เดือน: ตุลาคม 2013

  • หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 21 ตุลาคม 2556 ปิดลบ 12.83 จุด

    หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 21 ตุลาคม 2556 ปิดลบ 12.83 จุด

    ดัชนีหุ้นไทยภาคเช้าอ่อนตัวในแดนลบ หลังนักลงทุนห่วงการเมืองในประเทศร้อน
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ (21 ต.ค.) ดัชนีแกว่งตัวผันผวนในแดนลบ และปรับลดลงไปกว่า 10 จุด ตามแรงขายทำกำไร เนื่องจากดัชนีปรับตัวขึ้นไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งสวนทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่ส่วนใหญ่เป็นบวก หลังนักลงทุนกังวลปัจจัยการเมืองในประเทศ ประเด็นการแก้ไขมาตราสำคัญในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ที่อาจสร้างความร้อนแรงให้เกิดความขัดแย้งในประเทศปะทุขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้หุ้นไทยปิดตลาดภาคเช้าที่ 1,471.89 จุด ลดลง 12.83 จุด หรือ 0.86% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 17,114.21 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยภาคเช้าวันที่ 21 ตุลาคม 2556 ปิดลบ 12.83 จุด

  • ราคาทองคำ 21 ต.ค. 56 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 100 บาท

    ราคาทองคำ 21 ต.ค. 56 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 100 บาท

    ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,850 บาท รับซื้อ 19,071.28 บาท
    วันที่ 21 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:27 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 100 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,850 บาท รับซื้อ 19,071.28 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,450 บาท รับซื้อ 19,350 บาท
    ราคาทองคำและครั้งที่ปรับ ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1  ขึ้น 100 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,850 บาท รับซื้อ 19,071.28 บาท ทองแท่งขาย 19,450 บาท รับซื้อ 19,350 บาท เวลา 09:27 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 21 ต.ค. 56 ปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 100 บาท

  • ฝันขายข้าวให้จีนปีละล้านตัน รัฐเร่งโละสต๊อกแก้ขาดทุน…

    ฝันขายข้าวให้จีนปีละล้านตัน รัฐเร่งโละสต๊อกแก้ขาดทุน…


    ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลของ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องประสบปัญหาการระบายข้าวจากโครงการรับจำนำมาตลอด เนื่องจากข้าวไทยมีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จนสุดท้ายถูกอินเดียและเวียดนาม ตีตลาดกระเจิงแบบไม่เป็นท่า แต่หลังจากการเดินทางมาเยือนไทยของ ’นายหลี่ เค่อเฉียง“ นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 11-13 ต.ค. 56 ที่ผ่านมา ได้สร้างความหวังในการระบายข้าวให้กับรัฐบาลไทยอีกครั้ง…เพราะผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายต่างเห็นชอบร่วมกันที่จะซื้อจะขายข้าวไทยให้ได้ปีละ 1 ล้านตัน ในรูปแบบของรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือที่เรียกกันว่า ’จีทูจี“ ต้องยอมรับว่าในระยะหลัง ๆ นี้ รัฐบาลกำลังวุ่นวายกับการระบายข้าวในสต๊อกที่มีอยู่ไม่น้อยกว่า 14-15 ล้านตัน จนทำให้นายกฯ หญิงของไทย รวมถึงบรรดารัฐมนตรี ต้องทำหน้าที่ขายข้าวที่รับซื้อมาในราคาแพงเพื่อแลกกับคะแนนเสียง  เพราะการเปิดประมูลขายข้าวให้กับเอกชน ดูจะไม่ได้รับผลสำเร็จเท่าที่ควร! เพราะหลายครั้งหลายครา เอกชนแทบไม่ให้ความสนใจ

