Blog

  • อินเทอร์เน็ตดิจิตอลเกตเวย์แห่งชาติ ทางออกหรือทางตัน ? – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    อินเทอร์เน็ตดิจิตอลเกตเวย์แห่งชาติ ทางออกหรือทางตัน ? – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    เมื่อเร็ว ๆ นี้คุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมหลายท่านคงจะได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับว่าจะมีการปิดเว็บไซต์บ้าง ปิดโซเชียลเน็ตเวิร์กบ้าง หรือแม้แต่ปิดระบบ อินเทอร์เน็ตหมดเลยบ้าง ช่วงที่ข่าวลือที่ว่านี้กำลังสะพัด คนที่ติดตามข่าวคงได้ยินคำศัพท์เกี่ยวกับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถูกแชร์ต่อกันให้ว่อนไปหมดเลยใช่ไหมล่ะครับโดยเฉพาะคำว่า เกตเวย์ (Gateway) ซึ่งผมเชื่อว่าต่อไปน่าจะถูกวนเวียนกลับมากล่าวถึงบ่อยขึ้น ก็เลยจะชวนคุณผู้อ่านมาทำความรู้จักกับคำคำนี้กันครับ ก่อนอื่นผมขออธิบายคำว่าเกตเวย์ในทางคอมพิวเตอร์ก่อนนะครับ เกตเวย์ คือ อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่มีหน้าที่สำคัญในการเชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหลาย ๆ เครือข่ายเข้าด้วยกัน ไม่ว่าเครือข่ายเหล่านั้นจะใช้คอมพิวเตอร์ต่างชนิดกัน ใช้โปรโตคอลต่างกัน ส่งข้อมูลคนละชนิดกัน หรือไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลยก็ตาม แต่เจ้าอุปกรณ์อัจฉริยะตัวนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นล่ามตัวกลาง ช่วยแปลงให้สัญญาณอะไรก็ไม่รู้ที่ถูกส่งมาจากต้นทางกลายเป็นสัญญาณแบบที่เครือข่ายผู้รับปลายทางสามารถฟังรู้เรื่องได้ในที่สุด ด้วยภาระหน้าที่ที่สำคัญขนาดนี้ของเกตเวย์นี่ล่ะครับ ทำให้ตัวเกตเวย์มีหน้าที่หลักหน้าที่หนึ่งก็คือทำหน้าที่เหมือนเป็นประตูเมืองในหนังสมัยก่อนกลาย ๆ โดยในหนังนั้น ผู้คนจะสัญจรเข้า-ออกเมืองได้ก็ต้องผ่านประตูเมืองเท่านั้น เช่นเดียวกับข้อมูลที่รับ-ส่งกันบนเครือข่ายที่ต้องผ่านเกตเวย์เท่านั้นไม่งั้นอาจจะคุยข้ามเครือข่ายกันไม่รู้เรื่อง แต่เนื่องจากประตูอาจมีได้หลายที่หลายประตู เกตเวย์ก็เช่นเดียวกันครับที่มีตั้งแต่ระดับที่ใช้เชื่อมต่อเครือข่ายระหว่างประเทศและที่ใช้เชื่อมต่อเครือข่ายในประเทศ เวลาที่พวกเราเล่นอินเทอร์เน็ตเข้าเว็บเมืองนอกอย่างเฟซบุ๊กแน่นอนว่าต้องมีการใช้เกตเวย์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายภายในประเทศไทยเพื่อให้คุยกับเครือข่ายของเฟซบุ๊กที่ต่างประเทศได้รู้เรื่อง ซึ่งเกตเวย์ระหว่างประเทศที่ว่านี้ก็มีอยู่ที่บรรดาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) อย่างองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (TOT), กสท โทรคมนาคม (CAT), ทรู (TRUE) หรือแม้แต่ ซีเอส ล็อกซอินโฟ (CS Loxinfo) นั่นเองครับ โดยผู้ให้บริการแต่ละเจ้าก็มีเกตเวย์เป็นประตูส่วนตัวสำหรับเชื่อมต่อไปยังเครือข่ายต่างประเทศของตนเอง และประตูที่ว่านี้ก็สามารถมีได้มากกว่าหนึ่งเสียด้วย เหมือนประตูเมืองที่มักมีหลายทาง อยากเลือกเข้า-ออกทางไหนก็ได้ตราบเท่าที่เจ้าของประตูอนุญาต คราวนี้ประเด็นที่ว่า การที่ประตูทางออกเมืองพัง หรือที่หลายคนเรียกว่า เกตเวย์ล่ม จนทำให้พวกเราไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ต่างประเทศได้นั้น