เอไอเอส คาดสิ้นปี รายได้บริการนอนวอยซ์จะโต 25% ล่าสุดจับมือ “เจมส์ จิ” ปั้นแอพฯ “AIS James’ Life” จัดเต็มคอนเทนต์โดนใจ ให้สาวกได้ฟินเวอร์กับเจมส์ จิ ทั้งวันทั้งคืน! ทั้งสติ๊กเกอร์เวอร์ชั่นใหม่ มาเต็ม ในสไตล์ภาพจริง ระบุ ทุกขั้นตอนเจ้าตัวมีส่วนร่วมในการผลิต
วันนี้ (21 ต.ค.) ที่เซ็นทรัลเวิลด์ นายฐิติพงศ์ เขียวไพศาล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส สายงานการตลาดและการขาย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า นอกเหนือจากการพัฒนาเครือข่าย 3จี คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ แล้ว สิ่งที่เอไอเอสมุ่งมั่นทำงานอย่างต่อเนื่องควบคู่กัน คือ การพัฒนาบริการเพื่อตอบไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มได้อย่างรอบด้านและตรงใจยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโซเชียลฯ ที่แอพพลิเคชั่นกลายเป็นสิ่งสามัญที่ทุกคนใช้งานกันอย่างคุ้นเคย รวมถึงดิจิตอลคอนเทนต์ที่มีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแอพฯ มีการเติบโตถึง 100% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
ล่าสุด เอไอเอส ได้ยกระดับการทำงานร่วมกับ “เจมส์ – จิรายุ ตั้งศรีสุข” ก้าวสู่การเป็นพาร์ทเนอร์ ร่วมมือกัน สร้างสรรค์แอพพลิเคชั่นใหม่ “AIS James’ Life” เพื่อชาวโซเชียลและขาแชท ได้สนุกกับสติ๊กเกอร์, โฟโต้เฟม และวีดิโอคลิปสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเจมส์ จิ ถือเป็นมิติใหม่ของวงการโทรคมนาคม โดย เจมส์ จิ ได้เข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาในทุกขั้นตอน ทั้งออกไอเดีย ผลิตชิ้นงาน คัดสรรคอนเทนต์ เป็นต้น ทั้งนี้ แอพฯ AIS James’ Life รองรับทั้งระบบปฎิบัติการ ไอโอเอส และ แอนดรอยด์
ด้านนายปรัธนา ลีลพนัง ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานผลิตภัณฑ์และบริการดิจิทัล เอไอเอส กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือ มีอัตราที่เติบโตอย่างเนื่อง โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ จะมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือถือบนเครือข่ายของเอไอเอสเพิ่มเป็น 14 ล้านราย ยอดผู้ใช้บริการโซเชียลเน็ตเวิร์คมีจำนวน 9-10 ล้านราย และผู้ใช้ 3จี คลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ น่าจะอยู่ที่ 12 ล้านราย
“รายได้จากบริการเสริมด้านข้อมูลในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตจากปีก่อนราว 25% ซึ่งในไตรมาสที่ผ่านมา รายได้ในส่วนของนอนวอยซ์มีสัดส่วน 30% เทียบจากรายได้ของเอไอเอส โดยรายได้ในนอนวอยซ์นั้นมากกว่า 50% มาจากการใช้งานดาต้าเพียงอย่างเดียว ส่วนที่เหลือเป็นการส่งเอสเอ็มเอส บริการคอนเทนต์ประเภทต่างๆ และการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น” นายปรัธนา กล่าว
สำหรับรายละเอียดของรายได้นอนวอยซ์นอกเหนือจากบริการดาต้า จะเป็นบริการ เอสเอ็มเอส ราว 15-20% คอนเทนต์และแอพพลิเคชั่น 10% ส่วนวีดีโอคอนเทนต์ไม่ถึง 5% แต่ในอนาคตตามแนวโน้มของการใช้งานดาต้าอย่างเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นที่ปัจจุบันทำรายได้เกินกว่า 50% ซึ่งในส่วนของเอไอเอส คาดว่าจะมีแนวทางเดียวกัน แต่ก็ต้องรอดูการผลิตคอนเทนต์ประเภทอื่นๆด้วย เพราะผู้พัฒนาและพันธมิตรขณะนี้ ยังจำกัดวงที่วีดีโอคอนเทนต์ด้านภาพยนตร์และเพลงเท่านั้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : "เอไอเอส" มองสิ้นปีรายได้จาก"นอนวอยซ์"โตขึ้น 25%
เดือน: ตุลาคม 2013
-

