วันนี้(25ต.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า กสทช.เตรียมความพร้อมบริเวณสำนักงาน กสทช. อาคารหอประชุมชั้น 2 เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการเข้ายื่นเอกสารเพื่อขอรับการประมูลทีวีดิจิทัล ในวันที่ 28-29 ต.ค. 56 ตั้งแต่ช่วงเวลา 9.00 – 16.00 น. โดยคาดว่าจะมีผู้ประกอบการเข้ายื่นตามที่ได้มีการซื้อซองแน่นอน โดยได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย เนื่องจากยื่นเอกสารแล้วยังมีเงินหลักประกัน 10 % ของราคาขั้นต่ำการประมูลแต่ละหมวดหมู่ โดยช่องเอชดี เงินประกัน 151 ล้านบาท ช่องเอสดี เงินประกัน 38 ล้านบาท ช่องข่าวสาร/สาระ เงินประกัน 22 ล้านบาท และช่องเด็ก/เยาวชน/ครอบครัว เงินประกัน 14 ล้านบาท ในขณะเดียวกันหลังจากที่ผู้ประกอบการยื่นเอกสารเรียบร้อยจะเข้าสู่ช่วง ไซเรนท์ พีเรียด คือห้ามไม่ให้ผู้ยื่นซองทุกรายเปิดเผยหรือให้ข้อมูลที่มีนัยยะสำคัญที่จะมีผลเกี่ยวข้อง อาทิ ราคาเข้าประมูล การสมยอมราคา เงินลงทุนต่างๆ ที่คาดจะนำไปสู่การฮั้วประมูล ไปจนกว่าจะมีการประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูลอย่างเป็นทางการ ส่วนบริษัทที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์สามารถให้ข้อมูลอื่นๆได้ตามปกติ ยกเว้นเรื่องทีวีดิจิทัล “กสทช.เปิดชี้แจ้งข้อมูล เอกสาร แบบฟอร์มต่างๆทุกกระบวนการ ขั้นตอน ครบถ้วน จึงเชื่อว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด เนื่องจากให้ความพร้อมทุกอย่างและในขณะนี้ก็เข้าสู่อารมณ์การประมูล ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้ามายื่นขอรับประมูลตามที่ได้มาซื้อซองเอกสารแน่นอน ”นายฐากร กล่าว อย่างไรก็ตามกสทช.จะใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบเอกสารที่ผู้ประกอบการยื่นไม่เกิน 45 วัน หรืออาจจะตรวจสอบแล้วเสร็จประมาณเดือนธ.ค.56
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสทช.พาสื่อชมสถานที่ยื่นซองประมูลทีวีดิจิทัล
เดือน: ตุลาคม 2013
-

กสทช.พาสื่อชมสถานที่ยื่นซองประมูลทีวีดิจิทัล
-

แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยเหลือ 3.7% จาก 4.2%
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า ธปท.มีมติปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 56 ปรับลดลงจากเดิม 4.2% เหลือเพียง 3.7% และปี 57 ปรับลดลงจากเดิม 5% เหลือเพียง 4.8% ขณะที่ การส่งออกในปี 56 ปรับลดลงจากเดิม 4% เหลือเพียง 1% และปี 57 จากเดิม 8% เหลือเพียง 7% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนพักฐานนานกว่าที่คาดและประชาชนยังค่อนข้างระมัดระวังการใช้จ่าย, แรงกระตุ้นจากการลงทุนภาครัฐมีแนวโน้มล่าช้า รวมทั้ง การส่งออกที่ฟื้นตัวช้า เพราะบางสินค้ามีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง และไม่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคู่ค้าอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ที่ประชุมประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 57 จะมีโอกาสขยายตัวดีกว่าปีนี้ เนื่องจากภาคการส่งออกจะมีบทบาทการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น และช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงการบริโภคสินค้าคงทนน่าจะขยายตัวได้สูงกว่า แต่การลงทุนของภาครัฐที่มีแนวโน้มล่าช้าส่งผลให้การประเมินจีดีพีในปีหน้าต่ำกว่าคาดการณ์เดิมเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ธปท.มองว่ายังมีความล่าช้าเรื่องการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐที่จะเริ่มขึ้นในปีหน้า อาจทำให้จีดีพีขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้, การฟื้นตัวของประเทศในกลุ่มจี 3 ที่ยังไม่แน่นอน แม้มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังต่ำกว่าคาดไว้ รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐอาจล่าช้าจากเดิมที่คาดว่าจะเริ่มได้ตั้งแต่ไตรมาสแรก ปี 57 และสามารถใช้จ่ายได้เพียง 50% ของวงเงินที่รัฐตั้งไว้ รวมถึงปัญหาเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐที่ยังแก้ไขได้ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด สร้างความไม่แน่นอนต่อตลาดเงินโลก เช่นเดียวกับนโยบายการเงินของสหรัฐที่จะทยอยลดการผ่อนคลายลงก็ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มเมื่อใด จึงเป็นปัจจัยที่กระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศผันผวนและสร้างความผันผวนต่ออัตราแลกเปลี่ยนด้วย //////////////////////////////////// ธปท.ทุบจีดีพีไทยปี 56 เหลือเพียง 3.7% และปี 57 เหลือเพียง 4.8% ขณะที่ การส่งออกในปี 56 เหลือเพียง 1% และปี 57 เหลือเพียง 7% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : แบงก์ชาติปรับจีดีพีไทยเหลือ 3.7% จาก 4.2% -

“โต้ง”เปิดศึกฉะ “กรณ์”ผ่านเฟซบุ๊คยันไม่มีแผนขึ้นแวต
รายงานข่าวแจ้งว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ค ตอบโต้นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลังและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องของการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม(แวต) ว่า ไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นแวต ตามที่อดีตรัฐมนตรีคลังตัวสูงๆ โกหกไว้ บางทีเขาอาจจะว่างมากและไม่มีเพื่อน (ที่จะไปเล่นกอล์ฟด้วย) ทั้งนี้เมื่อวันที่ 24 ต.ค.นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.การคลังและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า การขึ้นแวต 7% เป็น 10% นั้นเป็นการรีดภาษีจากคนจนมาช่วยคนรวย เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ลดภาษีภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ทำให้รายได้หายไปประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งขึ้นแวต 1%รายได้เพิ่มขึ้น 60,000 ล้านบาทถ้าขึ้นแวตเป็น10% ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเท่าๆ กับที่รัฐบาลลดภาษีให้นายทุนและคนรวย แต่เป็นการเก็บชดเชยจากประชาชนทุกคน ซึ่งทำให้รายได้รัฐไม่แตกต่างจากเดิม แต่ความเหลื่อมลํ้าเพิ่มขึ้นมาก ส่วนวิธีที่ดีที่สุดที่จะหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีก็คือการลดภาระค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลือง ยกเลิกการจำนำข้าวและชดเชยโดยตรงให้ชาวนา เราก็จะประหยัดเงินภาษีไปได้ปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ถ้าทำอย่างนี้ก็จะไม่ต้องเพิ่มภาระให้ประชาชนแม้แต่บาทเดียว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “โต้ง”เปิดศึกฉะ “กรณ์”ผ่านเฟซบุ๊คยันไม่มีแผนขึ้นแวต