มันเป็นไปได้จริงหรือ? ทางทฤษฎีแล้วผมก็ต้องตอบว่าเป็นไปได้ครับ เนื่องจากเกตเวย์ก็เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตัวหนึ่ง การที่วันนึงจะเกิดเสียหรือทำงานผิดพลาดขึ้นมาย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่บังเอิญว่าบรรดาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเองก็มักมีการคิดถึงประเด็นนี้ไว้แล้ว และกระจายความเสี่ยงด้วยการทำประตูหรือเกตเวย์ไว้หลาย ๆ ทางเพื่อที่ว่าหากทางใดล่มไปอีกทางก็จะยังทำงานได้อยู่ คราวนี้ก็มาถึงคำถามใหม่ล่ะครับว่า แล้วเป็นไปได้ไหมที่เกตเวย์หลาย ๆ เกตเวย์จะล่มพร้อม ๆ กัน ? คำตอบของผมก็ยังคงบอกว่า เป็นไปได้ครับ แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นก็น้อยมาก ๆ เลยทีเดียว โดยเฉพาะถ้าประตูหรือเกตเวย์เหล่านั้นเป็นของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตคนละเจ้ากันด้วย อารมณ์เหมือนกับว่า เป็นไปได้ไหมโทรศัพท์ 5 เครื่อง 5 ยี่ห้อของเราจะเสียพร้อม ๆ กันทีเดียวนั่นล่ะครับ ในปัจจุบันนี้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มีแนวคิดที่จะผลักดันโครงการ “อินเทอร์เน็ตดิจิตอลเกตเวย์แห่งชาติ” หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า National Digital Internet Gateway ขึ้น โดยมีแนวคิดที่จะเอาเกตเวย์ทั้งหมดที่เชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศไปรวมไว้ที่ TOT และ CAT แทนที่จะมีอยู่อย่างกระจัดกระจายในผู้ให้บริการอินเทอร์ เน็ตรายต่าง ๆ ซึ่งทางกระทรวงไอซีทีเชื่อว่านโยบายนี้จะทำให้การควบคุมและตรวจตราข้อมูลต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตง่ายดายขึ้น แล้วยังจะช่วยในการดูแลจัดการเว็บไซต์ผิดกฎหมาย ป้องกันการก่อการร้ายหรือการโจรกรรมข้อมูลสำคัญที่อาจจะเกิดขึ้นในโลกไซเบอร์ได้อีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันเว็บไซต์ส่วนมากอย่างเช่นพวกเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่ล้วนเข้ารหัส HTTPS เพื่อรักษาความลับของข้อมูลในการรับ-ส่งกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะปิดเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์รายบุคคลในเชิงเทคนิคก็เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายซะทีเดียวครับ ไม่นับวิธีซิกแซกอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้ไม่ยากนัก แต่คำถามที่น่าสนใจมากกว่าเชิงเทคนิคก็คือ การปิดกั้นเสรีในโลกอินเทอร์เน็ตจะส่งผลดีหรือร้ายมากกว่ากันแน่? ผมยังจำได้ว่าผมเคยให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนว่า ผมเห็นด้วยที่บางครั้งก็ต้องมีการควบคุมความเป็นเสรีทางอินเทอร์เน็ตบ้าง เพราะอินเทอร์เน็ตแม้มีคุณอนันต์แต่ก็สามารถเป็นโทษมหันต์ได้ ถ้าเกิดผมมีลูกเล็ก ๆ ที่ยังไม่ประสีประสา แน่นอนว่าผมคงไม่สบายใจที่จะปล่อยให้ลูกของผมสามารถเข้าถึงภาพอนาจารหรือภาพความรุนแรงต่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ผมเชื่อว่าวิธีการควบคุมโดยการบังคับ สั่งห้าม หรือปิดกั้นนี้ควรจะเป็นแค่มาตรการชั่วคราวสำหรับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น