นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ทางก.ล.ต. จะมีการลงนามความร่วมมือกับมาเลเซีย และสิงคโปร์ในด้านแนวทางการพิจารณาให้บริษัทจดทะเบียนออกและเสนอขายหลักทรัพย์ในประเทศสมาชิกอาเซียนตั้งแต่สองประเทศพร้อมกันหรือในเวลาใกล้เคียงกันโดยใช้แบบนำเสนอข้อมูลชุดเดียวกันยื่นต่อหน่วยงานกำกับตลาดทุนในแต่ละประเทศโดยต้องจัดทำแบบเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้มีข้อมูลไม่แตกต่างกันอย่างมีสาระสำคัญ รวมทั้งจัดทำข้อมูลสรุปและแจกจ่ายให้ผู้ลงทุนพร้อมใบจองซื้อตลอดจนให้กรรมการทุกคนลงนามรับรองความถูกต้องของแบบนำเสนอข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทไทยที่จะเสนอขายหุ้นต่อผู้ลงทุนในประเทศและในประเทศสมาชิกอาเซียน“ทางก.ล.ต.เริ่มให้การสนับสนุนด้านการเปิดกว้างรูปแบบการลงทุนเพื่อเป็นการขยายโอกาสให้กับนักลงทุนไทยนักลงทุนต่างประเทศในการกระจายการเติบโตเพิ่มมากขึ้นซึ่งขณะนี้มีหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ความสนใจและเตรียมลงนามความร่วมมือในระยะต่อไป" นอกจากนี้การประชุมคณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีมติให้การเสนอขายตราสารหนี้ของภาครัฐต้องยื่นแบบนำเสนอข้อมูลเช่นเดียวกับภาคเอกชน อาทิหากเป็นการเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป ต้องยื่นคำขอต่อ ก.ล.ต.โดยมีงบการเงินเป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินไม่ค้างการนำส่งงบการเงินหรือรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินต่อ ก.ล.ต.เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนพร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐให้เทียบเท่าสากล
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.ล.ต.เตรียมจับมือมาเลเซีย-สิงคโปร์
Blog
-

ก.ล.ต.เตรียมจับมือมาเลเซีย-สิงคโปร์
Facebook Comments -

บขส.เร่งถกย้ายหมอชิต-เอกมัย
นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมเรื่องการย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (หมอชิต) ออกไปสถานที่อื่น เพื่อสรุปแนวทางและนำเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา โดยการหารือจะนำข้อมูลที่สถาบันพระจอมเกล้าธนบุรีศึกษาว่า ควรจะย้ายไปพื้นที่ใด และควรลงทุนแบบไหนมาประกอบการพิจารณาให้เกิดความชัดเจนที่สุดทั้งนี้แนวทางการลงทุนจะพิจารณาจาก 3 แนวทาง คือ การลงทุนโดยใช้เงินทุนของ บขส.เองทั้งหมด ซึ่งอาจใช้การกู้เงิน หรือนำกำไรสะสมที่มีอยู่ประมาณ 3,000 ล้านบาทมาใช้ หรือให้มีการร่วมทุนระหว่าง บขส.กับ ภาคเอกชน และแนวทางสุดท้ายให้ภาคเอกชนลงทุนเองทั้งหมด และให้สิทธิบริหารเชิงพาณิชย์เป็นการตอบแทน ส่วนการใช้งบประมาณเบื้องต้นประเมินว่าจะใช้ประมาณ1,500 ล้านบาท เป็นค่าที่ดิน 150 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 10 ล้านบาทอย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่พิจารณาว่าจะย้ายสถานีขนส่งหมอชิตออกไปพื้นที่ใด แต่หลักการเบื้องต้นจะต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ เพราะสถานีขนส่งปัจจุบันมีขนาด 80 ไร่ซึ่งค่อนข้างเล็กไป ส่วนทำเลอาจเลือกย่านถนนพหลโยธิน เพราะสถานีขนส่งใหม่จะต้องรองรับการขนส่งทั้งสายเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีปริมาณผู้โดยสารใช้จำนวนมาก อีกทั้งถนนพหลโยธินยังเป็นเส้นทางสายหลักในการเดินทางไปทั้ง 2 ภาคได้ด้วย“ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า ถึงอย่างไร สถานีขนส่งหมอชิตก็ต้องย้ายแน่ เพราะเจ้าของพื้นที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ต้องการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อ แต่การย้ายคงไม่ทัน 1 ปีตามที่การรถไฟฯขอ เพราะการก่อสร้างสถานีขนส่งใหม่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปีถึงจะย้ายได้”นายวุฒิชาติกล่าวว่า บขส.ยังเตรียมพิจารณาย้ายสถานีขนส่งผู้โดยสารสายตะวันออก หรือเอกมัย ออกจากพื้นที่เดิมเช่นกัน เนื่องจากปัจจุบันเป็นพื้นที่ไม่เหมาะกับการให้บริการเดินรถ เพราะมีพื้นที่เพียง 7 ไร่ ไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวยังกลายเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่อยู่อาศัยหรือห้างสรรพสินค้าทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดอย่างหนักสำหรับทำเลที่จะย้ายสถานีออกไปนั้น จะนำผลการศึกษาของสถาบันพระจอมเกล้าธนบุรีมาพิจารณาเช่นกัน โดยบขส.สนใจพื้นที่บริเวณถนนบางนา-ตราด เพราะอยู่รอบนอกที่การจราจรคล่องตัวเหมาะกับการนำมาทำเป็นสถานีขนส่งสาธารณะ ส่วนการลงทุนก็มี 3 แนวทาง เช่นเดียวกับการย้ายหมอชิต คือ บขส.ลงทุนเอง การร่วมทุน หรือให้เอกชนลงทุนทั้งหมดส่วนแผนปรับปรุงการให้บริการภายในรถ บขส.ยังคงเดินหน้าเช่นเดิม เช่น การทำสัญญาเช่ารถชั้นเดียว ขนาด 15 เมตร จำนวน 100 คัน เพื่อทดแทนรถโดยสาร 2 ชั้น รุ่นเก่าที่ปลดระวางในปีนี้ ได้แจ้งให้ คสช.ทราบแล้ว แต่ก็อยู่ระหว่างรอให้ คสช.เห็นชอบอีกครั้ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บขส.เร่งถกย้ายหมอชิต-เอกมัยFacebook Comments -

