Blog

  • สทท.จี้รัฐเร่งแจงทูตสร้างความเชื่อมั่น

    สทท.จี้รัฐเร่งแจงทูตสร้างความเชื่อมั่น

    นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องหามาตรการสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป (อียู) ที่ควรจะเร่งเข้าไปชี้แจงเกี่ยวกับการคว่ำบาตรไทยในขณะนี้เป็นเพียงเรื่องการเมืองเท่านั้น แต่สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการคือความปลอดภัย ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมแล้ว เพราะไม่มีการชุมนุมบ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติ พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ที่กำลังจะมาถึง ขณะเดียวกันตลาดจีนกระทรวงการท่องเที่ยวะกีฬาควรจะเร่งหารือ กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำเนินการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าจีนและไต้หวันเป็นเวลา 12 เดือน เพราะเป็นตลาดที่กระตุ้นได้ทันทีรวมถึงเห็นผลอย่างรวดเร็ว"ตอนนี้การทำความเข้าใจกับเอกอัครราชทูตจากอียู เพื่อชี้แจงความคืบหน้าเรื่องปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะนักท่องเที่ยวจะกังวลกับเรื่องนี้มากที่สุด และคณะทูตก็เคนร้องขอให้ใส่ใจกับเรื่องนี้ตั้งแต่การเข้าหารือในปี 55 แล้ว ขณะที่การยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าต้องยอมรับว่าเป็นยาแรงมากที่กระตุ้นการท่องเที่ยวในตลาดจีนและไต้หวันได้ดีกว่าการระดมงบไปจัดแฟมทริป หรือการจัดงานิทศกาลรื่นเริงขนาดใหญ่ที่เปลืองงบประมาณกว่า เพราะจีนและไต้หวันจะมองเห็นว่าไทยพร้อมแล้ว ทั้งนี้หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ สทท.คาดการณ์ว่า ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้นักท่องเที่ยวจะเดินทางมา 6.84 ล้านคนเพิ่มขึ้นถึง 5.23%จากปีก่อนที่เดินทางมา 6.5 ล้าคน"อย่างไรก็ตามหากไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ทันเวลาในไตรมาส 3 นี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวนักท่องเที่ยวเพียง 6.18 ล้านคน ลดลง 4.92% จากปีก่อน และจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 ด้วยที่นักท่องเที่ยวจะมีเพียง 7.26 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.01% จากปีก่อนสำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการในไตรมาส 2 ปี 57 ได้ประเมินภาพรวมการท่องเที่ยวในประเทศจะดีขึ้น เห็นได้จากผู้ประกอบการกว่า 40% มีแผนเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันแม่ที่คาดว่าจะมีวันหยุดยาว 4 วัน และหากในระยะยาวรัฐบาลอนุญาติให้นักท่องเที่ยวไทยนำค่าใช้จ่ายไปหักลดภาษีเงินได้ ก็จะส่งผลดีต่อธุรกิจตนเอง ส่วนตลาดต่างชาติผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกรุงเทพฯกว่า 40% ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวลดลง รวมถึงคะแนนความพอใจท่องเที่ยวยังลดลงอยู่ที่ 3.08 จาก 3.89 ในปีก่อน จากคะแนนเต็ม5นายธเนศ วรศรัณย์ รองประธานสทท. กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องเร่งใช้มาตรการยกเว้นการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่า เพราะเป็นยาแรงกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีน เพราะจากตัวเลขนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน มี5 ประเทศได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และอินเดีย ที่ท่องเที่ยวในไทยรวมกันถึง 43% และใน 5 ประเทศนี้เป็นประเทศจีนกว่า 68% บวกกับปัจจัยเกี่ยวกับหลังเหตุการณ์การชุมนุมสงบะมีคสช.เข้ามาบริหารประเทศ ทางการจีนก็ส้งสัญญาณที่ดีมาว่าควรให้โอกาสประเทศไทยอีกครั้ง หากใช้มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าได้สำเร็จก็จะดึงนักท่องเที่ยวจีนให้ กลับมาได้แน่นอน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทท.จี้รัฐเร่งแจงทูตสร้างความเชื่อมั่น

