เดือน: ตุลาคม 2013

  • ศึกแย่งลูกค้าคลื่น 1800 ใครได้ ใครเสีย?

    ศึกแย่งลูกค้าคลื่น 1800 ใครได้ ใครเสีย?

    กลายเป็นเรื่องเป็นราวถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาล กรณีการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานมือถือ คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับคู่สัญญา ทั้ง บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และ บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือ ดีพีซี ที่ได้หมดสัญญาสัมปทานไปแล้วเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยตามกฎหมายแล้วจะต้องคืนคลื่นดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อนำมาเปิดประมูลใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการใหม่ แต่เรื่องไม่ได้จบลงง่าย ๆ แค่นั้น เพราะเมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลง คำถามคือ ลูกค้าที่ค้างอยู่ในระบบที่ได้รับรายงานในวันดังกล่าวมีอยู่กว่า 17 ล้านราย จะไปอยู่ที่ไหน โดยทางออกของ กสทช.คือ ออกประกาศมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการกรณีสิ้นสุดสัมปทาน หรือสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. 2556 (ประกาศห้ามซิมดับ) โดยให้ทรูมูฟและดีพีซีให้บริการลูกค้าต่อไปอีก 1 ปี แต่ระหว่างให้บริการจะต้องทำความเข้าใจกับลูกค้า และให้ลูกค้า ย้ายไปยังเครือข่ายใหม่ พร้อมหยุดขายซิมการ์ดและออกโปรโมชั่นใด ๆ บนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ทันที อย่างไรก็ตาม นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท ระบุว่า บอร์ด ได้อนุมัติค่าธรรมเนียมศาลมูลค่า 280 ล้านบาท เมื่อวันที่ 9 ต.ค.56 เพื่อใช้ในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกับ กสทช. เนื่องจากลูกค้าภายใต้สัมปทาน 17 ล้านราย ควรอยู่กับ กสท ขณะที่แหล่งข่าวจาก กสท ได้คิดมูลค่าความเสียหายที่จะฟ้อง กสทช.สูงถึง 2.75 แสนล้านบาท พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธาน กสทช. ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ระบุว่า กสท ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากเมื่อคลื่นหมดสัมปทาน กสท ก็ไม่มีสิทธิใช้คลื่นเช่นกัน นอกจากนี้ ที่ผ่านมา กสท ได้เข้าร่วมกระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะของร่างประกาศฯ ดังกล่าวโดยตลอด และกสท เพิ่มเติมประเด็นขึ้นมาใหม่ เพื่อจะได้ใช้เป็นข้ออ้างฟ้องคดี ขณะที่ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยยอดผู้ใช้คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ปัจจุบันที่ยังอยู่ในระบบเติมเงิน (พรีเพด) ของทรูมีประมาณ 14.5 ล้านราย ลดลงจากช่วงก่อนหน้าที่มีทั้งหมด 16 ล้านราย และมูลค่ายอดเงินหมุนเวียนในระบบเติมเงินลดลงจาก 1,000 ล้านบาท เหลือ 800 ล้านบาท โดยหากทรูสามารถโอนย้ายลูกค้าได้เร็วภายในเดือน มิ.ย. 2557 ก็จะสามารถเปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ได้ เอาเป็นว่า ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่กับผู้ให้บริการรายใด ควรให้ลูกค้าเป็นผู้ตัดสินใจเองดีกว่า โดยหากผู้ให้บริการทุกค่ายอยากให้ลูกค้าอยู่ในระบบตนเองจำนวนมาก สิ่งสำคัญ ควรมุ่งเน้นพัฒนาและปรับปรุงบริการให้ดีพร้อมเพื่อรองรับการใช้งานลูกค้าที่มีความต้องการใช้งานสูงขึ้นตามเทรนด์การใช้งาน…น่าจะดีกว่า. กัญณัฏฐ์ บุตรดี Kanyanat25@gmail.com

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ศึกแย่งลูกค้าคลื่น 1800 ใครได้ ใครเสีย?

