮอล์ในขบวนรถ การทำตู้นอนพิเศษสำหรับเด็กและสตรี หรือการเข้มงวดกวดขันสารเสพติด ประวัติอาชญากรรมคงไม่เพียงพอ เพราะต่อไปหากเรื่องเงียบ ก็เหมือนไฟไหม้ฟาง ปัญหาก็อาจวนกลับมาเกิดใหม่ได้อีก การปฏิรูปการรถไฟควรเป็นวาระแห่งชาติ เพราะไม่ใช่แค่ผลดีตกอยู่กับองค์กร รฟท. อย่างเดียว ยังส่งผลดีด้านอื่น ๆ ตามมา ทำให้คนไทยมีทางเลือกในการเดินทางที่สะดวก มีความปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาจราจร ประหยัดน้ำมัน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว. ทีมเศรษฐกิจ เร่งยกเครื่อง เรียกคืนศักดิ์ศรี รฟท.นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า หลังจากนี้จะต้องดึงการมีส่วนร่วมจากทุก ๆ ภาคส่วน เข้ามาเปลี่ยนแปลงแก้ปัญหาการรถไฟฯ ในทุกด้าน โดยจะมีการหารือกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) นำผลศึกษาการปฏิรูปการรถไฟที่มีอยู่แล้ว มาพิจารณาใหม่ว่าสามารถปรับปรุงใช้ในตอนนี้ได้อย่างไร รวมถึงจะมีการเปิดเวทีสัมมนาให้พนักงานของรถไฟเข้ามาช่วยระดมความคิด เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์กร เพื่อนำข้อสรุปไปเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รับทราบด้วย ’เพราะเห็นว่าตอนนี้เราควรจะใช้วิกฤติที่เกิดขึ้นเปลี่ยนให้เป็นโอกาส ซึ่งคนรถไฟควรจะใช้จังหวะนี้รวมพลัง ปลุกเร้า เรียกคืนศักดิ์ศรีของคนรถไฟกลับคืนมา โดยเชื่อว่าคนรถไฟแต่ละคนก็รักและอยากเห็นองค์กรไปในทางที่ดี หากนำความตั้งใจมาหล่อหลอมรวมกัน เพื่อเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง มั่นใจว่า รฟท. มีโอกาสจะกลับเป็นองค์กรที่มีประสิทธิภาพได้อีกครั้ง” สำหรับปัญหาของรถไฟในตอนนี้ ยอมรับว่ามีความซับซ้อนแต่ก็ยังมีโอกาสแก้ไขได้ อย่างปัญหาขาดทุนสะสมแม้มีสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แต่การรถไฟฯ ก็มีทรัพย์สินที่ดินถึง 200,000-300,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าหนี้จึงถือว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพอยู่ โดยเฉพาะที่ดินที่ยังทำรายได้น้อยเกินไป หากบริหารให้ดีจะเพิ่มรายได้ขึ้นอีก แต่ก็น่าเห็นใจ รฟท. เช่นกันเพราะเรื่องนี้ เป็นข้อจำกัดจากระเบียบกระทรวงการคลัง ที่กำหนดให้ รฟท. ต้องกู้เงินมาใช้หมุนเวียนจนกลายเป็นหนี้สะสม ซึ่งต่างจากหน่วยงานอื่น เช่น การปรับปรุงถนนที่รัฐมีงบประมาณรายปีให้เปล่าไปใช้ได้เลยไม่ต้องกู้ นอกจากนี้การรถไฟฯ ก็ยังไม่ได้ขึ้นค่าโดยสารมานานแล้วถึง 28 ปีด้วย ส่วนปัญหาเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย การไม่ตรงต่อเวลา ตอนนี้ก็มีการทยอยปรับปรุงรางไปทั่วประเทศแล้ว ดังนั้นจึงเหลือเพียงแค่จัดซื้อหัวรถจักร