เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงผู้คนมากกว่าพันล้านคนบนโลกเข้าด้วยกัน ความนิยมที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลนี้ ทำให้เครือข่ายสังคมออนไลน์นี้กลายเป็นหนึ่งในส่วนผสมทางการตลาดที่ขาดไม่ได้ ฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่มีให้เลือกหลากหลาย เช่น การโฆษณาบนเฟซบุ๊ก หรือมีหน้าโฮมเพจ จึงช่วยให้แบรนด์และธุรกิจต่าง ๆ กำหนดกลุ่มผู้รับสารเป้าหมายที่ตรงกับความต้องการในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดได้ ในประเทศไทยก็เช่นกัน แบรนด์ไทยเริ่มตระหนักถึงศักยภาพของเฟซบุ๊ก และหันมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารและเข้าถึงลูกค้ามีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีแบรนด์ขนาดใหญ่เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ตามเทรนด์นี้ และเริ่มนำเครื่องมือที่แพร่หลายทั่วโลกอย่างโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามาใช้เพื่อช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ หนึ่งในแบรนด์ยักษ์ใหญ่ที่ใช้ความสามารถของเฟซบุ๊กได้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสื่อสารไปยังผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ “ดีแทค” ปี 2556 ดีแทคใช้เฟซบุ๊ก ทำแคมเปญเพื่อสร้างแบรนด์ “แฮปปี้” ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนไทยรุ่นใหม่ และเปลี่ยนบุคคลทั่วไปให้กลายเป็นลูกค้าใหม่ที่มีความสุขของแบรนด์ “แฮปปี้” แคมเปญดังกล่าวแบ่งออกเป็นสองระยะ ได้แก่ระยะการสร้างแบรนด์ (22 กรกฎาคม ถึง 24 สิงหาคม) และระยะเพิ่มจำนวนลูกค้า (5 ถึง 21 ธันวาคม) ในช่วงระยะแรกของแคมเปญ ดีแทคต้องการให้กลุ่มวัยรุ่นไทยอายุระหว่าง 13-24 ปีได้รับชมวิดีโอของแบรนด์อย่างทั่วถึง จึงใช้การโฆษณาวิดีโอในเพจบนกระดานข่าว (News Feed) ซึ่งสามารถเข้าชมได้ทั้งจากเดสก์ท็อปและอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่ รวมถึงการรับชมผ่านประสบการณ์การออกจากระบบอีกด้วย หลังจากที่ได้เพิ่มการรู้จักของแบรนด์ “แฮปปี้” ในประเทศไทย ดีแทคจึงหันมาใช้กลยุทธ์เพื่อชักจูงให้ผู้บริโภคที่ไม่ใช่ลูกค้าของดีแทคหันมาใช้ซิมการ์ดของแบรนด์แฮปปี้ ด้วยการใช้ข้อเสนอพิเศษและวิดีโอเป็นเนื้อหาหลักในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยวิธีการต่าง ๆ ได้แก่ การโฆษณาวิดีโอในเพจ เพื่อดึงให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามารับชมวิดีโอของแคมเปญ การโฆษณาบนกระดานข่าวซึ่งสามารถชมได้ทั้งจากแพลตฟอร์มเดสก์ท็อปและโทรศัพท์มือถือ การโฆษณาลิงก์ในเพจ เพื่อดึงทราฟิกเข้าสู่เว็บไซต์ของดีแทค โดยกลุ่มเป้าหมายสามารถซื้อซิมการ์ดที่จำหน่ายบนเว็บไซต์ได้ และเพื่อเป็นการเพิ่มยอดขายให้ได้สูงที่สุด ดีแทคจึงใช้การเลือกผู้รับสารเป้าหมายแบบกลุ่มคลัสเตอร์เพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มที่จะเป็นลูกค้าใหม่ได้อย่างแม่นยำ “โฆษณาบนเฟซบุ๊ก ทำให้สร้างการรู้จักแบรนด์และการมีส่วนร่วมของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ได้ในระดับมวลชน และสามารถที่จะตีวงกลุ่มผู้รับสารเป้าหมายให้เหลือเพียงคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนเป็นลูกค้าของดีแทคในประเทศไทยจากผู้ใช้งานเฟซบุ๊ก ทั้งหมดหลายล้านคน ซึ่งส่งผลให้เราได้รับยอดขายซิมการ์ดที่น่าประทับใจ” มร.ซิกวาร์ท โวส เอริคเซน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด (ซีเอ็มโอ) ของ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น กล่าว ดีแทคสามารถเพิ่มการรู้จักแบรนด์ได้มากถึงร้อยละ 12 และเข้าถึงคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนเป็นลูกค้าของดีแทคในประเทศไทยมากถึง 13 ล้านคน แคมเปญบนเฟซบุ๊กดังกล่าวทำให้การซื้อซิมการ์ดเพิ่มมากถึงร้อยละ 19 โดยบริษัทฯ ได้รับผลตอบแทนมากถึง 36 เท่าของงบประมาณที่ใช้ในการซื้อโฆษณา ผลตอบรับที่น่าประทับใจจากผู้บริโภคสะท้อนให้เห็นว่า ด้วยการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เหมาะสมและการกำหนดกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำเฟซบุ๊กจะเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สื่อสังคมออนไลน์ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราทุกคน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ความสำเร็จบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ
