นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ที่คาดว่าปี 57 จะสามารถขยายตัวได้เพียง 1.5% ต่อปี จากเดิมที่ 2.7% ต่อปี ถือเป็นการประมาณการที่ต่ำเกินไป และขัดแย้งกับการคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2% เนื่องจากเชื่อว่าช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวได้ดีขึ้น แต่ ธปท.กลับปรัดลดจีดีพีทั้งปีลงอย่างมาก “เชื่อว่าเศรษฐกิจไทย ปี 57 ไม่ทางขยายตัวต่ำกว่า 2% ต่อปี ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงการคลังคาดว่าจะขยายได้ 2-3% ต่อปี ใกล้เคียงกับที่ สศค.ประมาณการไว้ล่าสุดที่ 2.6% ต่อปี ซึ่งจะประกาศปรับประมาณการจีดีพีไทยอย่างเป็นทางการในเดือน มิ.ย.นี้” ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งดูได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และดัชนีภาคอุตสาหกรรม ล่าสุดเพิ่มขึ้นในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทย เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา จะเป็นจุดพลิกผันทางเศรษฐกิจจากที่คาดว่าเศรษฐกิจจะแย่จากไม่มีรัฐบาลบริหารประเทศ มาเป็นขยายตัวได้ดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ดีขึ้นรวมทั้ง เครื่องยนต์ด้านเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภค การลงทุน การใช้จ่าย และการส่งออกกลับมาฟื้นตัวได้พร้อมกันอีกครั้ง และการประกาศโรดแมปทางเศรษฐกิจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศมีความเชื่อมั่นกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ชี้แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยต่ำเกินไป
Blog
-

สศค.ชี้แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยต่ำเกินไป
Facebook Comments -

ลุ้นบีโอไอเคาะอีโคคาร์เฟส2
นายวิชัย จิราธิยุต ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ เปิดเผยภายหลังการสัมมานา โอโต้โมทีป ซัมมิท 2014 ว่า สถาบันฯ ต้องการให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( บีโอไอ ) พิจารณาดำเนินโครงการรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 (อีโคคาร์ เฟส 2) ให้เกิดขึ้นภายในปีนี้ โดยคาดว่า ภายใน 2 -3 เดือนนี้ บอร์ดบีโอไอ จะอนุมัติโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ซึ่งจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จากที่ผ่านมาอยู่ในภาวะชะลอตัว และเพื่อผลักดันให้ไทยเป็นผู้นำด้านยานยนต์ในอาเซียน ทั้งนี้ได้คาดการณ์ว่า การผลิตรถยนต์ในปี 57 จะปรับตัวลดลงประมาณ 5-10% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ในปีนี้ 2.45 ล้านคัน เนื่องจากต้นปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการชะลอการผลิต เพราะกังวลปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง รวมทั้งหมดโครงการรถยนต์คันแรกแล้ว แต่ช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่า ปริมาณการผลิตรถยนต์จะกลับฟื้นตัวดีขึ้น หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้ปัญหาทุกอย่างคลี่คลาย โดยตั้งเป้าหมายระยะยาวในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือปี 60 จะต้องผลิตรถยนต์ได้ถึง 3 ล้านคัน นายโชคดี แก้วแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการบีโอไอ กล่าวว่า การพิจารณาใช้สิทธิประโยชน์บีโอไอใหม่ จะสามารถใช้ตามกำหนดเดิม 1 ม.ค. 58 ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบอร์ดบีโอไอชุดใหม่ เชื่อว่า จะมีการนำสิทธิผลประโยชน์เดิมมาปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ซึ่งตามหลักการสิทธิประโยชน์ใหม่ของบีโอไอ จะต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 และต้องเป็นกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ บอร์ดบีโอไอชุดใหม่ จะทบทวนสิทธิประโยชน์ใหม่ ซึ่งการปรับลดสิทธิประโยชน์บางโครงการ เช่น กิจการที่ใช้แรงงานเข้มข้น ซึ่งพิจารณาไว้แล้วในสมัยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แต่แต่งตั้งบอร์ดบีโอไอชุดใหม่จึงเป็นอำนาจของบอร์ดจะพิจารณารายละเอียดก่อนประกาศใช้ สำหรับความคืบหน้าการอนุมัติโครงการอีโคคาร์ เฟส 2 ขณะนี้คณะทำงานที่มีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธานได้เร่งพิจารณา คาดว่าจะมีการเสนอเข้าสู่คณะอนุกรรมการฝ่ายนโยบายที่มี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นประธาน และจะเสนอเข้าสู่บอร์ดบีโอไอในช่วง 2-3 เดือนนี้เช่นกัน ซึ่งโครงการนี้มีผลทำให้กำลังการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านคัน มีมูลค่าลงทุน 1.38 แสนล้านบาท คาดว่า อีโคคาร์ 2 จะเริ่มผลิตเพื่อรองรับการประกาศใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ได้ในปี 59 “ที่ผ่านมานักลงทุนให้ความสนใจกับกำหนดเวลาบังคับใช้สิทธิประโยชน์ใหม่ เพราะต้องมีเวลาเตรียมตัว โดยที่ผ่านมานักลงทุนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ลดลงในบางโครงการ ทำให้บีโอไอต้องชี้แจงว่าควรพิจารณาร่วมกับภาษีนิติบุคคลที่ปรับลดลง เหลือ 20% จากเดิม 30% เพราะเป็นภาษีที่เกิดประโยชน์ตลอดการลงทุนในประเทศไทย และหากเทียบในภูมิภาคอาเซียน ภาษีของไทยน้อยกว่าสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่งสิงคโปร์อยู่ที่ 17% มีเพียงกัมพูชาที่เท่ากับไทยเท่านั้น ส่วนที่เหลือมากกว่าไทยทั้งหมด”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้นบีโอไอเคาะอีโคคาร์เฟส2Facebook Comments -

