นายนรินทร์ ทิจะยัง ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานมอสโก ประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่า ในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่เดินทางมาไทย จะเติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศรัสเซียเอง ทำให้ค่าเงินอ่อนตัวลง กระทบต่อราคาแพ็กเกจทัวร์ที่ขึ้นราคา 30% ดังนั้นชาวรัสเซียจึงชะลอการวางแผนท่องเที่ยวออกไป เพื่อรอความชัดเจนเรื่องเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว ประกอบกับปัญหาการเมืองในประเทศไทยที่มีการประกาศเคอร์ฟิว จึงทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจที่จะเดินทางมา และบางส่วนได้ยกเลิกการเดินทาง โดยจากตัวเลขล่าสุดจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียในไทยช่วง เดือน เม.ย.-พ.ค.ลดลงไปถึง 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน“ต้องยอมรับว่าปีนี้ นักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่เดินทางมาไทยคงจะไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่าปีที่ผ่านมา เต็มที่ก็คงจะเท่าๆกัน คือ 1,746,565 คน เพราะปัจจัยที่ส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวไม่นิยมเดินทางมามีมาก โดยเฉพาะปัญหาภายในประเทศ ส่งผลกระทบมาถึงกลุ่มข้าราชการต่างๆ ที่ถือเป็นกลุ่มใช้จ่ายสูง ก็ไม่สามารถมาท่องเที่ยวได้ อีกทั้ง บางกลุ่มที่อยากเดินทางมาก็กังวลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จึงต้องระวัดระวังตัวเป็นพิเศษ”อย่างไรก็ดี ททท.จะเร่งวางแผนกระตุ้นตลาด โดยใช้กลยุทธ์ต่างๆ จากงบประมาณปกติของปี 57 ได้แก่ การร่วมกับบริษัททัวร์รายใหญ่ในรัสเซีย 5 บริษัท รวมถึง บริษัทท่องเที่ยวรายย่อยที่มีเป็นระบบเชื่อมโยง มีเครือข่ายกว่า 6,000 ราย และจัดทำแอฟพลิเคชั่นในรูปแบบการแนะนำแหล่งท่องเที่ยวและ ข้อปฏิบัติต่างๆเมื่อมาประเทศไทย เพื่อให้จำนวนนักท่องเที่ยวคงที่ไม่ตกลงต่ำกว่าปีที่ผ่านมาด้านนายสรรเพชร ศุภบวรเสถียร นายกสมาคมโรงแรม (ทีเอชเอ) ภาคตะวันออก กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่เดินทางมาพัทยา กว่า 50% เริ่มปรับเปลี่ยนการเข้าพักในโรงแรม ที่จากเดิมจะนิยมพักระดับ 4-5 ดาว แต่ปัจจุบันจะลดเหลือเพียง 3 ดาวเท่านั้น รวมถึงเปลี่ยนนิยมเช่าห้องพักแบบเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์แทน เนี่องจากมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจในรัสเซียกำลังมีปัญหา
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นักท่องเที่ยวรัสเซียงดเที่ยวไทย
Blog
-

นักท่องเที่ยวรัสเซียงดเที่ยวไทย
Facebook Comments -

คุมเข้มลูกค้าใหม่รูดปื๊ดสกัดหนี้เน่า
นายชาติชายพยุหนาวีชัย รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่าได้เข้มงวดสินเชื่อบัตรเครดิตกับลูกค้าใหม่ เพื่อต้องการบริหารคุณภาพหนี้ให้ดีขึ้นโดยเห็นว่าลูกค้าที่ถือบัตรเครดิต 4 ใบ และก่อหนี้เกินสัดส่วน 40% ของรายได้ธนาคารจะไม่ให้สินเชื่อเพิ่มเพราะอาจทำให้เกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งยอมรับว่าต้นปีเศรษฐกิจชะลอตัวเอ็นพีแอลได้ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ1.72% จากเดิมอยู่ที่ระดับ 1.4% ขณะที่ตลาดไตรมาส1/57 (ม.ค.-มี.ค.) เอ็นพีแอลอยู่ที่2.72% จากเดิมอยู่ที่ 2.29% และสิ้นปีธนาคารจะคุมเอ็นพีแอลให้อยู่ที่ระดับ1.5% จากเดิมในปี 56 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.72% ส่วนระยะเวลาการเข้มงวดให้สินเชื่อบัตรเครดิตจะนานแค่ไหนขึ้นกับสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นหลัก ทั้งนี้ ได้เปิดตัวบัตรเครดิตเคเวฟเอ็นเอฟซี สติ๊กเกอร์ ซึ่งเป็นบัตรเครดิตรูปแบบสติ๊กเกอร์บัตรแรกในไทยลูกค้าสามารถนำสติ๊กเกอร์ติดบนโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้ทันที โดยกรณีที่ลูกค้าจะชำระค่าสินค้าและบริการให้นำบัตรมาแตะบนเครื่องชำระเงินไม่จำเป็นต้องเซ็นชื่อกำกับสามารถใช้กับร้านค้าที่มีสัญลักษณ์วีซ่าเพย์เวฟทั่วโลก และปีนี้ตั้งเป้ายอดผู้ใช้บัตรในปีนี้200,000บัตร คาดว่ามียอดใช้จ่ายผ่านบัตรประมาณ 2,700ล้านบาท พร้อมทั้งเพิ่มร้านค้ารับบัตรเคเวฟจากปัจจุบันมี3,500 เครื่อง เป็น 10,000 เครื่องภายในปีนี้และในปี 58 จะขยายการให้บริการชำระเงินไปที่กลุ่มคมนาคม เช่น ทางด่วน รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟใต้ดินสำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นหลังจากมีคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช. เพราะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและมีหลายโครงการจากโครงการลงทุน2 ล้านล้านบาทที่คสช. จะนำมาลงทุนซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจนอกเหนือจากการจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คุมเข้มลูกค้าใหม่รูดปื๊ดสกัดหนี้เน่าFacebook Comments -