เพราะสุดท้ายการจะทำให้ภาพอนาจารหมดไปจากโลกอินเทอร์เน็ตหรือแม้แต่ยกเลิกไม่ให้ใช้อินเทอร์เน็ตไปเลย มันก็คงจะไม่ใช่คำตอบสำหรับประเทศไทยเราที่ได้หมุนตามโลกศตวรรษที่ 21 นี้มาไกลจนเกินกว่าจะย้อนกลับไปได้แล้ว ทางออกที่ยั่งยืนมากกว่านั้นมีอยู่แน่นอนครับ ไม่ใช่การใช้คำสั่งบังคับให้ทำตาม แต่เป็นการใช้เหตุและผลจูงใจให้คนสมัครใจที่จะทำตามเอง แน่นอนว่าวิธีหลังนี้ไม่ง่ายและต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่ทางหมื่นลี้ย่อมต้องเริ่มจากก้าวแรก ในโลกที่หมุนไปข้างหน้าอยู่ทุกวันนี้ก็คงจะอยู่ที่พวกเราล่ะครับว่าจะเลือกไปทางไหน ระหว่างถอยหลังย้อนกระแสโลก หรือจับมือกันร่วมเดินหน้าไปพร้อม ๆ กับประชาคมโลกทีละก้าว ๆ อย่างมั่นคง. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อินเทอร์เน็ตดิจิตอลเกตเวย์แห่งชาติ ทางออกหรือทางตัน ? – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

  • เพิ่งตื่นสางเผือกร้อน “รง.4” ลดทุกขั้นตอนเร่งแก้ปัญหา

    เพิ่งตื่นสางเผือกร้อน “รง.4” ลดทุกขั้นตอนเร่งแก้ปัญหา

    ในที่สุดปัญหาใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน หรือ “ใบรง.4” ที่นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศร้องเรียนถึงความล่าช้า แถมยังถูกตราหน้าเป็นตัวถ่วงการลงทุน ขณะที่นักลงทุนบางรายอ้างว่า ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ ถึงจะได้ใบอนุญาตเร็วขึ้น ก็ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. หยิบขึ้นมาแก้ปัญหาในอันดับแรกของกระทรวงอุตสาหกรรมทีเดียว! “พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง” ผบ.ทอ. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. ได้สั่งการชัดเจนให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องออกใบอนุญาต รง.4 ให้ผู้ประกอบการให้ได้ภายใน 30 วัน ภายในวันที่ 1 ก.ค.นี้ ซึ่งจากเดิมกระบวนการขั้นตอนในการออกใบอนุญาตนี้ต้องใช้เวลานานถึง  3 เดือนทีเดียว และแม้ว่าได้ลดลงมาเหลือเพียง 45 วันแล้วก็ตาม ไม่เพียงเท่านี้ยังสั่งการให้ปรับกระบวนการอนุญาต พร้อมตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุน เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารการจัดทำผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ย้อนปัญหาการออกใบอนุญาต รง.4 ที่ผ่านมา เริ่มขึ้นในปี 55 สมัยที่ “ม.ร.ว. พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์” นั่งเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโรงงานบางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยมีปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ทำหน้าที่กลั่นกรองโรงงานต่าง ๆ ก่อนอนุมัติใบ รง.4 โดยให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการตรวจสอบโรงงานที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เข้มข้นขึ้น จากเดิมเป็นหน้าที่ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นทันที จากเดิมที่ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมแห่งเดียว กลายเป็นว่า ต้องรอจากคณะกรรมการกลั่นกรองฯ อีกชั้น ซึ่งผู้ประกอบการมองว่า