“ขณะนี้เครื่องลำแรกของเราได้เดินทางจากซีแอทเติล ผ่านโฮโนลูลู เซบูของฟิลิปปินส์ ต่อมาที่มาเลเซีย และมายังประเทศไทย ขณะที่เครื่องลำที่ 2 กำลังจะตามมาในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบระบบต่าง ๆ เพื่อส่งมอบ โดยสายการบินของเราเป็นสายการบินแรกที่จะได้เครื่องโบอิ้ง 737-900 อีอาร์เอสมาให้บริการ” กัปตันวรวุฒิ วงศ์โกสิตกุล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบินไทย ไลอ้อน แอร์ ระบุ เครื่องบินโบอิ้ง 737-900 อีอาร์เอสเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ของค่ายโบอิ้งที่มีการขยายส่วนลำตัวให้มีความกว้างมากขึ้น และด้วยช่วงที่ยาวกว่าจึงทำให้สายการบินโลว์คอสต์สัญชาติอินโดนีเซีย-ไทย มีข้อได้เปรียบสายการบินโลว์คอสต์อื่น ๆ ที่มีอยู่ในไทย ด้วยการบรรทุกผู้โดยสารได้สูงที่สุดถึงครั้งละ 215 ที่นั่ง และที่สำคัญเครื่องรุ่นนี้ยังสามารถให้บริการได้ไกลกว่า จึงอาจจะสามารถเปิดเส้นทางบินไปถึงจีน เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นได้ด้วยในอนาคต สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ เป็นส่วนหนึ่งของไลอ้อน กรุ๊ป ที่ประกอบไปด้วยเครือข่ายอีก 4 สายการบิน ได้แก่ ไลอ้อน แอร์ สายการบินราคาประหยัดของอินโดนีเซีย, วิงส์ แอร์ สายการบินที่เน้นเชื่อมโยงเส้นทางระยะใกล้กว่า, บาติก แอร์ สายการบินราคาปกติที่ให้บริการเต็มรูปแบบ และมาลินโด แอร์ สายการบินพันธมิตรที่มีฐานอยู่ในมาเลเซีย โดยถือครองสัดส่วนการให้บริการผู้โดยสารมากกว่าร้อยละ 50 ของตลาดการบินภายในอินโดนีเซีย ในส่วนของประเทศไทยนั้นมีการประกาศจัดตั้งเป็นหุ้นส่วนร่วมทุนระหว่างไลอ้อน แอร์ กับ ภูเก็ต แอร์ บริษัทการบินของไทย โดยเป็นพันธมิตรบริหารสายการบินโลว์คอสต์ที่มีฐานการบินหลักอยู่ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองภายใต้ชื่อ “ไทย ไลอ้อน แอร์” ด้วยความที่ภูมิประเทศของอินโดนีเซียที่เป็นเกาะการเดินทางเชื่อมโยงหากันด้วยเครื่องบินจึงเป็นหนทางที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด และแม้จะแชร์ส่วนแบ่งในตลาดมากกว่าสายการบินแห่งชาติอย่างการูด้า อินโดนีเซีย แอร์ไลน์ แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้ไลอ้อน กรุ๊ปที่กำลังจะมีเครื่องบินในครอบครองถึง 708 ลำ ซึ่งอยู่ระหว่างทยอยส่งมอบสยายปีกได้อย่างเต็มที่ ประเทศไทยที่ดูเหมือนจะเป็นฮับทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 “เรามองว่าโอกาสการเติบโตของตลาดต่างประเทศยังมีอีกมาก จึงเริ่มรุกด้วยการเพิ่มศูนย์กลางทางการบินนอกเหนือจากจาการ์ตา และกัวลาลัมเปอร์และกรุงเทพฯ เป็นสองแห่งที่ถือว่ามีศักยภาพมาก ในส่วนของมาลินโด แอร์นั้นปัจจุบันให้บริการไปยัง 12 จุดหมายในมาเลเซีย และเส้นทางระหว่างประเทศอีก 3 แห่ง ซึ่งในส่วนของประเทศไทยนั้นจะเริ่มต้นด้วย 3 เส้นทางก่อนจะค่อย ๆ ขยายเส้นทางบินเพิ่มตามแผนที่วางไว้ ซึ่งเชื่อว่าไทย ไลอ้อน แอร์จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเชื่อมโยงประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนไว้ด้วยกัน พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งให้กับไลอ้อน กรุ๊ปด้วย” มร.รัสดี คีรานา ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไลอ้อน กรุ๊ป ระบุ 3 เส้นทางบินแรกที่ว่า ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-จาการ์ตา วันละ 2 เที่ยวบิน, กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ วันละ 1 เที่ยว และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ วันละ 3 เที่ยวบิน โดยในช่วงแรกจะมีเครื่องบินให้บริการจำนวน 2 ลำ และจะเพิ่มเป็น 3-4 ลำในปี 2557 โดยมีแผนที่จะเปิดเส้นทางบินจากกรุงเทพฯไปยังเชียงราย พิษณุโลก อุบลราชธานี กระบี่ ภูเก็ต และหาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเปิดเส้นทางบินระหว่างเชียงใหม่-กระบี่, หาดใหญ่-กระบี่ และหาดใหญ่-ภูเก็ต