  • ‘ซีเอสอาร์’ ในชาติเออีซี – เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย

    ‘ซีเอสอาร์’ ในชาติเออีซี – เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย

    “ซีเอสอาร์”เป็นคำที่หลายคนคุ้นเคย และได้ยินกันบ่อยครั้ง เพราะกลายเป็นกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์ทางสังคม ของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ตามหน้าสื่อทุกแขนง เชื่อว่า…คงมีไม่กี่คนที่จะรู้ว่า ซีเอสอาร์ที่แท้จริง เป็นมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์บริษัท หรือเพียงแค่การนำเงินไปบริจาคเท่านั้น แต่ซีเอสอาร์ ยังมีความสำคัญอย่างมากในการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รวมไปถึงการทำธุรกิจในเวทีโลก เพราะถ้าบริษัทใดไม่มีเรื่องของซีเอสอาร์เข้ามาเกี่ยวข้องอาจถูกปิดประตูทางการค้าทันทีก็เป็นได้ ในทางกลับกันหากบริษัทใด มีหลักปฏิบัติที่ชัดเจนถูกต้อง ประตูการค้าจะเปิดอ้ารับทันที.. เช่นกัน “ทุกวันนี้หลายคนยังเข้าใจความหมายของซีเอสอาร์ ผิด คิดเพียงว่า แค่นำเงิน หรือบริจาคสิ่งของอย่างเดียว ก็ถือเป็นซีเอสอาร์แล้ว ซึ่งการกระทำนี้ เป็นแค่หลังกระบวนการเท่านั้น เลยทำให้มองเป็นภาระค่าใช้จ่าย แต่ซีเอสอาร์ ที่แท้จริงแล้ว ต้องมีการดูแลสังคม สิ่งแวดล้อม พนักงาน ลูกค้า ให้เกิดตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ และผู้นำก็ควรสร้างดีเอ็นเอให้พนักงานทุกคน มีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ถูกต้อง ก็จะช่วยลดต้นทุน และทำให้ธุรกิจโตได้อย่างยั่งยืน”…รศ.ทองทิพภา วิริยะพันธุ์ ประธานซีเอสอาร์ พอเพียง และผู้อำนวยการ หลักสูตร ซีอีโอ เอ็มบีเอ สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้กล่าวไว้ในรายการ “เศรษฐกิจติดจอ” ทางช่องเดลินิวส์ ทีวี เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา “รศ.ทองทิพภา” อธิบายให้ฟังว่า ปัจจุบันจะมีเพียงธุรกิจใหญ่ ๆ เท่านั้นที่ทำซีเอสอาร์อย่างจริงจัง ขณะที่รายเล็กรายย่อย ยังไม่เข้าใจซีเอสอาร์อย่างแท้จริง คิดเพียงแค่การบริจาคสิ่งของ หรือเงิน และยังเป็นหน้าที่ของบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วไม่ใช่ การทำลักษณะนั้น เป็นแค่หลังกระบวนการดำเนินธุรกิจ หรือถ้าธุรกิจขนาดใหญ่ รายใด บริจาคเงินแต่ไม่พัฒนาองค์กรของตัวเอง ไม่ดูแลพนักงานให้ดี ถือได้ว่าเป็นการทำซีเอสอาร์เทียม เท่านั้น สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี การทำซีเอสอาร์ถือว่าไม่ยากเลย แม้เป็นเพียงร้านขายก๋วยเตี๋ยวก็สามารถทำได้เช่นกัน เพียงแค่นำผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพมาให้บริการลูกค้า ดูแลลูกจ้างในร้านให้ดี มีสวัสดิการที่เหมาะสม แยกทิ้งของเสีย ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม เพียงแค่นี้ถือว่าทำซีเอสอาร์แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่หลายคนอาจไม่รู้ และการทำซีเอสอาร์นี้ยังทำให้ธุรกิจแข็งแกร่ง เพราะเมื่อคุณภาพสินค้าดี ลูกค้าจะชื่นชอบ และถ้าดูแลลูกจ้างดี ลูกจ้างจะมีความสุขและมีแรงทำงานอย่างมีความสุขเช่นกัน ในแง่ของ “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” มีหน้าที่วิเคราะห์เจาะลึกข้อมูล การทำซีเอสอาร์ของแต่ละบริษัท โดยแบ่งเป็นลำดับขั้นที่ชัดเจนว่า