  • ห้างสรรพสินค้าโหมจัดงานกระตุ้นยอดขาย

    ห้างสรรพสินค้าโหมจัดงานกระตุ้นยอดขาย

    นายชำนาญ เมธปรีชากุล รองประธานกรรมการบริหารบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมทุ่มงบกว่า 60% ของงบการตลาดทั้งปีมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท จัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขายครึ่งปีหลัง เพื่อผลักดันยอดขายทั้งปีให้เติบโตตามเป้าหมาย 2-3% เป็นมูลค่า 50,000 ล้านบาท หลังเห็นสัญญาณบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และบรรยากาศโดยรวมของประเทศที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง จากที่ช่วงครึ่งปีแรกที่มียอดขายไม่เติบโตเลยทั้งนี้ยอดขายของบริษัทส่วนใหญ่เติบโตมากกว่า 2-3% แต่เนื่องจากปีนี้รวมถึงปีที่ผ่านมาประสบกับวิกฤตหลายอย่าง ทำให้ยอดขายเติบโตแค่ระดับต่ำกว่าปกติ โดยยอดขาย 3 เดือนแรก อยู่ในระดับติดลบเกือบสองหลัก จากนั้นจึงเริ่มปรับตัวดีขึ้นมาเรื่อย ๆ โดยไตรมาสสอง ยอดขายโตขึ้นมา 2-3% ทำให้ครึ่งปียอดขายคงตัวที่มูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่เริ่มเห็นสัญญาณการจับจ่ายที่ชะลอตัวในต้นปี บริษัทจึงลดการจัดกิจกรรมการตลาดลง เพราะเชื่อว่าไม่สามารถจะกระตุ้นอารมร์การซื้อได้แน่นอน ทำให้ใช้งบไปเพียง 800 ล้านบาท จากงบการตลาดทั้งปีที่ 2,000 ล้านบาท”ทั้งนี้ในครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมจัด 2กิจกรรมใหญ่ที่มั่นใจว่าจะทำยอดขายได้สูงถึง1,500 ล้านบาทแบ่งเป็น แคมเปญมิดไนท์เซลล์ ที่จัดกิจกรรมลดราคาสินค้าสูงสุดถึง 70% โดยตั้งเป้าหมายยอดขายที่ 1,200 ล้านบาท จากนั้นในเดือนก.ค.จะจัดงานมหกรรมลดทะลุพิกัด ที่เมืองทองธานี นำสินค้าจากศูนย์การค้าในเครือมาขายในงานมากกว่า1 ล้านรายการ พร้อมมอบส่วนสูงสุดถึง 80% ทั้งนี้เป้าหมายรายได้ตลอดการจัดงานที่ 300ล้านบาทนายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาด บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ทุ่มงบการตลาดในครึ่งปีหลังมากกว่า1,000ล้านบาท กระตุ้นยอดขายเกาะกระแสการจับจ่ายที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพื่อดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายทั้งปีเริ่มต้นจากแคมเปญใหญ่ที่สุดที่ใช้งบกว่า 400 ล้านบาท ร่วมกับบริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด,บริษัทเซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่นจำกัด และ ห้างสรรพสินค้าโรบินสันจัดแคมเปญ เดอะเกรท เทรสแกรนด์ เซลล์มั่นใจผลักดันยอดขายในช่วงที่จัดงานเติบโต 20-30% เป็นรายได้4,000-5,000ล้านบาทแน่นอนด้านน.ส.ชนิสา แก้วเรือน รองกรรมการผู้จัดการสายส่งเสริงการตลาด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้าสยามพารากอนสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ กล่าวว่า บริษัทได้ทุ่มงบการตลาด50% ของทั้งปี เป็นมูลค่ากว่า 600ล้านบาทจัดกิจกรรมการตลาดกว่า 50 กิจกรรมภายใต้ชื่อแคมเปญเฟิร์มธิซึ่ม ชูจุดเด่นมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจากสิทธิเดิมแก่ลูกค้าเก่ารวมถึงมอบส่วนลดดึงดูดลูกค้าใหม่ กระตุ้นจำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนจากก่อนหน้านี้ ในครึ่งปีแรกที่มีผู้มาใช้บริการน้อยลง โดยเฉพาะชาวต่างชาติ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ห้างสรรพสินค้าโหมจัดงานกระตุ้นยอดขาย

