วันนี้(4 มิ.ย. 57) ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ร่วมกับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) จัดสัมมนา “ลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย”เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้เข้าถึงองค์ความรู้พื้นฐานด้านแผ่นดินไหวแนวทางปฏิบัติ และการจัดการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยด้านแผ่นดินไหว โดยมีนักวิชาการ นักวิจัย จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า การเกิดแผ่นดินไหวในบริเวณจังหวัดเชียงรายขนาด 6.3 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 5พ.ค. 57 ที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงมากครั้งหนึ่งที่เกิดในประเทศไทย มีรายงานการเกิดอาฟเตอร์ช็อกแล้วเกือบพันครั้ง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ 7จังหวัด สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้เห็นข้อจำกัดหลายประการของการจัดการภัยพิบัติโดยเฉพาะมาตรฐานความปลอดภัยของสิ่งก่อสร้าง ซึ่งได้เกิดความเสียหายอย่างมากกับโครงสร้างอาคารบ้านพักและโครงสร้างพื้นฐาน การเตือนภัยแผ่นดินไหวเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า สิ่งที่สำคัญคือ การเตรียมพร้อมเชิงรุกด้านการป้องกัน และมีการศึกษาวิจัยและพัฒนาในเรื่องดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและลดผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคตทั้งนี้ สกว. เริ่มต้นสนับสนุนการศึกษาวิจัยภัยพิบัติแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี2545แก่นักวิจัยในโครงการวิจัยลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย โดยมีรศ.ดร.เป็นหนึ่ง วาณิชชัยเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยและได้สนับสนุนต่อเนื่องเป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่จนถึงปัจจุบัน เกิดเครือข่ายนักวิชาการแผ่นดินไหวจากหลายสถาบันการศึกษาและหน่วยงานปฏิบัติและมีการสร้างองค์ความรู้พื้นฐาน รวมทั้งผลิตชุดความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยแผ่นดินไหวได้ ซึ่งการประชุมสัมมนาครั้งนี้จะเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ไปสู่กลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ในวงกว้างมากขึ้นด้าน รศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือเอไอที ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทยสกว.กล่าวว่าโครงการวิจัยลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องขณะนี้กำลังก้าวเข้าสู่ระยะที่4 แล้วสามารถผลิตนักวิจัยในโครงการจากหลากหลายสถาบันเพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจที่ชัดเจนเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดมาตรการต่างๆ ซึ่งหัวข้อวิจัยในระยะที่ผ่านมา เน้นการศึกษาและประเมินอาคารบ้านเรือนในประเทศไทยว่าสามารถทนต่อแรงต้านทานที่เกิดแผ่นดินไหวได้มากน้อยเพียงใดและในระดับใด ซึ่งปัญหาที่สำคัญคืออาคารที่มีอยู่จำนวนมาก เช่น ตึกแถว ห้างร้านต่างๆ ไม่สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ โดยอาคารทั่วไปจะมีจุดอ่อนไหวหลายจุดเช่น โครงสร้างชั้นล่างที่ไม่แข็งแรง การเสริมเหล็กที่ไม่ถูกวิธีนอกจากนี้ในการเก็บข้อมูลตัวอย่างอาคารเพื่อใช้ในการศึกษาและประเมินไม่สามารถใช้ความรู้ทางวิศวกรรมปกติได้ ทำให้นักวิจัยต้องใช้เวลาและค้นหาเทคนิควิธีพิเศษทางวิศวกรรมซึ่งเป็นเรื่องของการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่และมีความเป็นเฉพาะทางสำหรับเรื่องการรับมือแผ่นดินไหวด้านรศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ นักวิจัยด้านธรณีวิทยาจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวถึงการสำรวจรอยเลื่อนในประเทศไทยว่า รอยเลื่อนเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่รู้สึกได้ในประเทศไทยซึ่งรอยเลื่อนมี 2 ประเภทคือ รอยเลื่อนมีพลัง ที่พร้อมจะเกิดการเคลื่อนตัวและทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้อีกและรอยเลื่อนตายที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวมาแล้วในอดีตและจะไม่เกิดอีก ทั้งนี้ที่ผ่านมาพบว่าในประเทศไทยยังมีรอยเลื่อนมีพลังเป็นจำนวนมากและยังไม่ถูกค้นพบอีกมาก ซึ่งต้องใช้เวลา ความพยายามแต่จำเป็นต้องทำ เพื่อให้เกิดการวางแผนป้องกันที่ดีทั้งนี้จากการศึกษารอยเลื่อนมีพลังพบว่า ยังมีรอยเลื่อนที่น่าสนใจอีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มรอยเลื่อนที่มีขนาดสั้น ๆที่ไม่เคยคาดว่าจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้อย่างเช่น กลุ่มรอยเลื่อนพะเยา ที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวที่เชียงรายเมื่อต้นเดือนพ.ค. 57 ที่ผ่านมา และยังคงต้องเฝ้าระวังรอยเลื่อนแม่จันรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียง รอยเลื่อนในภาคใต้ รวมถึงรอยเลื่อนที่อยู่ใกล้กรุงเทพ เช่น รอยเลื่อนองครักษ์และรอยเลื่อนในกาญจนบุรีอีกด้วยนอกจากนี้ยังมีการหัวข้อสัมมนาที่น่าสนใจอาทิ การพิจารณาความเสี่ยงแผ่นดินไหวของประเทศไทยเพื่อใช้ในการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว ความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวของอาคารสูงในกรุงเทพ การขยายคลื่นของชั้นดินอ่อนในเมืองใหญ่ฐานข้อมูลสารสนเทศด้านแผ่นดินไหวจากระบบเครือข่ายสถานีตรวจแผ่นดินไหวในประเทศไทย และแนวทางในการเสริมความแข็งแรงให้กับอาคารต้านแผ่นดินไหว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สกว.จัดสัมมนาลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในไทย
Blog
-

