นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกไทยที่ส่งออกสินค้าในตลาดอียูอยู่ระหว่างเจรจาขอปรับราคาสินค้าเฉลี่ย 3-5% กับลูกค้าในปีหน้าหลังจากในวันที่ 1 ม.ค. 58 จะมีสินค้าไทย 723 รายการถูกตัดออกจากบัญชีสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ของสหภาพยุโรป จากเดิมที่ถูกตัดสิทธิไปแล้ว 50 รายการ เบื้องต้นทราบว่าลูกค้าหลายรายไม่ต้องการให้ไทยปรับขึ้นราคาเนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่พร้อมที่จะซื้อสินค้าที่แพงขึ้น ทั้งนี้หากไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นอาจทำให้สินค้าบางประเภทไม่สามารถที่ส่งออกไปยังตลาดยุโรปได้เพราะยิ่งส่งมากๆก็ยิ่งขาดทุน ทำให้ผู้ส่งออกบางรายจำเป็นต้องมีการหาตลาดส่งออกสินค้าอื่นเข้ามาทดแทน โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่น อาเซียน เป็นต้น ส่วนสินค้าบางประเภทที่ภาษีปรับขึ้นจากเดิมไม่มากก็ยังคงแข่งขันได้ตามปกติ ขณะเดียวกันพบว่าลูกค้าในยุโรปหลายกลุ่มเสนอให้ผู้ส่งออกไทยที่มีเงินทุนควรขยายฐานการผลิตสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนที่ยังได้รับสิทธิพิเศษจีเอสพีเกือบ 100% หรือสินค้าหลายอย่างเสียภาษี 0% เช่น ประเทศลาว พม่า กัมพูชา บังกลาเทศ เพราะได้รับสิทธิ์ในฐานะประเทศที่ยังด้อยการพัฒนา เนื่องจากมองว่าผู้ผลิตสินค้าของไทยมีศักยภาพและมีสินค้าที่เป็นที่พอใจของผู้บริโภคตลาดยุโรปจึงอยากมีการทำการค้ากับผู้ประกอบการไทยต่อไป เพราะหากเปลี่ยนไปสั่งออเดอร์กับลูกค้าประเทศอื่นอาจได้รับสินค้าไม่ดีเท่ากับไทย นอกจากนี้ก็ควรขยายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ในการส่งออกไปสหรัฐ เช่น บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งจะได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษี อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นพบว่าก็มีผู้ผลิตสินค้าไทยหลายๆประเภทก็ได้เตรียมความพร้อมในการขยายฐานการผลิตไปแล้ว เช่น เครื่องนุ่งห่ม รองเท้า อิเล็กทรอนิกส์ โดยในอนาคตก็คงต้องเพิ่มกำลังการผลิตในสาขาที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้นเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ (ออเดอร์)ของยุโรป นายวัลลภ กล่าวว่า ขณะเดียวกันก็ขอแนะนำผู้ผลิตสินค้าไทยที่มีออเดอร์ตลาดยุโรปในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้าต้องเร่งผลิตสินค้าให้เร็วขึ้นเพื่อสามารถส่งสินค้าจากท่าเรือไทยก่อนวันที่ 25 พ.ย. 57 ซึ่งจะทำให้เรือสามารถส่งสินค้าได้ก่อนวันที่ 31 ธ.ค. นี้ หากส่งหลังจากนั้นอาจมีปัญหาสินค้าส่งสินค้าล่าช้าจนต้องเสียภาษีตามปกติหรือไม่ได้รับสิทธิพิเศษจีเอสพีที่จะประกาศใช้วันที่ 1 ม.ค. 58
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อียูเบรกผู้ส่งออกไทยขอขึ้นราคาสินค้า 3-5%
Blog
-

อียูเบรกผู้ส่งออกไทยขอขึ้นราคาสินค้า 3-5%
Facebook Comments -

แนะรัฐออกมาตรการส่งเสริมชัดเจน
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ต้องการให้ภาครัฐมีมาตรการที่ชัดเจน เกี่ยวกับการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยปรับปรุงเทคโนโลยีเครื่องจักรต่าง ๆ ให้ทันสมัย สามารถผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อลดปัญหาการใช้แรงงานลงไปด้วย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกระตุ้นการส่งออกของไทยให้ดีขึ้นได้ในระยะยาว ธปท.เห็นแนวโน้มความจำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร เปลี่ยนเทคโนโลยีให้ทันสมัย ลดการใช้แรงงานให้น้อยลง เพื่อลดต้นทุนลงในระยะยาว หลังจากที่เกิดภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 54 และปัญหาการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำวันละ 300 บาท ซึ่งนอกจากมีปัญหาด้านต้นทุนเพิ่มขึ้นแล้ว ก็ยังมีปัญหาขาดแคลนแรงงานอีกด้วย จึงได้ส่งเสริมให้ลงทุนด้านเครื่องจักรทดแทนในช่วงที่ผ่านมา แต่นโยบายดังกล่าวก็ชะงักไป หลังจากมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้น แต่ขณะนี้เมื่อการเมืองเริ่มนิ่งแล้ว ก็ต้องการให้ภาครัฐ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำมาตรการที่ชัดเจนในการส่งเสริมการลงทุน และมีความต่อเนื่อง “ขณะนี้เศรษฐกิจโลกกำลังเริ่มฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการไทยและประเทศไทยไม่ค่อยได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวนี้เท่าใดนัก เพราะมัวคิดแต่ว่า การผลิตยังไม่เต็มกำลังจึงไม่อยากจะลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักร รวมทั้งรัฐก็ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้าลดน้อยถอยลง แม้ว่าก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการไทยจะปรับตัวบ้างแล้ว จากการออกไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อใช้ทรัพยากรและแรงงานของเขา ซึ่งจะยังทำให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ถูกลง แข่งขันในตลาดโลกได้ แต่ทั้งนี้ หากสามารถเปลี่ยนทัศนคติของผู้ประกอบการให้เร่งปรับปรุงเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง มองไปข้างหน้าตลอด โดยมีภาครัฐช่วยประคองด้วยมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ ก็จะทำให้เอกชนมั่นใจ และตัดสินใจลงทุนเร็วขึ้น เชื่อว่าก็จะช่วยให้การส่งออกของไทยปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้เร็วกว่านี้”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แนะรัฐออกมาตรการส่งเสริมชัดเจนFacebook Comments -