ขณะที่เส้นทางระหว่างประเทศอย่างจีนนั้นมีแผนที่จะขยายเส้นทางไปยังเซิ่นเจิ้น ฮ่องกง กวางโจว และเซี่ยงไฮ้ และอาจเลยไปจนถึงเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีนตอนบนด้วย ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการบิน ไทย ไลอ้อน แอร์ ระบุว่า สำหรับเส้นทางบินระยะไกลนั้น ด้วยเครื่องบินรุ่นที่มีอยู่จะทำให้ไทย ไลอ้อน แอร์ขยายเส้นทางบินระยะไกลได้ไม่ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ได้เปรียบกว่าสายการบินต้นทุนต่ำอื่น ๆ นอกจากเครื่องบินที่สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการบริหารจัดการต่ำลงแล้ว การเลือกที่จะบริหารจัดการในส่วนอื่น ๆ เองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบริการภาคพื้นดิน หรือในส่วนของการซ่อมบำรุง ซึ่งรวมแม้กระทั่งรถขนส่งผู้โดยสารที่สั่งซื้อมาพร้อมให้บริการแล้ว จะยิ่งทำให้ไทย ไลอ้อน แอร์สามารถลดราคาค่าโดยสารแข่งกับสายการบินโลว์คอสต์อื่นได้ไม่ยาก นำพล รุ่งสว่าง ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ ระบุว่า ราคาขายตั๋วจะตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดคงที่และถูกกว่าคู่แข่ง แม้ว่าผู้โดยสารจะมาซื้อตั๋วโดยสาร ณ วันเดินทางก็ตาม เพราะจะไม่มีการบวกค่าธรรมเนียมใด ๆ เพิ่มนอกเหนือไปจากค่าภาษีสนามบินและน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมทั้งยังให้ผู้โดยสารสามารถโหลดกระเป๋าได้ฟรีคนละ 15 กิโลกรัมด้วย และยังอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารด้วยการวางแผนเปิดจุดขายตั๋วให้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ไลอ้อน แอร์’ เลือกไทย เป็นฮับ 1 ใน 3 ของอาเซียน
เดือน: ตุลาคม 2013
-

‘ไลอ้อน แอร์’ เลือกไทย เป็นฮับ 1 ใน 3 ของอาเซียน
-

ภาษาเดียวกัน วันที่ 30 ตุลาคม 2556
มาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ โจทย์ใหญ่สำคัญของการก้าวไปสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) คือการพัฒนางานด้านมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ จึงได้มีการพัฒนามาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพ Health Level Seven (HL7) เพื่อเป็นมาตรฐานในการบริหารจัดการการรับส่งข้อมูล ปัจจุบันมีประเทศที่นำมาตรฐาน HL7 ไปใช้และเข้าร่วมเป็นสมาชิกมากกว่า 55 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศหลักที่มีบทบาทในการประยุกต์ใช้และส่งเสริมเผยแพร่ ได้แก่ ประเทศแคนาดาและประเทศฟินแลนด์ นอกจากนี้ยังมีสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน อินเดีย เกาหลี เป็นต้น ได้มีการนำมาตรฐาน HL7 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพของประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยน และจัดเก็บข้อมูลสุขภาพให้มีความราบรื่นและประสิทธิภาพ สำหรับประเทศไทยนั้น สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เตรียมร่วมมือกับศูนย์พัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลสุขภาพไทย (ศมสท.) และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนการจัดสร้างมาตรฐานข้อมูลสุขภาพในระดับประเทศ ทั้งนี้การมีมาตรฐานด้านข้อมูลสุขภาพที่ใช้ได้จริงในระดับประเทศจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งจะต้องสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นและความสำคัญของการมีมาตรฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่ง สพธอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ รวมถึงยังเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยให้เป็น Medical Hub ในภูมิภาคอาเซียนต่อไปในอนาคต โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) ร่วมจัดงานประชุมสัมมนา เรื่อง “งานประชุมเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภายใต้บริบทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (ASEAN Economic Community : AEC) ทุนวิจัยมุ่งเป้า ประจำปี 2555 โดยมีหัวหน้าแผนงาน รศ.ดร.รุธิร์ พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์, ดร.ณรงค์ ป้อมหลักทอง และ รศ.ดร.อภิชาต โสภาแดง ม.เชียงใหม่ ร่วมเป็นเกียรติในงาน ให้กับผู้ที่สนใจทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในวันที่ 31 ต.ค. 56 เวลา 08.30-16.30 น. ณ ห้องประชุมแคทลียา 2 โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ภาษาเดียวกัน วันที่ 30 ตุลาคม 2556 -

