Blog

  • “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

    “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

    นายโฆสิต  ปั้นเปี่ยมรัษฏ์  ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่าการเมืองที่สงบทำให้นักลงทุน และนักท่องเที่ยวเกิดความเชื่อมั่นอาจจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้น ซึ่งนโยบายการบริหารประเทศของคณะรักษาความมั่นคงแห่งชาติ(คสช.)เป็นเรื่องที่ดีอยู่แล้วต้องให้กำลังใจในการทำงาน โดยส่วนตัวอยากเห็นการลด ละ เลิกโครงการประชานิยมอย่างชัดเจนเพราะที่ผ่านมาทำให้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น หรือมีการนำเงินล่วงหน้ามาใช้ เช่น โครงการรถยนต์คันแรก เป็นต้นทำให้การบริโภคในประเทศช่วงนี้ลดลง   ดังนั้นจึงไม่สามารถประเมินได้ว่าความต้องการสินเชื่อครึ่งปีหลัง(ก.ค.-ธ.ค.)จะปรับเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ธนาคารยังคงเป้าสินเชื่อไว้ว่าจะโตประมาณ 4-5% จากจีดีพีอยู่ที่ 2-3% จากที่ก่อนหน้านี้จีดีพีอยู่ที่3%สินเชื่อโต 5% นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ  กล่าวว่า ธนาคารได้ออกมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองเช่น ธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ค้าปลีก และบริการ  โดยเพิ่มวงเงินสินเชื่อ เพื่อใช้สำหรับหมุนเวียนในกิจการหรือให้เป็นเทอม โลน  ให้ดอกเบี้ยพิเศษ ซึ่งจะพิจารณาระดับความรุนแรงของผลกระทบและความเหมาะสมเป็นรายกรณี   รวมทั้งปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ทั้งปรับลดจำนวนการผ่อนชำระเงินต้นและขยายเวลาชำระหนี้ออกไปสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน หรือกำหนดเวลาการปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 6 เดือน และผ่อนปรนดอกเบี้ย  คาดว่ามีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการ1,000 ราย เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง 30 ธ.ค.นี้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “โฆสิต” แนะลดละเลิกประชานิยม

  • คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ

    คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ

    พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เปิดเผยว่า ได้รายงานผลการตรวจสอบโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐที่มีวงเงินลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 28 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้กับคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้าคสช. เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา รับทราบ โดยได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบแต่ละกลับไปทบทวนความเหมาะสมของโครงการ ทั้งเรื่องของแผนงาน การประกวดราคา และราคากลาง จากนั้นจึงเสนอให้คตร.พิจารณา ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้“ทั้ง 28 โครงการ เป็นโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามรายจ่ายงบประมาณประจำปี 57 และทำไว้ต่อเนื่องและได้รับการจัดสรรงบมาแล้วแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ จึงต้องให้คตร.มาตรวจสอบว่า แต่ละโครงการเหมาะสมที่จะทำต่อ หรือยกเลิก และทบทวนวงเงิน ราคากลางเป็นหลัก โดยตอนนี้มีโครงการที่เข้าข่ายต้องยกเลิกแล้ว 2 โครงการของกรมชลประทาน เป็นการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะต้องมาดูว่า เป็นโครงการที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์กับประชาชนหรือไม่”ทั้งนี้ หัวหน้าคสช. ยังสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการขนาดใหญ่ไปพิจารณาความเหมาะสมของขั้นตอนการประกวดราคา โดยยึดแนวทางเดิมของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) กำหนด ที่จะต้องมีความโปร่งใส และประกาศลงเว็ปไซด์ พร้อมทั้งยังให้ประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเข้ามาร่วมสังเกตการ เพื่อให้การกำหนดราคากลางมีความเหมาะสมและเป็นจริงมากที่สุด และอาจจะมีราคาที่ลดลงจากเดิมด้วยนอกจากนี้ การตรวจสอบ 8 โครงการที่ประชาชนสนใจ ล่าสุดคณะอนุกรรมการฯของคตร.อยู่ระหว่างการตรวจสอบ และมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายละเอียดมาชี้แจง เช่น โครงการจัดหารถรุ่นใหม่สำหรับบริการเชิงพาณิชย์ จำนวน 115 คัน และโครงการจัดหารถจักร จำนวน 126 คัน ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รวมถึงโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (54-60) ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือทอท. ที่ล่าช้าจากแผนมาก ขณะที่โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ก็ได้มอบหมายให้ฝ่ายสังคมจิตวิทยาไปหารือกับกระทรวงศึกษา เพื่อนำเงินจากการดำเนินโครงการดังกล่าวไปใช้ในโครงการอื่นที่มีลักษณะคล้ายกันแล้ว"ในโครงการอื่นเช่น กองทุนส่งเสริมการนุรักษ์พลังงาน ของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ก็ต้องไปตรวจสอบว่าเวลาที่อนุมัติโครงการไป เป็นเหมือนเบี้ยหัวแตก อยากให้ทำเป็นแพ็คเก็ต ให้มีผลการใช้เงินที่เหมาะสม"รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ทำหนังสือลับมากถึงประธานและกรรมการผู้จัดการของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง โดยหนังสือระบุว่า คสช. มีคำสั่งให้กระทรวงการคลังดำเนินการตรวจสอบโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่งทุกโครงการที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและป้องกันการรั่วไหวของการใช้เงินลงทุน สคร.จึงขอให้รัฐวิสาหกิจที่ได้รับหนังสือ ส่งข้อมูลรายละเอียดโครงการลงทุนมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ที่กำลังดำเนินการและยังไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ให้ สคร. พิจารณาเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการลงทุนหรือจัดซื้อจัดจ้างต่อไปอย่างไรก็ตาม สคร. ได้ตัดสินใจช่วงสุดท้ายที่จะไม่ส่งหนังสือดังกล่าวไปยังรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ธนาคารกรุงไทย บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย บริษัท การท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และ บริษัท อสมท. เนื่องจากมีมูลค่าลงทุนแต่ละโครงการการสูง หากเกิดการระงับไปอาจส่งผลกระทบกับราคาหุ้นของบริษัทอย่างรุนแรง และทำให้ตลาดหุ้นผันผวนอย่างมาก แต่จะใช้วิธีการปรับเปลี่ยนให้คณะกรรมการชุดใหม่เข้าไปดูแลโครงการทั้งหมดแทน“มาตรการควบคุมการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ตามคำสั่งของ คสช. เชื่อว่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้คณะกรรมการชุดเก่าทิ้งทวนอนุมัติโครงการจนเกิดความเสียหาย รวมถึงเป็นมาตรการอีกระดับหนึ่งที่จะกดดันให้กรรมการชุดเก่าลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ตั้งกรรมการชุดใหม่เข้าไปดูแลหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ”สำหรับโครงการลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณ 57 มีจำนวน 346,000 ล้านบาท โดยเบิกจ่ายจริง ณ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาแล้ว วงเงิน 71,700 ล้านบาท หรือ 20% ของงบลงทุน โดยรัฐวิสาหกิจที่มีงบลงทุนมากที่สุดได้แก่ บริษัท ปตท. วงเงิน86,900 ล้านบาท, การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) วงเงิน 50,400 ล้านบาท, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) วงเงิน 38,000 ล้านบาท, บริษัทการบินไทย วงเงิน 27,100 ล้านบาท, การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)วงเงิน 25,100 ล้านบาท, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) วงเงิน 18,600 ล้านบาท, บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) วงเงิน17,600 ล้านบาท, การไฟฟ้านครหลวง วงเงิน 13,800 ล้านบาท และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (กสท.) วงเงิน10,500 ล้านบาท เป็นต้น