สกว.จัดสัมมนาลดภัยพิบัติแผ่นดินไหวในไทย
Facebook Comments -

ราคาทอง4มิ.ย.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย19,700บาท
วันที่ 4 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:26 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยคงที่จากเดิม ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,700 บาท รับซื้อ 18,919.68 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,300 บาท รับซื้อ 19,200 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 คงที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,700 บาท รับซื้อ 18,919.68 บาท ทองแท่งขาย 19,300 บาท รับซื้อ 19,200 บาท เวลา 09:26 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง4มิ.ย.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย19,700บาทFacebook Comments -

ทีโอทีหวังคสช.ผ่านโครงการกว่า 4 หมื่นล้าน
รัฐวิสาหกิจไทยอยู่ในช่วงสุญญากาศมาซักพักใหญ่แล้ว เพราะด้วยความแตกแยกทางการเมือง ทำให้รัฐวิสาหกิจ 58 หน่วยงาน ล้วนมีปัญหาในการขออนุมัติงบประมาณจาก ครม. ไม่เว้นแม้แต่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ที่เป็นอีก 1 องค์กรโทรคมนาคมขนาดใหญ่ของไทย ที่เมื่อจะเสนอโครงการขนาดใหญ่จะต้องได้รับความเห็นชอบงบประมาณจากรัฐบาล พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันตชัย ประธานกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที เล่าว่า ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันในหลาย ๆ อย่าง ทำให้แผนโครงการทีโอที ต้องสะดุดไป โดยเฉพาะโครงการเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ สำหรับโครงการเคเบิลใยแก้วใต้น้ำ 3 เส้นทางที่ยังไม่มีการอนุมัตินั้นคิดเป็นมูลค่ารวม 5,900 ล้านบาท ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะที่ไม่มีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำให้ไม่สามารถอนุมัติโครงการดังกล่าวได้ และแผนการร่วมทุน 1 เส้นทาง มูลค่า 1,600 ล้านบาท ของทีโอทีต้องหลุดไปด้วย อย่างไรก็ตาม ทีโอที ได้เตรียมแผนเข้าร่วมดำเนินการกับประเทศอื่น ๆ ใน 3 เส้นทาง คือ เส้นทาง เอเชีย- ยุโรป สิงคโปร์-ยุโรป และ ฮ่องกง-ญี่ปุ่น แต่การที่ไม่มี ครม. เพื่ออนุมัติ ทำให้ทีโอทีไม่สามารถลงทุนในเส้นทางแรกได้ และอยู่ระหว่างการรออนุมัติอีก2 เส้นทาง โดยแผนรับมือภาวะการเมืองที่ไม่ปกติในขณะนี้ ทีโอที จะต้องเปลี่ยนจากการร่วมลงทุนในฐานะหนึ่งในประเทศภาคีสมาชิกเป็นซื้อเหมาโครงข่าย (Capacity) เพื่อลดขนาดมูลค่าการใช้งบลงทุนลง ซึ่งแม้ต้นทุนต่อหน่วยจะแพงขึ้น แต่ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ นอกจากนี้ ทีโอที บอร์ด ยังได้พิจารณาแผนปรับปรุงคุณภาพการให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านโครงข่ายไฟเบอร์ (เอฟทีทีเอกซ์) จำนวน 1.3 แสนพอร์ต ใช้งบดำเนินงาน 2,000 ล้านบาท โดยให้ฝ่ายบริหารเสนอรายละเอียดก่อนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เห็นชอบ ด้าน นายยงยุทธ วัฒนสินธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ระบุว่า วันที่ 2 มิ.ย. 57 ทีโอที ได้เสนอแผนโครงการหลัก ๆ ทั้งหมดที่รอการอนุมัติจากรัฐบาลต่อ คสช.หลังจากนำเสนอปากเปล่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 57 ไปแล้ว ประกอบด้วย โครงการเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ มูลค่า 5,979.14 ล้านบาท เพื่อสร้างเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อตรงจากไทยไปยังประเทศที่เป็นศูนย์กลางอินเทอร์เน็ตทั่วโลก 4 ประเทศ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และ ฝรั่งเศส โดยที่ไทยไม่ต้องใช้เส้นทางเชื่อมจากมาเลเซียไปยังสิงคโปร์อีก โครงการขยายการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) จำนวน2 ล้านเลขหมาย มูลค่าลงทุน 32,550ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี (2557-2560) สร้างรายได้ชดเชยสัมปทานที่จะสิ้นสุดในปี 2558 และรองรับแผนสมาร์ท ไทยแลนด์ โครงการปรับปรุงโครงข่ายโทรคมนาคม (NGN) มูลค่า 2,836 ล้านบาท ทดแทนอุปกรณ์ชุมสายและข่ายวายที่หมดอายุ สามารถรองรับบริการที่หลากหลาย (Multi Services) ได้ 787,500 เลขหมาย จะเห็นได้ว่า ทีโอที มีแผนโครงการที่รอการอนุมัติรวมกว่า 4 หมื่นล้านบาท. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทีโอทีหวังคสช.ผ่านโครงการกว่า 4 หมื่นล้านFacebook Comments