    ดังนั้น! แนวทางที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น…ต้องขายแบบจีทูจี  ที่ทำได้ในหลายรูปแบบ ทั้งขายแบบตรง ๆ เพื่อรับเงินสด หรือขายด้วยการแลกเปลี่ยนสินค้าแทนเงินสด ที่เรียกกันว่าบาร์เตอร์เทรด ที่เห็นกันแล้วว่าจะสามารถล้างสต๊อกอันมโหฬารได้ เพราะหากไม่ใช้วิธีนี้ แต่ปล่อยให้การขายเป็นไปตามปกติ  ก็เชื่อได้แน่ว่า “ข้าวในโกดังของรัฐบาล” คงยากที่จะขายออก สุดท้ายข้าวไทยที่รับจำนำมาในราคาแพงจะเสื่อมคุณภาพลงเรื่อย ๆ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนจากการเสียแชมป์ในการเป็นผู้ส่งออกข้าวของไทยให้กับเพื่อนบ้านอย่างอินเดียและเวียดนาม เมื่อปี 55 ที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มที่จะเสียแชมป์เป็นปีที่ 2 ในปี 56 นี้ด้วยเช่นกัน จนทำให้บรรดานักวิชาการรวมถึงอดีตขุนคลังหลายคน ต้องออกมาตักเตือน… ให้เร่งแก้ปัญหาข้าวในสต๊อกหรือยกเลิกโครงการรับจำนำเพราะมีการประเมินทางบัญชีแล้วแค่ 2 ปีรัฐบาลขาดทุนไปแล้วกว่า 4 แสนล้านบาท หากรัฐบาลไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบช่วยเหลือชาวนาโดยเร็ว จะทำให้ประเทศชาติยิ่งได้รับความเสียหายมากขึ้นจนอาจถึงขั้นล้ม ก่อนโครงการรับจำนำข้าวจะล้มแน่นอน อย่างไรก็ตาม การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ รวมไปถึงการทำบาร์เตอร์เทรด ที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการระบายข้าวในเวลานี้  คงหนีไม่พ้นตลาดจีน ตะวันออก และแอฟริกา โดยเฉพาะ “จีน” ที่เป็นเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญของไทย แต่กระแสการขายข้าวจีนไม่ได้มาครึกโครมหรือเกิดขึ้นในช่วงนี้เท่านั้น  เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวที่ไทยได้พยายามออกมาบอกกับสาธารณชนว่าได้ทำสัญญาหรือได้ขายข้าวจีทูจีหลายรอบ สุดท้ายไม่เป็นความจริงจนหน้าแตกไปหลายครั้ง ตัวอย่างในอดีตที่เห็นได้ชัด คือในสมัยที่ “บุญทรง เตริยาภิรมย์” เป็นรมว.พาณิชย์ ที่โหมกระแสการทำเอ็มโอยูซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับประเทศต่าง ๆ มากถึง 7.3 ล้านตัน เมื่อช่วงกลางปี 55  ที่ผ่านมา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการทำเอ็มโอยูกับจีนมากถึง 3-5 ล้านตัน   แต่สุดท้ายจีนได้ออกมายืนยันว่าไม่มีการทำสัญญาซื้อขายข้าวจากไทยแต่อย่างใด ประกอบกับข้อ มูลส่งออกข้าวไปจีนจริง ๆ ในแต่ละปีพบว่าไม่มากอย่างที่รัฐบาลแอบอ้าง โดยปี 52 มีปริมาณเพียง 328,238 ตัน,  ปี 53 ปริมาณ 264,207 ตัน, ปี 54  ปริมาณ 267,841 ตัน, ปี 55 ปริมาณ 143,082 ตัน ขณะที่ในช่วง 8 เดือนของปี 56  (ม.ค.-ส.ค.) มีการส่งออก 110,742 ตัน ซึ่งหากเทียบสถิติในช่วงของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะพบว่า การส่งออกกลับน้อยลง ที่สำคัญ…ยังได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของหลักล้านตันด้วยซ้ำไป