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คตร.สั่งทบทวนลงทุน 28 โครงการ

  • คสช.อนุมัติงบกลางอุ้มเกษตรกรสวนยาง

    คสช.อนุมัติงบกลางอุ้มเกษตรกรสวนยาง

    นายนำชัย พรหมมีชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2557 ได้อนุมัติงบประมาณรวม 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเป็นใช้งบกลางจากงบประมาณปี 2557 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรใน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา 1 แสนราย จำนวน 6,600 ล้านบาท โดยเป็นโครงการเดิมที่มีการช่วยเหลือปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่กรีดยางแล้วไม่เกิน 25 ไร่ ตามพื้นที่เปิดกรีดจริงในอัตราไร่ละ 2,520 บาท ซึ่งได้ที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรสิ้นสุดแล้วตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 แต่มีการจ่ายเงินไปรอบแรกที่ 2.1 หมื่นล้านบาท แต่ยังมีเกษตรกรที่รอรับเงินช่วยเหลือที่ยังไม่ได้รับเงินอีกประมาณ 1 แสนรายส่วนอีกโครงการคือโครงการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยธรรมชาติที่ตกค้างมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบันทั้งสิ้น 5.84 แสนราย งบประมาณ 5,498 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบอุทกภัย 4.85 แสนราย 4,722 ล้านบาท ดินโคลนทับถม 49 ราย 5.25 แสนบาท ภัยแล้ง 3,284 ราย 44.19 ล้านบาท วาตภัย 7,122 ล้านบาท 24.92 ล้านบาท ภัยฝนทิ้งช่วง 7.19 หมื่นราย 511.88 ล้านบาท ศัตรูพืชระบาด 1,841 ราย 17.08 ล้านบาท โรคพืชระบาด 4,167 ราย 15.21 ล้านบาท อัคคีภัย 16 ราย 2.45 แสนบาท ภัยหนาว 10,240 ราย 159.85 ล้านบาท ภัยพายุและคลื่นลมแรง 33 ราย 3.5 ล้านบาททั้งนี้ทั้ง 2 โครงการพล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หัวหน้า คสช. ได้ให้นโยบายว่าต้องให้เงินถึงมือเกษตรกรเร็วที่สุด ซึ่งหลังจากนี้กรมส่งเสริมการเกษตรจะเร่งตรวจสอบรายชื่อเกษตรกรที่อยู่ในโครงการว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจากบัญชีเดิมหรือไม่ จากนั้นจะส่งเรื่องไปยังสำนักงบประมาณ เพื่อให้มีการโอนเงินไปยังธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และดำเนินการจ่ายเงินให้เกษตรกรต่อไปซึ่งทั้งหมดนี้คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์เงินจะถึงมือเกษตรกรทั้งหมดพ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะคณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า ที่ประชุม คสช. ได้อนุมัติการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงรายในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2557 โดยมีการอนุมัติให้แก่ 2 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อฟื้นฟูสถานศึกษาที่ได้รับความเสียหายจำนวน 322 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้จะเป็นลักษณะการปรับใช้งบของหน่วยงานให้มีความเหมาะสมไม่ได้มีการใช้งบกลางอีกหน่วยงานคือสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จำนวน 127 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการใช้งบกลาง จากงบประมาณรายจ่ายปี 2557 เพื่อฟื้นฟูทั้งวัด สำนักปฏิบัติธรรม และช่วยเหลือภิกษุ สามเณรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คสช.อนุมัติงบกลางอุ้มเกษตรกรสวนยาง