เป็นเรื่องที่ซ้ำซ้อน ที่สำคัญยังต้องใช้เวลานาน เพราะหากเอกสารไม่ครบก็ต้องรอที่ประชุมคณะกรรมการชุดนี้พิจารณา ซึ่งต้องใช้เวลานานนับเดือน ปัญหานี้ได้ทำให้บรรดาคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ต้องออกโรง… ร่อนหนังสือด่วนถึง “ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์” ขอให้ยกเลิกคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ทันที เพราะเป็นอุปสรรคสำหรับภาคเอกชนอย่างมาก กว่าจะได้ใบอนุญาตต้องใช้เวลานานมาก แต่กระทรวงอุตสาหกรรมยังยืนกรานการใช้แนวทางคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เหมือนเดิม ปัญหานี้มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญ คือ การร้องเรียนจากฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจพลัง งาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ติดโครงการโรงไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัย (โซลาร์รูฟท็อป) ที่ติดปัญหาการขอใบ รง.4 ล่าช้ามาก จนไม่สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ จนกลายเป็นศึก 2 กระทรวง เพราะกระทรวงพลังงานระบุว่า มีพ.ร.บ.การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ไม่ต้องขอใบ รง.4 ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม ยืนกรานว่า จะอย่างไรก็ต้องขออนุญาตตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ตีกันไปตีกันมา…ไร้ข้อสรุป! สุดท้าย! คสช. ต้องออกมาแก้ปัญหาโดยให้โซลาร์รูฟท็อป และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ขนาดไม่เกิน 1,000 กิโลวัตต์ ไม่ต้องขอใบ รง.4 ซึ่งทำให้บรรดาผู้บริหารกระทรวงอุตสาห กรรมเหมือนรู้ชะตากรรมตัวเอง เพราะก่อนหน้าที่ คสช.จะเดินทางมาตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรมเพียง 3 วัน ก็ประกาศยกเลิกคณะกรรมการกลั่นกรองฯ เจ้าปัญหาทันที หลังดื้อด้านทำให้เกิดปัญหามากว่า 2 ปี โดยให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า เพื่อลดขั้นตอนการขอใบอนุญาต !!! ขณะเดียวกันกรมโรงงานอุตสาหกรรม ก็ปรับลดขั้นตอนที่ล่าช้าให้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมเอกสาร ที่ตั้งบุคคลที่ 3 เข้ามาดูแลโดยเฉพาะ จากเดิมให้รวบรวมมายื่นที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม รวมทั้งให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ออกใบอนุญาตรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่ หากผู้ประกอบการมีเอกสารครบถ้วนตามเงื่อนไข จะให้มายื่นเอกสารได้ที่กรมโรงงานอุตสาห กรรม หรืออุตสาห กรรมจังหวัด เชื่อว่าขั้นตอนต่าง ๆ ที่ปรับใหม่ สามารถออกใบอนุญาตใบ รง.4 ได้ตามนโยบายของ คสช. โดยปัจจุบันยังมีโรงงานที่รอใบอนุญาต รง.4 ที่กรมฯ ประมาณ 200-300 ราย “ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม บอกว่า การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ก็เพื่อให้รวดเร็วขึ้น แต่ขณะเดียวกันประชาชน ต้องได้รับการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นด้วย เพราะฉะนั้นหากให้ใบอนุญาต รง.4 ไปแล้ว แต่โรงงานกลับทำผิดเงื่อนไข ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในชุมชน กรมโรงงานอุตสาหกรรม สามารถสั่งปิดโรงงานชั่วคราว เพื่อให้ปรับปรุงแก้ไขได้ รวมทั้งหากเติร์ดปาร์ตี้ หรือบุคคลที่ 3 ดำเนินการบกพร่อง ก็สามารถสั่งปรับได้เช่นกัน และหากเติร์ดปาร์ตี้คิดค่าใช้จ่ายแพงเกินจริงก็สามารถมาขอใบอนุญาตกับ กรอ.