นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทคงเป้าหมายการรับรู้รายได้ในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท เนื่องจากการเข้าประมูลงานด้านโครงการพลังงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในขณะนี้มียอดรับรู้รายได้รวม 4,756 ล้านบาท โดยจะสามารถรับรู้ได้ในปีนี้ 2,770 ล้านบาท โดยคาดว่าการประมูลงานเพิ่มเติมอีก 5,500 ล้านบาท จะสามารถรับรู้รายได้ภายในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 3,200 ล้านบาท ตามเป้าหมายที่วางไว้“ธุรกิจพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานภายในประเทศ ที่ต้องมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้คาดว่าในหลายโครงการอาจต้องดำเนินการล่าช้าออกไป แต่หลังจากสถานการณ์ภายในประเทศเริ่มสงบลง ในขณะนี้เริ่มเห็นการอนุมัติโครงการใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับธุรกิจพลังงานในอนาคต”สำหรับในไตรมาสแรกบริษัทมีรายได้รวม 811.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 72.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 7.83 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการดำเนินงานที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายและการบริหารลดลงเท่าตัวนอกจากนี้ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การเปิดตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจะรุกธุรกิจโครงการพลังงานทดแทน ซึ่งคาดว่าภายในต้นเดือน ก.ค. นี้ จะสามารถรู้ผลการประมูลสายส่งในประเทศพม่า มูลค่า 200 ล้านบาท ซึ่งต้องบริษัทเรียนรู้เรื่องกฏหมายและภาษีให้รอบคอบก่อนที่จะทำการลงทุน ซึ่งต้องวางแผนร่วมกับรัฐบาลในระยะต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เด็มโก้คงเป้ารายได้ปีนี้ 6,000 ล้านบาท
Blog
-

เด็มโก้คงเป้ารายได้ปีนี้ 6,000 ล้านบาท
Facebook Comments -

ส.อ.ท. หนุนตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดน
นายธวัชชัย เฮงประเสริฐ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) งานส่งเสริมการค้าชายแดน เปิดเผยว่า เอกชนเห็นด้วยกับนโยบายส่งเสริมเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เต็มที่ โดยจะต้องออกกฎระเบียบ เพื่ออำนวยความสะดวกการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบ และแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดชายแดนให้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะเรื่องแรงงาน ควรแก้กฎระเบียบให้แรงงานประเทศเพื่อนบ้านเดินทางข้ามแดนเข้ามาทำงานแบบเช้าไปเย็นกลับได้โดยง่าย โดยใช้บัตรประชาชนใบเดียว เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลนในไทย และลดการไหลของแรงงานต่างด้าวเข้าสู่ตัวเมืองนอกจากนี้ ภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน จะต้องมีการจัดตั้งศูนย์กระจาย และเขตฟรีโซน เพื่อให้สามารถนำเข้าวัตถุดิบเข้ามาผลิตเพื่อการส่งออกได้ โดยไม่ต้องค้ำประกันภาษี เพราะหากรัฐไม่ให้สิทธิพิเศษส่วนนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระจ่ายภาษีนำเข้าวัตถุดิบไปก่อน จากนั้นภายหลังส่งออกจะต้องมาทำเรื่องขอคืนภาษี ซึ่งบางอุตสาหกรรมต้นทุนวัตถุดิบสูงถึง 50-60% ของมูลค่าสินค้า ดังนั้นภาษีส่วนนี้จึงเป็นภาระที่สำคัญของผู้ส่งออก หากรัฐให้สิทธิพิเศษในส่วนนี้ จะช่วยดึงดูดให้ผู้ส่งออกเข้ามาตั้งฐานการผลิตได้มากขึ้นสำหรับพื้นที่เป้าหมาย ในการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ควรจะเริ่มในพื้นที่ที่ผ่านการศึกษาไว้แล้ว ได้แก่ จ.กาญจนบุรี ที่ด่านเจดีสามองค์ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังท่าเรือน้ำลึกและเขตอุตสาหกรรม จ.ทวายในประเทศเมียนมาร์ได้ จ.เชียงราย ที่ด่านเชียงของ จ.หนองคาย ด่านที่อยู่ติดกับกรุงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาว และจ.มุกดาหาร ที่ด่านชายแดนมุกดาหาร อย่างไรก็ตามมองว่า คสช. ควรจะเพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อขยายการค้ากับประเทศกัมพูชา ที่จ.สระแก้ว ในบริเวณด่านอรัญประเทศ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อไปยังกรุงพนมเปญได้สะดวกสามารถขยายการค้าชายแดนได้อีกมากนายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า สิทธิประโยชน์การดึงดูดการลงทุนเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น จะให้ตามเกณฑ์สูงสุดตามเกณฑ์ที่มีอยู่ ได้แก่ ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักร ให้ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นส่วนที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลา 5 ปี อนุญาตให้หักค่าติดตั้งหรือก่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก จากกำไรสุทธิ 25% ของเงินลงทุน ในกิจการที่ได้รับการส่งเสริมโดยผู้ได้รับการส่งเสริม เป็นต้น นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือในการเพิ่มเติบข้อผ่อนปรนพิเศษบางอย่าง ซึ่งจะส่งให้ บอร์ดบีโอไอพิจารณาก่อน จึงจะสรุปได้ว่ามีข้อผ่อนปรนอะไรบ้าง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ส.อ.ท. หนุนตั้งเขตเศรษฐกิจชายแดนFacebook Comments -

สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยชงตั้งไรซ์ บอร์ด
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สมาคมฯเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)พิจารณาจัดตั้งคณะกรรมการข้าวภาคเอกชน (ไรซ์ บอร์ด) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนเกษตรกร โรงสี ผู้ค้าข้าวในประเทศและผู้ส่งออกข้าว รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีสิทธิ์กำหนดนโยบายพัฒนาข้าว การตลาด และเพิ่มศักยภาพการทำนาให้เป็นทิศทางที่ถูกต้อง และปลอดจากนักการเมืองเมื่อรัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศจะต้องดำเนินการตามนโยบายที่ถูกกำหนดจากไรซ์บอร์ด“ที่ผ่านมาประเทศคู่แข่งขันมีการพัฒนาข้าวทั้งการผลิตและการตลาดสวนทางกับประเทศไทยที่ระยะหลังค่อนข้างย่ำแย่ เพราะเมื่อรัฐบาลใดเข้ามาบริหารก็จะเปลี่ยนนโยบายรัฐบาลก่อนๆ เพียงพอต้องการหาเสียงกับชาวนา ส่งผลให้แนวทางการในการพัฒนาของไทยต้องชะงักลง ดังนั้นไรซ์ บอร์ด ที่จะเข้ามากำหนดนโยบายก็จะคล้ายกับแผนการพัฒนาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)”สำหรับไรซ์ บอร์ด นั้นจะเป็นรูปแบบใดก็ได้ โดยภาครัฐอาจจัดทำด้วยการออก พ.ร.บ. หรือ เป็นองค์กรมหาชน ที่มีกฎหมายรองรับตามรัฐธรรมนูญ เป็นต้นนายชูเกียรติ กล่าวว่า การส่งออกข้าวไทยปีนี้ ที่คาดว่าจะส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 9 ล้านตัน จะทำให้ไทยกลับมาเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก แซงอินเดียที่คาดว่าจะส่งออกได้แค่ 8.5 ล้านตัน เนื่องจากราคาข้าวไทยปัจจุบันมีราคาต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง เอื้ออำนวยต่อการส่งออก โดยราคาข้าวขาว 5% ไทยอยู่ที่ตันละ 390 ดอลลาร์สหรัฐ อินเดีย 430 ดอลลาร์สหรัฐ และเวียดนาม 400-410 ดอลลาร์สหรัฐ“ราคาข้าวปัจจุบันทำให้ไทยส่งออกข้าวได้ดีขึ้น ปีนี้ก็คาดว่าไทยจะแซงอินเดียขึ้นไป ส่วนปี 58 กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯคาดว่าไทยจะส่งออกข้าวได้ 10 ล้านตัน อินเดีย 9 ล้านตัน เวียดนาม 6.7 ล้านตัน แต่ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงคือสต๊อกข้าวไทยที่ยังมีปริมาณมากกว่า 10 ล้านตัน ทำให้ผู้นำเข้าไม่จำเป็นต้องซื้อข้าวในปริมาณมากมาสต๊อกไว้ และทำให้ราคาส่งออกข้าวไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้มากนัก ซึ่งอาจจะปรับขึ้นแค่ตันละ 20-30 เหรียญสหรัฐ”สำหรับการส่งออกข้าวไทยช่วง 5 เดือนแรก ตั้งแต่ 1 ม.ค.-20พ.ค. 57 ไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ1 ของโลก ปริมาณ 3.93 ล้านตัน ตามด้วยอินเดีย 3.74 ล้านตัน และเวียดนาม 2.4 ล้านตัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยชงตั้งไรซ์ บอร์ดFacebook Comments