Blog

  • บลจ.กรุงไทยคาดหุ้นไทยปีหน้าแตะ 1,680 จุด

    บลจ.กรุงไทยคาดหุ้นไทยปีหน้าแตะ 1,680 จุด

    นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทยจำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ในปีนี้น่าจะมีอัตราการเติบโตได้เพียง 1.1% ถึงแม้เศรษฐกิจจะปรับตัวดีมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังแต่ด้านภาคการใช้จ่ายของภาครัฐและภาคเอกชน อาจจะไม่ได้ผลชัดเจนมากนักในปีนี้รวมทั้งยังส่งผลกดดันต่อตัวเลขภาคการส่งออกอาจลดลงเหลือเพียง 3.5% จากที่คาดการณ์ไว้ 6%สำหรับดัชนีหุ้นไทยในช่วงกลางปี 58 อาจแตะระดับ 1,680 จุด ภายใต้การคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีที่ระดับ5% จากความมั่นใจของนักลงทุนและผู้บริโภคประกอบกับบริษัทจดทะเบียนมีกำไรมากขึ้น และฐานที่ต่ำในปี 57รวมทั้งภาคการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะมีความชัดเจนมากขึ้น"ในปี 58เศรษฐกิจไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้นกลยุทธ์ในการลงทุนให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยถือว่าจะร้อนแรงขึ้นนอีกครั้งโดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวกับการลงทุนการบริโภคในประเทศ อาทิ กลุ่มธนาคารพาณิชย์กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุก่อสร้าง”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บลจ.กรุงไทยคาดหุ้นไทยปีหน้าแตะ 1,680 จุด

  • “ประสาร” คาดจีดีพีครึ่งหลังของปีโต 3-4%

    “ประสาร” คาดจีดีพีครึ่งหลังของปีโต 3-4%

    นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า การที่เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปีนี้จะโตได้ 2.5%ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่นั้นคงต้องลุ้นว่าคสช.จะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมอีกหรือไม่ซึ่งบางเรื่องดำเนินการได้ทันที แต่บางเรื่องต้องรอในส่วนของกระบวนการแต่ทั้งนี้ประเมินว่า ถ้าจะเน้นมาตรการเพิ่มเติม ควรทำเรื่องการลงทุนภาครัฐเนื่องจากตรงกับความต้องการของประเทศขณะนี้ด้านการบริโภคเริ่มเห็นความเชื่อมั่นดีขึ้น ส่วนการท่องเที่ยวถือว่ากลับมาฟื้นตัวได้เร็ว เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองสงบแต่ช่วงนี้ยังเป็นช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว อาจยังไม่เห็นการฟื้นตัวมากนัก ต้องรออีก 2-3 เดือนว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาบ้างอย่างไรก็ตาม ธปท.ประเมินว่าจีดีพีมีโอกาสไปถึง5.5%ถือว่าเป็นการเติบโตเต็มศักยภาพ หลังจากช่วงครึ่งปีหลังนี้ เศณษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้นโดยเฉพาะจากภาคธุรกิจ ภาคเอกชนที่เข้มแข็งขึ้นขณะที่ภาครัฐก็มีฐานะทางการคลังดีขึ้นด้วย คาดว่าครึ่งปีหลังนี้จีดีพีจะโต 3-4% และทำให้ทั้งปีนี้จีดีพีอยู่ที่1.5% ได้จึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก แต่ทั้งนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาคือปัญหาหนี้ภาคครัวเรือน เพราะที่ผ่านมา หนี้ครัวเรือนสูงมากแม้ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงก็ตาม“ครึ่งปีหลังนี้จีดีพีน่าจะโตได้ 3-4% จากการบริโภคที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้เร็วขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ขณะที่การท่องท่องเที่ยวถือเป็นอีกปัจจัยตัวช่วยที่สำคัญ เพราะจากนี้ไปเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว(ไฮซีซั่น) รวมถึงการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐหากเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ประสาร” คาดจีดีพีครึ่งหลังของปีโต 3-4%

  • เอกชนห่วงการบริโภคภาคประชาชนซึมเหตุหนี้สินพุ่ง

    เอกชนห่วงการบริโภคภาคประชาชนซึมเหตุหนี้สินพุ่ง

    นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการบริโภคภายในประเทศขณะนี้ยังคงไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรเนื่องจากประชาชนยังประหยัดการใช้จ่ายเป็นผลจากภาระหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูการท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) ทำให้การจำหน่ายสินค้าและการบริการต่างๆลดลงโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยต้องการให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกระตุ้นการบริโภคในประเทศการลงทุนและการท่องเที่ยวเพราะ 3 ส่วนนี้จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ให้ขยายตัว“ส่งออก 5 เดือนที่ผ่านมาแม้ว่า จะติดลบ 1.22% แต่เมื่อดูในรูปของค่าเงินบาทที่ได้รับกลับโตกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง230,000 ล้านบาทซึ่งจีดีพีคิดจากเงินบาทส่วนนี้ จึงถือว่าไปได้ดีแล้วและไม่เห็นด้วยที่จะพยายามผลักดันส่งออกมาทดแทนการบริโภคในประเทศที่หายไปเพราะไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถาวร โดยจีดีพี ที่เติบโตแบบแข็งแกร่งต้องมองการบริโภคในประเทศการลงทุน และการท่องเที่ยวเพราะ 3 ส่วนนี้สำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ”อย่างไรก็ตามในระยะต่อไปจะติดตามสถานการณ์ในช่วงฤดูการท่องเที่ยวในประเทศ(ไฮด์ซีซั่น) ที่จะเริ่มช่วงก.ย.นี้ว่า จะเป็นอย่างไร เนื่องจากห้างสรรพสินค้าร้านอาหาร จะพึ่งพาการขายจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติถึง 40% ดังนั้นระยะนี้หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกระตุ้นการท่องเที่ยวให้คนไทยเที่ยวได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกับการที่กระทรวงพาณิชย์มีการจัดแคมเปญขายสินค้าราคาถูกจะทำให้สามารถเห็นสัญญาณแรงซื้อของคนไทยได้ชัดเจนขึ้นว่าแท้จริงแล้วประชาชนมีแรงซื้อมากน้อยเพียงไรหากมียอดขายที่มากอยู่ จะชี้ให้เห็นว่าอาจจะมาจากการความเชื่อมั่นได้ส่วนหนึ่งเช่นกัน ส่วนการลงทุนนั้นคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องหลังจากที่ผ่านมามีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ)แล้ว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนห่วงการบริโภคภาคประชาชนซึมเหตุหนี้สินพุ่ง