ตู้โดยสารไปแทนที่ของเก่าที่ใช้มานาน 30-50 ปี ซึ่งตอนนี้กำลังพิจารณาให้เกิดความรอบคอบอยู่ รวมถึงปัญหาด้านอื่นจะต้องเข้าไปดูทั้งหมด และกำหนดตัวชี้วัด เจ้าภาพสำหรับแก้ปัญหาอย่างชัดเจน ให้เกิดความโปร่งใส และต้องขจัดระบบอุปถัมภ์เล่นพรรคเล่นพวกให้หมดไป. แนะตั้งเรคกูเลเตอร์ระบบราง แก้ปัญหาระยะยาว นายรัฐภูมิ ปริชาตปรีชา ผู้อำนวยการสถาบันแห่งความเป็นเลิศ ด้านนวัตกรรมถนน และระบบราง คณะวิศวกรรม ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า การพัฒนาการขนส่งระบบรางที่ผ่านมา ไม่ใช่ล้มเหลวแค่ในส่วนของการรถไฟฯ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาระบบรางของทั้งประเทศด้วย เห็นได้จากสถิติการใช้การขนส่งทางรางลดน้อยลงเรื่อย ๆ รวมถึงยังเกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัย อุบัติเหตุตามมาอีกบ่อยครั้ง ดังนั้นแนวทางแก้ปัญหา ควรให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมา เป็นเรคกูเลเตอร์ ทำหน้าที่กำกับดูแลระบบการขนส่งทางรางทั้งหมด ทั้งความปลอดภัย ความรวดเร็ว มาตรฐานพนักงาน ตัวรถ คนขับให้เป็นที่ยอมรับ เพราะอย่างตอนนี้ รฟท. ซึ่งเป็นผู้เดินรถก็มีตั้งมาตรฐาน ตรวจสอบกันเอง ทำให้เวลาตรวจสอบยังไม่ค่อยเข้มข้นเหมือนกับที่มีหน่วยงานกลางจากรัฐเข้ามา ดังนั้นภาครัฐควรแยกให้การรถไฟฯ ทำหน้าที่เฉพาะเดินรถ ขณะที่เรคกูเลเตอร์ก็ทำหน้าที่ตรวจสอบ หากพบสิ่งไหนของ รฟท. มีปัญหาเรื่องราง หัวรถจักร หรือพนักงานก็สั่งให้แก้ไข ถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องหยุดให้บริการ จะมาอ้างว่าคนน้อยและหย่อนยานมาตรฐานบริการไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน ’หน่วยงานใหม่จะเป็นเรคกูเลเตอร์ของระบบรางทั้งหมดทั้งรถไฟ รถไฟฟ้า รวมถึงรถไฟความเร็วสูง หน้าที่คล้ายกับกรมทางหลวง กรมการขนส่งทางบก ที่คอยกำกับดูแลการขนส่งทางถนน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานนี้ ขณะที่ประเทศอื่นมีกันหมดแล้ว และอนาคตเมื่อประเทศไทยต้องลงทุนเป็นแสนล้านบาท เพื่อก่อสร้างรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า ก็ยิ่งจำเป็นต้องมีฝ่ายกำกับดูแลด้วย“ ส่วนการแก้ปัญหา รฟท. นั้นอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามาหารือช่วยกันอย่างจริงจัง เพราะด้วยศักยภาพของการรถไฟฯในปัจจุบันที่มีปัญหาหนี้สินเป็นแสนล้านบาท แถมยังขาดแคลนบุคลากร คงไม่สามารถแก้ไขด้วยตัวเองได้ จึงอยากเห็นการแก้ปัญหาการรถไฟฯ และปฏิรูประบบรางเป็นวาระแห่งชาติไปเลย จะปล่อยให้เป็นแดนสนธยาต่อไปอีกไม่ได้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่รถไฟไทย ขจัดสารพัดปัญหาซุกใต้พรมFacebook Comments