บริษัทดำเนินการซีเอสอาร์ถูกต้องหรือไม่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กร และสังคม สิ่งแวดล้อมบทบาทของซีเอสอาร์ ในเวทีการค้าโลก หรือแม้กระทั่งการเปิดเออีซี ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะต่อไปหากเปิดเออีซีแล้ว จะยกเลิกภาษีเป็น 0 % เกือบทั้งหมด ไม่มีมาตรการกีดกันทางการค้า เพราะฉะนั้นมาตรการการกีดกันต่อไปไม่ใช่กฎหมายแล้ว จะนำเรื่องซีเอสอาร์ เข้ามากีดกันทางการค้าแทน เช่น กีดกันบริษัท ที่กดขี่แรงงาน หรือไม่ประหยัดทรัพยากร ไม่ได้ ที่สำคัญเวลานี้สหรัฐอเมริกา ได้นำมาตรฐานไอเอสโอ 2006 ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านซีเอสอาร์มาใช้แล้ว โดยบางบริษัท จะตรวจสอบก่อนเลยว่า บริษัทคู่ค้ามีการทำซีเอสอาร์หรือไม่ ถ้าไม่มีจะไม่ดำเนินธุรกิจด้วย หรือในประเทศแถบยุโรป จะดำเนินธุรกิจ กับบริษัทข้ามชาติที่ทำซีเอสอาร์เท่านั้น เช่น กรณีของห้างหรู “แฮร์รอดส์” ได้เลือกซื้อสินค้ากระดาษสาของไทยจากเอสเอ็มอีรายหนึ่ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพราะมีบ่อบำบัดน้ำเสียที่ถือว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งที่เป็นร้านเล็ก ๆ เท่านั้น หรือกรณีของการนำเอสเอ็มอีไปเจรจาจับคู่ทางธุรกิจหรือบิสสิเนส แมชชิ่ง ที่พม่า โดยก่อนวันเจรจาธุรกิจ ได้นำเอสเอ็มอีไปทำความรู้จักพูดคุยแลกเปลี่ยนกับชาวพม่าก่อน เพราะเป็นเอสเอ็มอีที่มีงบประมาณไม่มากนัก จึงอาศัยความรู้ที่มีช่วยฝึกสอนนวดหน้า นวดตัว ทำแชมพู ให้กับชาวพม่า เพื่อเป็นการผูกมิตร ขณะที่ชาวพม่าเอง ได้สอนวิธีการทำแป้งทานาคาให้ ปรากฏว่าในวันเจรจาธุรกิจวันรุ่งขึ้นกลับกลายมาจับคู่กัน เลยสามารถปิดการขายระหว่างกันได้จำนวนมากและในปัจจุบันยังทำธุรกิจร่วมกันเป็นอย่างดี จนสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งให้งบประมาณโครงการ ระบุในการจับคู่ทางธุรกิจของเอสเอ็มอี ให้นำซีเอสอาร์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไปใช้เป็นโมเดลในการเจรจาทุกครั้งด้วย เพราะเอกลักษณ์ของคนไทยที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ทำให้การดำเนินธุรกิจสะดวก รศ.ทองทิพภา บอกด้วยว่า เวลานี้ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ตื่นตัวในเรื่องของซีเอสอาร์กันมาก ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กำลังจัดทำร่างยุทธศาสตร์การส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม หรือซีเอสอาร์ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คาดว่า จะประกาศใช้ได้ปีหน้า มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างวัฒนธรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม การส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจให้ยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมระหว่างประเทศ ซึ่งถ้าไทยไม่ทำ ก็จะตกขบวนการเพิ่มการแข่งขันทางการค้าได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การทำ “ซีเอสอาร์” ไม่ใช่เรื่องยาก เป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวแทบทั้งนั้น หากนำมาปฏิบัติให้ถูกต้อง เชื่อว่าจะสามารถเป็นแรงดันให้การดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนต่อไป. จิตวดี เพ็งมาก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘ซีเอสอาร์’ ในชาติเออีซี – เออีซี กับ ม.หอการค้าไทย