“ประภัสร์” เปิดใจเมื่อลิเกเล่นจบทุกอย่างก็ต้องจบ
สืบเนื่องจากเมื่อคืนที่ผ่านมา (10 ก.ค 57) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งฉบับที่ 89/2557 ให้ “ประภัสร์ จงสงวน” ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยพ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยมีผลตั้งแต่หลังการออกคำสั่งฉบับดังกล่าวทันทีวันนี้ (11 ก.ค.) “เดลินิวส์ออนไลน์” ได้สัมภาษณ์นายประภัสร์ จงสงวน อดีต ผู้ว่ารฟท. ว่าขณะนี้วางแผนการดำเนินชีวิตอย่างไรต่อไปหลังพ้นตำแหน่ง ผู้ว่า รฟท. นายประภัสร์ กล่าวว่า การดำเนินชีวิตหลังจากนี้ยังไม่ได้วางแผนจะทำอะไรต่อไป อาจจะใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว และของดแสดงความคิดเห็นในขณะนี้ เพราะทุกอย่างได้จบลงแล้ว อีกทั้งการทำหน้าที่ของตนก็ได้จบลงเช่นกัน แต่ในความเป็นจริงปัญหาที่เกิดขึ้นต้องได้รับการแก้ไขก่อนซึ่งจะมีประโยชน์อะไรที่ตนจะแสดงความคิด นอกจากนี้ยังเปรียบเปรยให้เห็นว่า การทำงานในส่วนของตนเองก็มีลักษณะคล้ายกับการเล่นลิเก เมื่อลิเกเล่นจบ ทุกอย่างก็ต้องจบต่อข้อถามว่ารู้สึกอย่างไรเมื่อทราบว่าตนเองถูกสั่งปลดจากตำแหน่งผู้ว่า รฟท. นายประภัสร์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนตอบสั้นๆ ว่า “ไม่มีความรู้สึก รู้สึกเฉยๆ เพราะเป็นความรู้สึกส่วนตัว” สำหรับประวัติ นายประภัสร์ จงสงวน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และเข้าศึกษาต่อที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีเมื่อ พ.ศ. 2521 จบการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาอาชญวิทยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตท (California State University) สหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ. 2524ส่วนประวัติการทำงาน-เวลา 18.50 น. (10กรกฎาคม 2557) มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ฉบับที่ 89/2557 เรื่องการให้ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย พ้นจากตำแหน่ง เพื่อให้การปฏิบัติงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคสช.จึงมีคำสั่งให้นายประภัสร์ จงสงวน พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 10 ก.ค.2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. -พ.ศ. 2555 ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรี และลงสมัครตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งประภัสร์ให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2555 -พ.ศ. 2554 พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ประภัสร์เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระรวงคมนาคม -พ.ศ. 2551ระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าการฯรฟม.ได้รับการทาบทามจากพรรคพลังประชาชนให้ลงสมัครในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2551ในนามของตัวแทนจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งประภัสร์ต้องลาออกจากการเป็นผู้ว่าการฯรฟม. ในการเลือกตั้งครั้งนั้น ประภัสร์ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียง 543,488 คะแนน มากเป็นลำดับสองรองจากอภิรักษ์ โกษะโยธิน จากพรรคประชาธิปัตย์-ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรฟม. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 – 2551 -ปี พ.ศ. 2528 เข้าทำงานที่การทางพิเศษฯ ในตำแหน่งนิติกร 7 และได้ขึ้นเป็นผู้อำนวยการกองนิติการ ในอีก 3 ปี ซึ่งในตำแหน่งนี้เอง ผลงานของประภัสร์เป็นที่โดดเด่นอย่างมาก จนรัฐบาลได้ยืมตัวประภัสร์เป็นหนึ่งในทีมที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ในด้านระบบขนส่งมวลชน สมัยรัฐบาลชวน 1โดยทำงานที่การทางพิเศษฯ จนได้ขึ้นเป็น รองผู้ว่าการฝ่ายกฎหมายและจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นตำแหน่งสุดท้าย จนถึง ปี พ.ศ. 2540 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการองค์การรถไฟฟ้ามหานคร(รฟม.) รับผิดชอบงานโครงการสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินในวัยเพียง 42 ปี ทำงานที่สำนักงานกฎหมาย ดร.อุกฤษ มงคลนาวิน ซึ่งส่วนใหญ่ได้ทำคดีเกี่ยวกับภาครัฐ โดยเฉพาะกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ประภัสร์” เปิดใจเมื่อลิเกเล่นจบทุกอย่างก็ต้องจบFacebook Comments