  • ขู่ฟ้องดับบลิวทีโอกลับ

    ขู่ฟ้องดับบลิวทีโอกลับ

    นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานหอการค้าไทย เปิดเผยว่า กรณีที่สหภาพยุโรป (อียู) จะปรับลดระดับความสัมพันธ์ไทย-อียูลงนั้น ไม่น่าจะกระทบต่อการค้าการลงทุนนัก เพราะมองว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นการเมืองล้วน ๆ และอียูก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาแซงก์ชั่น หรือคว่ำบาตรการค้าของไทยได้ เพราะผิดกฎขององค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ไทยสามารถฟ้องร้องต่อดับปลิวทีโอได้ทันที“ปัจจุบันไทยส่งออกไปยังตลาดอียูเพียง10%จากมูลค้าการส่งออกทั้งหมดหรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณปีละ2-3หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ”ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไท ยกล่าวว่า สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย และสมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย ได้ชี้แจงความจริงด้านแรงงานไทย ภายหลังที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่รายงานด้านการค้ามนุษย์ประจำปี 57 ซึ่งไทยได้ถูกปรับลดระดับเป็นเทียร์ 3 และหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ ได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมประมงไทยที่ผิดไปจากความจริง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งและทูน่า ไม่มีปัญหาแรงงานเด็ก และบังคับแรงานแต่อย่างใด ที่สำคัญทางกลุ่มได้ดูแลสมาชิกเป็นอย่างดีหากสมาชิกรายใดใช้แรงงานไม่ถูกตามกฎหมาย ก็จะถูกให้ออกจากสมาชิก ซึ่งจะไม่สามารถส่งสินค้าออกไปยังสหรัฐและยุโรปได้ทั้งนี้ในวันที่ 1 5ก.ค.นี้จะนำหลักฐานของอุตสาหกรรมกุ้งและทูน่า ไปยื่นให้กระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา พิจารณาถอดถอนสินค้าออกจากข้อกล่าวหาการแรงงานเด็ก หรือแรงงานบังคับ ซึ่งกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา จะทบทวนการประกาศกลุ่มสินค้าที่เข้าข่ายการใช้แรงงานเด็กในเดือนก.ย.นี้“ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมกุ้งและทูน่า ได้พยายามขจัดขบวนการค้ามนุษย์มาโดยตลอด แต่ก็ต้องยอมรับผลการพิจารณาของสหรัฐในครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์อุตสาหกรรมไทยอย่างมาก แต่อยากฝากไปยังกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกา ให้พิจารณารายละเอียดจากไทยอย่างชัดเจน และเป็นธรรมส่วนผลกระทบที่จะเกิดขึ้น จะต้องรอดูท่าทีการพิจารณาตัดสินใจคว่ำบาตรภายใน 90 วันจากนาย บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาว่าจะผ่อนปรนหรือไม่”นายชนินทร์ ชริศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมทูน่าไม่มีปัญหาเรื่องของมาตรฐานแรงงาน เนื่องจากในแต่ละปีไทยจะนำเข้าปลาทูน่าจากต่างประเทศ 8-9แสนตัน ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้ามาจากผู้ประกอบการเรือ จากสหรัฐยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน ซึ่งประเทศเหล่านี้ดูแลเรื่องมาตรฐานของแรงงานเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงมั่นใจว่า อุตสาหกรรมทูน่าจะไม่มีปัญหาแรงงานผิดกฎหมายแน่นอน เพราะหากผิดกฎหมาย ก็แสดงว่าประเทศที่เป็นต้นทางวัตถุดิบ ก็มีปัญหาเรื่องของแรงงานผิดกฎหมายด้วย“อุตสาหกรรมทูน่าไทยใช้แรงงานต่างด้าว 40,000 คนหรือ 80% ที่แรงงานในอุตสาหกรรมนี้ และที่เหลือ 10,000 คนเป็นแรงงานไทย โดยแต่ละโรงงานมีการดูแลผู้ใช้แรงงานถูกต้องตามกฏหมายแรงงานไทย และกฏหมายสากล และที่สำคัญทางสมาคมฯ มีหลักฐานเกี่ยวกับแรงงานมายืนยัน และพร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบเต็มที่”นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การส่งออกกุ้งไทยในภาพรวม 4 เดือนแรกของปี 5740,000 ตันลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 45% มูลค่า 16,677 ล้านบาท ลดลง 17% เนื่องจากไทยประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุ เพราะกุ้งเจอโรคตายด่วน (อีเอ็มเอส) และในปีนี้คาดว่า ไทยจะส่งออกกุ้งได้ประมาณ 2แสนตัน โดยมีตลาดหลักในสหรัฐ ยุโรปและ ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาในตลาดยุโรปและสหรัฐผู้ประกอบการไทยก็มีแผนสำรองในการขยายตลาดใหม่เข้ามาทดแทนคือ ตลาดจีน และ รัสเซียซึ่งตลาดเริ่มมีกำลังซื้อสูง“ต้องจับตาว่าสื่อมวลชนสหรัฐฯ จะไปขยายผลในเรื่องนี้มากน้อยแต่ไหน ในในทางกฎหมายสหรัฐฯ ไม่สามารถคว่ำบาตรไทยได้ แต่สื่อเขาประโคมข่าวที่รุนแรงเกินความเป็นจริง ทำให้กระทบต่อภาพพจน์สินค้าของไทย จนทำให้ยอดขายลดลงได้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผู้นำเข้าสหรัฐฯนั้น สมาคมพร้อมที่จะให้ทุกบริษัทเดินทางมาตรวจเยี่ยมโรงงา นและฟาร์มกุ้งทุกแห่ง เพื่อให้ผู้ซื้อสหรัฐฯรู้ดีว่า ไทยผลิตกุ้งมีความปลอดภัยสูงในทุก ๆ ด้าน“

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขู่ฟ้องดับบลิวทีโอกลับ