  • อินโดฯ เทรด เอ็กซ์โป – ลูกเล่น/ลีลา

    อินโดฯ เทรด เอ็กซ์โป – ลูกเล่น/ลีลา

    ขณะที่สายการบินต้นทุนต่ำยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซียกำลังมาลงทุนในไทย ในส่วนของรัฐบาลเองโดยกระทรวงการค้าก็จัดงานเทรด เอ็กซ์โป อินโดนีเซียครั้งที่ 28 เพื่อนำเสนอสินค้าส่งออกให้ประเทศคู่ค้าได้มีโอกาสมาเลือกสรรและเจรจาธุรกิจ ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ประเทศคู่ค้าที่มีการติดต่อค้าขายส่งออกกับอินโดนีเซียมากที่สุด ใครจะคิดว่าเป็นไนจีเรีย ก่อนจะตามมาด้วยเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย อินเดีย สหรัฐอเมริกา บังกลาเทศ แอฟริกาใต้ ฯลฯ สินค้าที่อยู่อันดับหนึ่งในตลาดโลกของอินโดนีเซียก็คือ เครื่องเรือนที่ทำจากไม้ไผ่และหวาย โดยมีส่วนแบ่งในตลาดโลกถึงร้อยละ 54.26 ขณะที่มาร์การีนซึ่งอยู่อันดับหนึ่งในตลาดโลกแม้จะแชร์ส่วนแบ่งได้เพียงร้อยละ 13.09 แต่มูลค่าการส่งออกมากกว่า แต่ยางพาราที่ติดอันดับผู้ส่งออกอันดับ 2 ของโลกกลับเป็นสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศมากที่สุด ทั้งที่แชร์ส่วนแบ่งการตลาดเพียงร้อยละ 30.47 สำหรับในปี ค.ศ. 2013 นี้รัฐบาลอินโดนีเซียยังคงนำเสนอสินค้าแถวหน้าไม่ว่าจะเป็นปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ น้ำมันปาล์มดิบ เมล็ดกาแฟและโกโก้ อาหารทะเลแช่แข็ง ยางพารา และเครื่องเทศ ขณะที่สินค้าประเภทอุตสาหกรรมทั้งชิ้นส่วนรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาหารสำเร็จรูป เฟอร์นิเจอร์ รองเท้า จิวเวลรี่ เคมีภัณฑ์ และเสื้อผ้านั้น เป็นสินค้าที่รัฐบาลอินโดนีเซียพยายามที่จะผลักดันให้ขึ้นมาให้เทียบเท่าสินค้าด้านเกษตร แต่ใช่ว่าสินค้าเกษตรจะถูกทอดทิ้งเพราะรายได้ที่ด้อยกว่า รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังพยายามนำเทคโนโลยีด้านการเกษตรที่ล้ำสมัยมาช่วยเพิ่มคุณภาพของสินค้า เพื่อให้ก้าวขึ้นไปสู่ระดับมาตรฐานสากลมากขึ้น เพราะความที่ตั้งอยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร ทั้งยังมีดินที่เกิดจากภูเขาไฟ ร่ำรวยไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และยังมีน้ำจากฝนให้ใช้อย่างเหลือเฟือตลอดทั้งปี หากเสริมด้วยระบบฟาร์มและการควบคุมที่สมบูรณ์เต็มรูปแบบ ก็จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรที่มีอยู่ได้ไม่ยาก เช่นเดียวกับความพยายามที่จะพัฒนาสินค้าทางด้านอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น พร้อมดึงดูดผู้ซื้อด้วยโปรโมชั่นลงทะเบียนเข้าร่วมงานเทรด เอ็กซ์โปแบบฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แถมด้วยห้องพัก 2 คืน รถรับส่งฟรีทั้งจากสนามบินและเข้าสู่สถานที่จัดงาน แม้ว่าจาการ์ตาจะมีปัญหารถติดอยู่บ้าง แต่ความพยายามอย่างเป็นระบบนี้ก็ทำให้อินโดนีเซียตีตื้นขึ้นมาเป็นผู้นำได้ไม่ยาก.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : อินโดฯ เทรด เอ็กซ์โป – ลูกเล่น/ลีลา