ชงคสช.ลดราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน
น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตวุฒิสมาชิกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยหลังเปิดตัวกลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงานไทยกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย (จปพ.) ว่า กลุ่มฯ เตรียมยื่นข้อเสนอเร่งด่วนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เบื้องต้นต้องการให้ลดราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนที่ปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม ให้มีราคาเท่ากับราคาแอลพีจีของภาคขนส่ง ที่มีราคา 21.38 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อแก้ปัญหาการใช้ข้ามประเภทระหว่าง 2 กลุ่ม และระหว่างนี้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีมาตรการเข้มงวดในการลักลอบใช้แอลพีจี ของภาคอุตสาหกรรมไม่ให้มีการใช้ผิดประเภท และลักลอบการส่งออกนอกจากนี้ ให้ยกเลิกมติที่ประชุมครม. สมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 51 กรณีจัดสรรก๊าซแอลพีจี ที่ผลิตได้ในประเทศให้ภาคปิโตรเคมีใช้เป็นลำดับแรก โดยต้องการให้จัดสรรให้ภาคครัวเรือนก่อน ด้วยราคาต้นทุนที่แท้จริง บวกกำไรที่เหมาะสมเป็นธรรมต่อผู้ใช้และผู้ผลิต ไม่ใช่องตามราคาตลาดโลก เมื่อเหลือแล้ว จึงให้ภาคอื่นๆใช้ต่อ หากไม่พอให้ภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทเป็นผู้รับภาระการนำเข้าเอง เพื่อดูแลผู้บริโภคก่อนอันดับแรกขณะเดียวกัน ให้ยกเลิกโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป ที่อิงราคาสมมติว่านำเข้าจากสิงคโปร์ โดยให้ยกเลิกการเก็บค่าพรีเมี่ยม เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าความสูญเสียระหว่างการขนส่ง จากประเทศสิงคโปร์มายังโรงกลั่นในไทย เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีจริง และให้รัฐบาลกำหนดราคาจำหน่ายเชื้อเพลิงสำเร็จรูปตามราคาส่งออกจากไทยซึ่งกำหนดตามกลไกตลาดโลก และให้ปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้มีตัวแทนของภาคประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสมรวมถึงเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอข้อมูลและแสดงความคิดเห็นในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองโดยเท่าเทียบกันกับภาครัฐและภาคธุรกิจพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. กล่าวภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพลังงาน และผู้บริหารระดับสูงบมจ. ปตท.ว่า ได้หารือการปรับโครงสร้างพลังงานในภาพรวม เพื่อเร่งรวบรวมข้อมูลให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเสนอให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคสช. พิจารณาในสัปดาห์หน้า ส่วนการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)และคณะกรรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ดบีโอไอ) คาดว่า จะแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้นายณัฐชาติ จารุจินดา ประธานเจ้าหน้าที่ปฎิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บมจ. ปตท. กล่าวว่า ปตท. ได้ให้ข้อมูลภาพรวมพลังงาน ทั้งด้านน้ำมัน แอลพีจี และเอ็นจีวีแก่คสช. โดยในที่ประชุมไม่มีการหารือเรื่องการปรับเปลี่ยนบอร์ด ปตท. แต่อย่างใด
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงคสช.ลดราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนFacebook Comments