ได้เหมือนเดิมเช่นกัน เมื่อปัญหาของ รง.4 ได้รับการแก้ไขปัญหาโดยเปลี่ยนเงื่อนไขทุกอย่างให้กระชับแล้ว ต้องจับตาต่อไปว่า ปัญหาความล่าช้า หรือเสียงร้องเรียนจากภาคเอกชนถึงการจ่ายเงินนอกระบบ ยังคงมีอยู่อีกหรือไม่ เพราะถ้าทุกอย่างยังเป็นปัญหาการร้องเรียนเดิม ๆ ก็เท่ากับว่า เกิดจากคนไม่ใช่จากระบบ… ถือเป็นการชี้ชะตาสำคัญของ “ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” อธิบดี กรอ. คนปัจจุบัน และตำแหน่งของ “วิฑูรย์ สิมะโชคดี” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน ว่าจะอยู่จนครบวาระเกษียณในเดือน ก.ย. 57 นี้หรือไม่?. จิตวดี เพ็งมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เพิ่งตื่นสางเผือกร้อน “รง.4” ลดทุกขั้นตอนเร่งแก้ปัญหา

  • แฮปปี้รุกตลาดพรีเพดออกโปรเสริมหวังลูกค้าใช้ 13 ล้านคน

    แฮปปี้รุกตลาดพรีเพดออกโปรเสริมหวังลูกค้าใช้ 13 ล้านคน

    วันนี้(17มิ.ย.)นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่าปัจจุบันพฤติกรรมผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจะมีการซื้อโปรโมชั่นเสริมจำนวนมาก อาทิ ชั่วโมงและความเร็วอินเทอร์น็ตและค่าโทร ฯลฯ ทาง บริษัทจึงออกโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่ใช้ซิมแฮปปี้ ด้วยการเปิดตัว “แฮปปี้สโนว์ไวท์ โปรเสริมเติมสุขทุกวัน” ประเดิมโปรโมชั่นแรก คือ“โปรน่ารักทั้ง 7”อาทิ โทรฟรีเบอร์ดีแทค ตี 5-5 โมงเย็นครั้งละ60นาที ,โทรฟรีทุกเครือข่าย 10 นาทีส่วนเกินนาทีละ 25 สตางค์ นาทีแรก 99สตางค์ ,เล่นเฟสบุ๊คและ ไลน์ ไม่จำกัด ,เล่นเน็ตได้ไม่จำกัดช่วงตี 5-5 โมงเย็นด้วยความเร็วสูงสุด 384Kbps , แฮปปี้เบอร์คนโปรดโทรหา 1 เบอร์คนโปรดในดีแทคชั่วโมงละ 1 บาทต่อไปนาทีละ 25 สตางค์ และโทรฟรีเบอร์ดีแทค 30 นาที พร้อมเล่นเน็ตฟรี 30 นาที ฯลฯ โดยโปรเสริมทั้ง 7แบบมีราคา7 บาทต่อวัน โดยการกด *7575“ปัจจุบันมีลูกค้าแฮปปี้ใช้โปรเสริมประมาณ10 ล้านคนต่อเดือนหรือประมาณ 40 ล้านเพจเกจต่อเดือน จากลูกค้าแฮปปี้ทั้งหมด 25 ล้านรายหรือคิดเป็นเงินประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อเดือน การออกโปรโมชั่นเสริมนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ในส่วนนี้อีก 20-30%และมีลูกค้าใช้โปรเสริมเพิ่มขึ้นเป็น 12-13 ล้านคนต่อเดือนภายในสิ้นปีนี้”นายปกรณ์ กล่าวต่อว่ าตลาดโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน(พรีเพด)คาดว่าจะมีการแข่งขันรุนแรงมากยิ่งขึ้นในต้นปีหน้าเนื่องจากคาดว่าโอปอเรเตอร์แต่ละรายจะหันมาทำตลาดเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่ปัจจุบันที่เน้นการแข่งขันในตลาดแบบรายเดือน (โพสต์เพด) โดยการทำโปรโมชั่นผ่านการลดราคาเครื่องพ่วงแพ็จเกจแบบรายเดือนซึ่งคาดว่าจะถึงจุดอิ่มตัวในสิ้นปีนี้.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แฮปปี้รุกตลาดพรีเพดออกโปรเสริมหวังลูกค้าใช้ 13 ล้านคน