Blog
-

ความสำเร็จบนโลกออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก – ช็อปฉลาดตลาดอัจฉริยะ
Facebook Comments -

วว.ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชน ผลิตยาเม็ดสมุนไพรบำรุงสมอง
วว.จับมือเอกชนต่อยอดงานวิจัย สารสกัดจากปวยเล้งช่วยบำรุงสมอง พร้อมผลิตเชิงพาณิชย์ เผยผ่านการทดสอบแล้วว่าปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียง นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เปิดเผยว่า จากความสำเร็จของฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ในการวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์เภสัชโภชนภัณฑ์ในการบำรุงสมอง และเสริมสร้างความจำจากพืชผักสมุนไพร ในรูปแบบยาเม็ดชื่อ เบรนนี่-แทบ (Braini-Tab) ซึ่งรับประทานง่าย มีประสิทธิภาพในการบำรุงสมอง และเสริมสร้างความจำ ที่สามารถใช้ได้ทั้งในเด็กและผู้สูงอายุที่มีอาการเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเข้าสู่ระบบการผลิตในเชิงพาณิชย์ วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้แก่ บริษัท รอยัล ฟาวน์เดชั่น จำกัด เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 ปี ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพรไทย ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการไทย และสร้างความมั่นคงให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ ดร.กฤติยา ทิสยากร นักวิจัย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ วว. หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวว่าผลิตภัณฑ์เบรนนี่-แทบ ซึ่งนำผักใบเขียว โดยเฉพาะปวยเล้ง ที่มีฤทธิ์ในการเสริมความจำได้ดี มาพัฒนาเป็นสูตรตำรับและทำให้เป็นยาเม็ดชนิดเคลือบฟิล์มแบบธรรมดา ผ่านการทดสอบแล้วว่ามีความปลอดภัยทั้งต่อสัตว์ทดลองและเซลล์ และจากการศึกษาประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ต่อความจำในอาสาสมัคร พบว่า มีแนวโน้มในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองทั้งในกลุ่มคนปกติและผู้ป่วยที่มีภาวะความจำเสื่อมในระยะเริ่มต้น โดยไม่มีผลข้างเคียงใด ๆ ต่อร่างกายเมื่อรับประทานทุกวันเป็นเวลา 3 เดือน ด้านนางสาวศันสนีย์ สุโรจน์วานิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอยัล ฟาวน์เดชั่น จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นถือเป็นมิติใหม่อีกครั้งของภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยสร้างอนาคตของเด็กและผู้สูงอายุ และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรเนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ช่วยผู้ป่วยอัลไซเมอร์เพื่อป้องกันการเกิดของโรคในช่วงเริ่มต้น ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยอัลไซเมอร์ประมาณ 20 ล้านคน หากป้องกันได้จะทำให้ตัวเลขดังกล่าวลดลง ทั้งนี้บริษัทจะทำการตลาดผลิตภัณฑ์ที่รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก วว. ให้เร็วที่สุดทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ โดยจะขยายตลาดไปยังภาคพื้นเอเชีย ยุโรป และอเมริกา.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : วว.ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชน ผลิตยาเม็ดสมุนไพรบำรุงสมองFacebook Comments -

เดินหน้ายกเครื่องรัฐวิสาหกิจ เร่งขันนอตเพิ่มประสิทธิภาพ