"เอไอเอส" มองสิ้นปีรายได้จาก"นอนวอยซ์"โตขึ้น 25%
-

"นที"เผย "บอร์ดกสท."เตรียมอนุมัติเรื่อง"เซต ทอป บ็อกซ์"สัปดาห์หน้า
กสท.ชงเรื่องให้สำนักงาน กสทช. ส่งรายชื่อบริษัทผลิต และนำเข้า กล่องเซต ทอป บ็อกซ์ เข้าบอร์ดเตรียมอนุมัติสัปดาห์หน้า อนุญาตกรมประชาสัมพันธ์ และช่อง 9 ทดลองทีวีดิจิทัลคู่ขนานไปอีก 6 เดือน
วันนี้(21ต.ค.)ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(สำนักงานกสทช.) พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)เปิดเผยว่า ที่ประชุมกสท.อนุมัติให้มีการอนุญาตให้ผลิตหรือนำเข้าเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล หรือกล่องเซต ทอป บ็อกซ์ โดยให้ สำนักงานกสทช.นำรายชื่อบริษัทที่มีสิทธิ์จำหน่ายและนำเข้ากล่องเซต ทอป บ็อกซ์ ที่ในขณะนี้มี 6-8 บริษัท จำนวน 10 รุ่น เสนอต่อที่ประชุมกสท.ในสัปดาห์หน้า
นอกจากนี้ยังมีมติขยายระยะเวลาการทดลองการออกอากาศคู่ขนานทีวีดิจิทัลออกไปอีก 6 เดือน ได้แก่ กรมประชาสัมพันธ์ ทดลอง 3 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น ส่วนบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) หรือ ช่อง 9 ทดลอง 7 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ ขอนแก่น ลำปาง นครราชสีมา สุโขทัย สุราษฏร์ธานีและภูเก็ต เนื่องจากพบว่าทั้ง 2 หน่วยงาน ติดปัญหาการจัดหาอุปกรณ์และเทคนิคการส่งสัญญาณภาพ และอนุมัติทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงเพิ่มเติม 44 ใบ แบ่งเป็นบริการธุรกิจ 37 ใบ บริการสาธารณะ 1 ใบ และบริการชุมชน 6 ใบ รวมออกใบอนุญาตไปแล้วจำนวน 2,968 ใบ
“สำหรับการอนุมติให้สำนักงานกสทช.นำเรื่องการผลิตและนำเข้ากล่องเซต ทอป บ็อกซ์นั้น มองว่ามีเท่าไรก็เสนอ ไม่ควรต้องรอให้มีจำนวนมาก เพราะกล่องเซต ทอป บ็อกซ์บางรุ่นยังติดเรื่องการตรวจสอบจากห้องแล็บ และการขออนุญาตจาก มอก. จึงขอให้ส่งบอร์ดพิจารณาก่อน ” พ.อ.ดร.นที กล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : "นที"เผย "บอร์ดกสท."เตรียมอนุมัติเรื่อง"เซต ทอป บ็อกซ์"สัปดาห์หน้า -

"สพธอ."ดันคนไทยผ่านหลักสูตรรับมือภัยไซเบอร์ระดับโลก
สพธอ. จับมือ แซนส์ ดันคนไทยสู่หลักสูตรสกัดภัยไซเบอร์ระดับโลก ผสานความร่วมมือ 5 ข้อ หวังยกระดับความสามารถคนไทยให้เป็นผู้นำไซเบอร์ระดับภูมิภาค
วันนี้ (21 ต.ค.) ที่โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน) หรือ สพธอ. กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือ ไทยเซิร์ท (ThaiCERT) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู กับสถาบัน แซนส์ (SANS Institute) ซึ่งเป็นสถาบันอบรม ออกใบรับรอง และวิจัยระดับนานาชาติ ด้านความมั่นคงปลอดภัยคอมพิวเตอร์ระดับสูง โดยมีนายเมสัน บราวน์ ประธานและผู้บริหารสูงสุด เป็นผู้ลงนาม เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ของชาติ
ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวได้มุ่งเน้นใน 5 เรื่อง คือ 1. ค้นหาผู้ที่มีความสามารถพื้นฐานและมีศักยภาพในการอบรมหลักสูตร 2.อบรมด้วยเนื้อหาที่ทันสมัย และผ่านการรับรองว่าเชื่อถือได้ 3.คัดเลือกผู้ฝึกอบรมที่มีความสามารถและทักษะการสอนดีเลิศ 4.รับรองผู้เข้าอบรมว่าเข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริง โดยประเมินจากการลงมือปฏิบัติจริง และ 5.ตั้งกลุ่มผู้มีความสามารถที่จัดโปรแกรมอบรมได้ด้วยตนเองและพัฒนาให้มีความสามารถต่อไปได้ โดยสถาบันแซนส์มีหลักสูตรอบรมกว่า 50 หลักสูตรและมีใบรับรองด้านความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ระดับสูงกว่า 25 ประเภท
"การรับมือภัยคุกคามอย่างมีประสิทธิภาพ เราจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนบุคคลากรและยกระดับความสามารถของบุคคลากรให้ทัดเทียมสากล เพราะปัจจุบันมีภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร์จำนวนมาก นอกจากนี้ จากสถิติ เดือนมิ.ย.56 ที่ผ่านมา มีผู้ได้รับรองจากแซนส์ เป็นของสิงคโปร์ 375 คน มาเลเซีย 206 คน ขณะที่มีคนไทยได้รับเพียง 38 คน ซึ่งการร่วมมืออย่างจริงจังครั้งนี้จะกระตุ้นให้มีการเพิ่มของบุคลากรด้านนี้มากขึ้น" นางสุรางคณา กล่าว.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : "สพธอ."ดันคนไทยผ่านหลักสูตรรับมือภัยไซเบอร์ระดับโลก