ชงบอร์ดปิโตรเลียมเปิดสัมปทานขุดน้ำมัน
นายทรงภพ พลจันทร์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมครั้งใหม่รอบที่ 21 ให้ที่ประชุมคณะกรรมการปิโตเลียม ซึ่งจะประชุมในเดือนก.ค.นี้ พิจารณา โดยการเปิดครั้งนี้ แบ่งเป็น 29 แปลงสัมปทาน ส่วนใหญ่ 17 แปลงอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนอีก 6 แปลงอยู่ในอ่าวไทย และอีก 6 แปลงอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งพื้นที่ที่มีการเปิดสัมปทานในรอบนี้ส่วนใหญ่เป็นแปลงสัมปทานที่เปิดให้บริษัทเอกชนสำรวจไปแล้ว แต่ยังไม่พบปิโตรเลียม ดังนั้นอาจต้องมีการลดเงื่อนไขบางอย่างในการสำรวจและขุดเจาะลง “หากคณะกรรมการปิโตรเลียมให้ความเห็นชอบก็จะนำเสนอให้กับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะประธานฝ่ายเศรษฐกิจพิจารณาเพื่อให้มีการเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่อย่างเป็นทางการต่อไป” ส่วนข้อถกเถียงในเรื่องหลักการจ่ายผลประโยชน์ให้กับรัฐระหว่างการเก็บค่าภาคหลวงกับระบบการเจรจาแบ่งปันการผลิตนั้น เห็นว่า ข้อเสนอเรื่องการแบ่งปันผลผลิตอาจไม่เหมาะสมกับการเปิดสัมปทานในรอบนี้ เนื่องจากการสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ผ่านมา ตั้งแต่ครั้งที่ 18 – 20 พบปิโตรเลียมเพียง 4% เท่านั้น แตกต่างจากแหล่งปิโตรเลียมขนาดใหญ่ที่มีการสำรวจพบในอดีตเช่น พื้นที่ ทับซ้อนไทย – มาเลเซีย โดยหากในอนาคตมีการสำรวจปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนไทย – กัมพูชา ก็อาจพิจารณาแนวทางการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์อีกครั้ง นายทรงภพ ยังกล่าวถึงข้อมูลที่มีการเผยแพร่ออกไปตามสื่อออนไลน์ต่างๆ ว่า ประเทศไทยมีการขุดพบแหล่งปิโตรเลียมจำนวนมากขอยืนยันว่าเราสามารถผลิตน้ำมันเพื่อใช้ในประเทศได้เพียงประมาณ 25% ของความต้องการใช้ทั้งหมด โดยประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันได้เพียง 1.4 แสนบาร์เรลต่อวัน ขณะที่มีความต้องการใช้น้ำมันประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรลทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันประมาณ 8.5 แสนบาร์เรลต่อวัน และไทยก็ไม่ได้เป็นประเทศที่มีความร่ำรวยเรื่องปิโตรเลียมอย่างที่มีความเข้าใจกัน เพราะนอกจากปริมาณน้ำมันที่เราต้องนำเข้าแล้วยังต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเพื่อบ้านด้วย ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า บริษัทอีโค่ โอเรียน รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ลักลอบขุดเจาะน้ำมันดิบในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร (ส.ป.ก.) ที่ได้แอบดำเนินการมาแล้ว 5 ปี และมีการหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าภาคหลวง โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม ขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าว ไม่เป็นความจริง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงบอร์ดปิโตรเลียมเปิดสัมปทานขุดน้ำมันFacebook Comments