สรรพากรจัดชิงโชคใบกำกับภาษี
นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมฯมีแผนจูงใจให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี เข้ามาในระบบมากขึ้น ด้วยการรณรงค์ให้ใช้ใบกำกับภาษี เพื่อแก้ปัญหาใบกำกับภาษีปลอม หรือการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี หรือนำใบกำกับภาษีไปขายต่อ ด้วยการส่งใบกำกับภาษีชิงโชค ส่วนรางวัลจะเป็นอะไรบ้างนั้น กำลังให้เจ้าหน้าที่ศึกษารายละเอียด คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น นอกจากนี้เตรียมเสนอให้นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง พิจารณาเรื่องการหักค่าใช้จ่ายการเสียภาษีแบบเหมาจ่ายของบุคคลธรรมดาจาก 40% ไม่เกิน 60,000 บาท ว่าจะหักค่าใช้จ่ายเพิ่มได้หรือไม่ หรือนำใบกำกับภาษีมาหักค่าใช้จ่ายเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้มากน้อยแค่ไหน ตลอดจนทบทวนรายการลดหย่อนภาษี เช่น ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ว่ารายการใดมีการใช้มากสุดและรายการไหนใช้น้อยสุด พร้อมดูว่ามีรายการใดที่ต้องเพิ่มการลดหย่อนภาษีหรือไม่ ส่วนการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ) ต้องดูว่ามีเพิ่มขึ้นหรือไม่ และถ้ากองทุนฯ แข็งแกร่งแล้วจำเป็นต้องยกเลิกหรือไม่ สำหรับปรับลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% นั้น เชื่อว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้ามาอยู่ในฐานภาษีมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าเอสเอ็มอีและนิติบุคคลที่ไม่ใช่มหาชน หลีกเลี่ยงการแสดงทรัพย์สิน ไม่มีงบการเงิน เช่น ที่ดิน หรือเงินทุน ซึ่งจะใช้ข้อมูลทางการเงินที่กรมฯมีอยู่ตรวจสอบในแต่ละบริษัท และจากข้อมูลยังพบว่า บางรายกู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์มาลงทุน แต่ตรวจสอบไม่พบบริษัทเป็นผู้กู้ยืม แต่กลับเป็นชื่อบุคคลมากู้แทน ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ไม่เต็มที่ ส่วนการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จาก 7% เป็น 10% นั้น ยังคงจัดเก็บอัตราเดิมที่ 7% เพราะยังเก็บภาษีตัวอื่นมาทดแทนภาษีแวตที่หายไปได้ เช่น ภาษีหักณ ที่จ่าย เป็นต้น แต่ทั้งนี้ ต้องดูนโยบายรัฐว่าจะทำอย่างไร ซึ่งถ้าให้จัดเก็บเหมือนเดิมคาดว่าจะเป็นการทยอยปรับขึ้นครั้งละ 1% มากกว่า ด้านนางเบญจา หลุยเจริญ รมช.คลัง กล่าวว่า รัฐบาลยังไม่มีนโยบาย หรือความคิดที่จะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มไปจนถึง 30 ก.ย.57 เนื่องจากข่าวที่ออกมาส่งผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน เพราะผู้ประกอบการกักตุนสินค้าทำให้ราคาสินค้าที่ไม่แพงกลับมีราคาแพงขึ้น และไม่มีปัญหาการจัดเก็บรายได้ ขณะนี้รัฐบาลก็ไม่มีปัญหาเรื่องรายได้ โดยปีงบประมาณ57 คาดว่าการเก็บรายได้ 2.275 ล้านบาทบาท รายงานข่าวแจ้งว่า นายกิตติรัตน์ ได้โพสต์ข้อความในเพซบุ๊คว่า กำลังเดินทางเพื่อพบนักลงทุนใน สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ จะกลับถึงไทยในวันที่ 30 ต.ค.นี้ ขอยืนยันว่ารัฐบาลและกระทรวงการคลัง ไม่มีนโยบายที่จะขึ้นภาษีใด ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ เพราะขณะนี้รายได้ปีงบประมาณ 56 เกินเป้าหมายเกือบ 60,000 ล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพากรจัดชิงโชคใบกำกับภาษี