ดึงเอกชนเจาะรายตลาดฟื้นส่งออก
นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้จัดตั้งคณะทำงานบุกเบิกตลาดต่างประเทศ 5 ตลาด ได้แก่ อาเซียน, จีน, ลาตินอเมริกา, แอฟริกา, ตะวันออกกลางและตลาดประชาคมรัฐเอกราช โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐและเอกชนด้านการตลาดในตลาดเป้าหมายข้างต้นมาร่วมกันวางแผน ทำยุทธศาสตร์ และแนวทางการผลักดันการส่งออก เพื่อให้กระตุ้นการส่งออกได้อย่างรวดเร็ว ทันการณ์ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ตามนโยบายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)“แต่ละตลาดมีความต้องการสินค้าแตกต่างกัน การเข้าสู่ตลาดก็แตกต่างกัน กรมฯ จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อทำแผนการเจาะตลาดเป็นรายประเทศ และได้เน้นตลาดเป้าหมายหลัก 5 ตลาด ที่มองว่ามีศักยภาพในการเติบโตและช่วยเพิ่มยอดการส่งออกของไทยในปีนี้ได้ โดยคณะทำงานจะร่วมกันดูว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ ควรจะเพิ่มกิจกรรมเร่งด่วนอะไร เพื่อทำยอดส่งออกแต่ละตลาดให้เพิ่มขึ้น”ทั้งนี้ตลาดอาเซียน ได้สรุปที่จะเพิ่มโครงการเร่งด่วน 4 โครงการ ได้แก่ การสร้างเครือข่ายและขยายช่องทางการตลาดสินค้าอาหารพร้อมรับประทานกับร้านสะดวกซื้อในอินโดนีเซีย การร่วมมือกับสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยบุกตลาดเวียดนาม การสำรวจจุดผ่อนปรนด่านสิงขร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเพิ่มการค้าชายแดน และการนำธุรกิจไทยที่ได้รับการพัฒนาบุกตลาดพม่า ตลาดจีน จะเพิ่มกิจกรรมบุกตลาด โดยจัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือนมณฑลไห่หนานและมณฑลกวางตุ้ง นครเซี่ยงไฮ้และมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเสฉวย และเขตปกครองตกเองหนิงเซี่ย เพื่อขยายการส่งออกสินค้าไทยและจับคู่ทางธุรกิจสำหรับตลาดลาตินอเมริกา ได้ไปเยือนบราซิล เปรู ชิลีแล้ว มี 24 บริษัทเข้าร่วม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มยานยนต์ วัสดุก่อสร้าง อาหาร พลาสติก เครื่องจักร ซึ่งสามารถขายได้ทันที 4.94 แสนเหรียญสหรัฐ คาดว่าจะมีการสั่งซื้อภายใน 1 ปีไม่ต่ำกว่า 71 ล้านเหรียญสหรัฐ และกำลังจะไปเยือนเม็กซิโก ปานามา และคอสตาริกา สินค้าเป้าหมาย คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ และวัสดุก่อสร้างตลาดแอฟริกา มีแผนจะจัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือนหลายประเทศ ได้แก่ เคนยา ไนจีเรีย กานา เซเนกัล โมร็อกโก โมซัมบิค โดยจะเน้นกลุ่มสินค้าเป้าหมาย เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องจักรกลการเกษตร ยานยนต์ พลาสติก ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ และอาหารแปรรูปตลาดตะวันออกกลางและตลาดประชาคมรัฐเอกราช จะจัดคณะผู้แทนการค้าเยือน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) กาตาร์ (โดฮา) และจอร์แดน (อัมมาน) สินค้าเป้าหมาย คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหาร และของใช้และของตกแต่งบ้าน ส่วนตลาดประชาคมรัฐเอกราช เยือนคาซัคสถาน (เมืองอัลมาตี แอสตานา) สินค้าเป้าหมาย คือ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ ผลิตภัณฑ์ยาง อาหาร และของใช้และของตกแต่งบ้าน กลุ่มสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายนักกีฬาขณะที่กลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราชเกิดจากการรวมตัวกันของบรรดาประเทศเกิดใหม่ภาย หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ยกเว้นประเทศ กลุ่มทะเลบอลติก 3 ประเทศ ได้แก่ ลิธัวเนีย แลตเวีย และเอสโตเนีย โดยสมาชิกประกอบด้วย รัสเซีย ยูเครน เบลารุส มอลโดวา คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน คีร์กิซสถาน ทาจิกิสถาน อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน และจอร์เจีย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดึงเอกชนเจาะรายตลาดฟื้นส่งออกFacebook Comments