นับเป็นเวลา 25 วัน ที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มุ่งเดินหน้ายกเครื่องปฏิรูปประเทศให้สมบูรณ์ เข้ารูปเข้ารอยในหนทางที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวทางด้านการเมือง สังคม หรือเศรษฐกิจโดยเฉพาะการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจถือเป็น “โจทย์ใหญ่” กับ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. และรองหัวหน้า คสช. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจต้องกลับมาครุ่นคิดว่าจะดำเนินการเช่นไร เพื่อให้รัฐวิสาหกิจสามารถฟื้นจากที่ขาดทุนกลับมีกำไรได้อย่างยั่งยืน เพราะที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจเปรียบเสมือน “เก้าอี้ดนตรี” ที่ต่างฝ่าย ต่างขั้วเลือกเข้ามาเชยชม ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการบริหารงาน รัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ถือว่ามีบทบาทสำคัญในด้านเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากแต่ละปีมีงบลงทุนหลายแสนล้านบาท หากสามารถกระตุ้นให้เกิดการลงทุนได้ จะมีส่วนเกื้อหนุนให้การลงทุนภาครัฐฟื้นตัวขึ้น แต่ปัญหาของการบริหารจากบุคคลที่ถูกตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานและคณะกรรมการที่กำกับดูแล ล้วนมาจากฝ่ายการเมือง…เพื่อเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์อันมากมายมหาศาล หรือไม่ก็เป็นการ “ต่างตอบแทน” หรือให้ “รางวัล” กับคนใกล้ชิด จนกลายเป็น “สมบัติผลัดกันชม” ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจไม่สามารถพัฒนาศักยภาพองค์กร การลงทุนและสร้างผลกำไรได้ดีเท่าที่ควร ***ส่งสัญญาณเตือน แม้ที่ผ่านมา พล.อ.อ.ประจิน ได้ส่งสัญญาณในการประชุมรัฐวิสาหกิจ 56 แห่ง ที่มีทั้งประธานและผู้บริหาร ตบเท้าเข้าร่วมอย่างครบถ้วน ว่า “รัฐวิสาหกิจต้องมีการปรับเปลี่ยนกรรมการ โดยกรรมการที่มีเวลาทำงานน้อยควรที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้คนที่มีเวลามากมาทำงาน และคนมีความสามารถกลับมาทำงานแทนมากขึ้น ส่วนกรรมการคนใดควรจะลาออกนั้นให้อยู่ที่ดุลพินิจของแต่ละคน” เนื่องจาก คสช.ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีความมั่นคง โดยทบทวนการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ปรับปรุงให้มีความทันสมัย พัฒนาให้มีระเบียบและมาตรฐาน และบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดถือประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก แต่ดูเหมือนว่าสัญญาณที่ส่งไป กลับไม่ได้ทำให้บรรดาเหล่าประธานและคณะกรรมการที่ถูกตั้งมาจากฝ่ายการเมืองรู้ร้อนรู้หนาว เพราะจนถึงทุกวันนี้บรรดาบอร์ดทั้งหลายยังคงนั่งเก้าอี้ตัวเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่ คสช.ได้พยายามให้ความสำคัญกับการตัดสิทธิประโยชน์ที่ไม่จำเป็นของบรรดากรรมการ เพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยเริ่มจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก่อน เป็นเจ้าแรก ที่ไฟเขียวให้ยกเลิก “ตั๋วฟรี” โดยทันที ***เล็งหั่นสิทธิเพิ่ม ขณะเดียวกัน คสช.ยังสั่งการให้กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เร่งจัดทำข้อมูลผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ส่วนเกิน ที่คณะกรรมการไม่ควรได้รับ เพื่อนำไปปรับลดต่อไป ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ผลตอบแทนของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ควรเป็นลักษณะเดียวกัน ที่มีทั้งผลตอบแทนเป็นเหมือนเงินเดือนประจำทุกเดือนให้กับคณะกรรมการทุกคน เบี้ยประชุม ค่าเลี้ยงรับรอง แต่ประธานกรรมการ หรือประธานบริหาร มีรถประจำตำแหน่ง คนขับรถ เลขานุการส่วนตัว และห้องทำงาน รวมทั้ง กรรมการทุกคนยังได้โบนัสทุกปี หากรัฐวิสาหกิจนั้นมีกำไร แต่เกิดการ “ลักไก่” จนได้ เพราะรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เลือกใช้วิธีจ่ายผลตอบแทนอื่นให้กับกรรมการ โดยไม่รายงานให้กระทรวงการคลังรับทราบ ทั้งค่าประจำตำแหน่งกรรมการที่ได้สูงถึงเดือนละ 50,000-200,000 บาท ค่าเลี้ยงรับรองเดือนละ 50,000-100,000 บาท พร้อมกับ “ประเคน” บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิตให้กรรมการไว้ใช้จ่าย แบบไม่ต้องสำรองเงินจ่ายไปก่อน จนเป็นที่มาของคำสั่ง คสช.หากประธานและกรรมการได้ผลประโยชน์ที่นอกเหนือจากผลตอบแทนและโบนัส แต่มีค่าประจำตำแหน่งกรรมการ และค่าเลี้ยงรับรอง ที่สูงกว่าค่าเบี้ยประชุมจะต้องถูกตัดหรือยกเลิกออกไป ***ย้อนมองค่าตอบแทน หน้าที่ “ประธานและกรรมการ” ของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง มีหน้าที่กำหนดนโยบายเพื่อให้รัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง แต่การที่ฝ่าย “การเมือง” เข้ามาเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง ทำให้การเดินหน้าบริหารรัฐวิสาหกิจต่างต้องเผชิญปัญหาอุปสรรคมากมาย เพราะถูกแทรกแซงเพื่อหวังผลประโยชน์ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง หรืองานประมูลที่เกิดขึ้น ถือเป็นประโยชน์ใหญ่โตยิ่งกว่า “ค่าตอบแทน” และสามารถสร้างความเสียหายให้กับแต่ละองค์กร ที่ผ่านมา “การเมือง” เข้าไปครอบงำจนเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การขาดทุนทั้ง ๆ ที่รัฐวิสาหกิจบางแห่งน่าจะสร้างผลกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ กลับปรากฏภาวะ “ขาดทุน” อย่างไม่น่าเชื่อ ไล่เรียงดูค่าตอบแทนของรัฐวิสาหกิจ ทั้งคณะกรรมการการบินไทย ได้ค่าตอบแทนเท่ากันเดือนละ 50,000 บาท และเบี้ยประชุมครั้งละ 30,000 บาท โดยประธานได้รับเบี้ยประชุม 25% หรือได้ครั้งละ 37,500 บาท ขณะที่รองประธานได้รับเบี้ยประชุมสูงกว่ากรรมการทั่วไป 12.5% หรือครั้งละ 33,750 บาท กรณีกรรมการบริษัทได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน หรือคณะอนุกรรมการ ให้ได้เบี้ยประชุมเพิ่มอีกคนละ 10,000 บาท รวมทั้งสิทธิบินฟรีของกรรมการการบินไทย 10 ใบต่อปี ขณะที่ คณะกรรมการของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ค่าตอบแทนรายเดือนเดือนละ 30,000 บาท เบี้ยประชุมเฉพาะกรรมการที่เข้าประชุม ครั้งละ 50,000 บาท โดยจำกัดการจ่ายเบี้ยประชุม ไม่เกินปีละ 15 ครั้ง หรือไม่เกินปีละ 750,000 บาท ส่วนเงินโบนัสคณะกรรมการได้ 0.05% ของกำไรสุทธิประจำปี 57 แต่กำหนดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยคำนวณจ่ายตามระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง และประธานกรรมการ ปตท. ได้รับสูงกว่ากรรมการ 25% ***แชมป์ส่งเงินเข้าหลวง อย่างไรก็ตามเมื่อหันมาดูผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ 5 อันดับแรก ที่สามารถนำรายได้ส่งรัฐมากสุด ในปี 56 คือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 15,082 ล้านบาท, ธนาคารออมสิน 13,329 ล้านบาท, บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) 11,679 ล้านบาท, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 10,135 ล้านบาท และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) 9,938 ล้านบาท ขณะที่รัฐวิสาหกิจที่ประสบภาวะขั้นวิกฤติเกี่ยวกับการบริหารงานที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข และมีค่าใช้จ่ายภาระหนี้สินจำนวนมาก 5 อันดับแรก ประกอบด้วย การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), การบินไทย, บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ องค์การคลังสินค้า ทั้งหลายทั้งปวงจากนี้ คงต้องรอผลการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจจากนี้ว่าทุกอย่างจะเป็นผลสำเร็จอย่างที่หัวหน้า คสช.ตั้งใจได้หรือไม่ โดยเฉพาะการขุดรากถอนโคนบรรดาเส้นสายของนักการเมือง ก่อนทุกอย่างจะสายเกินแก้ เพราะทุกวันนี้หนี้รัฐวิสาหกิจรวมกันแล้วกว่า 1.62 ล้านล้านบาท…หากไม่เร่งฟื้นฟูผลจากการเป็นหนี้หรือขาดทุนให้กลับมามีกำไร สุดท้ายภาระก็จะตกอยู่กับผู้เสียภาษีทั้งประเทศนั่นเอง!. วุฒิชัย มั่งคั่ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เดินหน้ายกเครื่องรัฐวิสาหกิจ เร่งขันนอตเพิ่มประสิทธิภาพFacebook Comments