    สุดท้ายพิษโครงการจำนำและการระบายข้าวไม่ออกทำให้ “บุญทรง” ต้องหลุดจากเก้าอี้ไปโดยปริยาย และส่ง “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” มารับไม้ต่อในการหาแนวทางระบายข้าวในสต๊อกโดยเร็ว เมื่อรัฐบาลเริ่มโหมโรงระบายข้าวรอบใหม่ให้กับจีน…จึงทำให้สังคมต่างจับจ้อง โดยเฉพาะในกรณีที่ก่อนหน้านี้ “นิวัฒน์ธำรง” ได้ระบุว่ารัฐวิสาหกิจจีนของมณฑลเฮย์หลงเจียงสนใจซื้อข้าวไทย 1.2 ล้านตันและจะทำสัญญากันภายในเดือน ต.ค.นี้ รวมไปถึงกรณีที่รัฐวิสาหกิจจีนเซ็นสัญญาซื้อขายข้าวกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย 1 ล้านตันภายใน 5 ปี หรือประมาณปีละ 2 แสนตัน รวมถึงกรณีล่าสุดที่เกิดขึ้นหลังจากนายกฯ จีนมาเยือนไทย ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศว่านายกฯ จีนได้สนใจซื้อข้าวไทยเพิ่มเติมอีกปีละ 1 ล้านตัน โดยเป้าหมายจะเซ็นสัญญาให้ได้ภายในเดือน ธ.ค.นี้  รวมไปถึงการบาร์เตอร์เทรด ที่จะนำข้าวในสต๊อกมาแลกรถไฟความเร็วสูง สถานการณ์ที่น่าเป็นรูปธรรมและชัดเจนมากที่สุดคือ การที่รัฐวิสาหกิจจีนเซ็นสัญญากับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย 1 ล้านตันภายใน 5 ปี หรือประมาณปีละ 2 แสนตัน ซึ่งตรงนี้เป็นของจริง เพราะเซ็นสัญญาเรียบร้อยโรงเรียนจีนแล้วเมื่อไม่นานนี้ ส่วนกรณีอื่น ๆ ต้องรอรัฐบาลไทยตามตื้อจีนให้ทำสัญญาเพื่อให้เกิดการซื้อขาย และจากนี้ไปคงจะได้เห็นบรรดารัฐมนตรีไทยบินไปจีนกันเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะ “นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ รัฐบาลมั่นใจว่าการซื้อข้าวไทยในรูปแบบจีทูจีปีละ 1 ล้านตัน ตามที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือกันไว้ โดยจะเจรจาขายข้าวให้จีนทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวขาว  ในราคาตลาดโลกและอย่างช้าเซ็นสัญญาได้ในปีนี้  ส่วนการขายข้าวให้กับรัฐวิสาหกิจจีนของมณฑลเฮย์หลงเจียงปริมาณ 1.2 ล้านตัน จะเซ็นสัญญาได้ภายในเดือน ต.ค.นี้  แต่ในมุมมองของบรรดาภาคเอกชนที่คร่ำหวอดอยู่กับการซื้อขายข้าวมาตลอดชีวิต กลับมองผลลัพธ์ในเรื่องนี้แบบ “ตรงกันข้าม” โดยต่างมองว่ารัฐบาลต้องการประกาศว่าข้าวไทยมีตลาดรองรับชัดเจน และที่สำคัญช่วยผลักดันราคาข้าวให้สูงขึ้นด้วย เพราะหากตลาดโลกรับรู้ว่าข้าวในสต๊อกของไทยยังมีอีกมากรับรองว่าข้าวไทยถูกกดราคาแน่นอน ขณะที่บางกลุ่มมองว่าการลงนามเอ็มโอยู… เป็นเพียงแค่กรอบและจีนไม่จำเป็นต้องซื้อข้าวตามที่ได้ลงนามไว้ก็ได้ ในทางปฏิบัติในแต่ละปีจีนจะมีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศประมาณ 5 ล้านตัน แน่นอนข้าวจากเวียดนาม มีโอกาสมากที่สุดเพราะราคาถูกและมีพรมแดนติดกัน สาเหตุที่จีนซื้อข้าวจากไทยน้อยแม้ว่าทั้งสองประเทศเตรียมลงนามขายข้าวกันหลายฉบับ ทั้งที่เป็นจริงบ้างหรือลวงบ้าง! แต่ผลที่ออกมาคือไทยส่งออกไปจีนในปริมาณน้อยไม่รู้ว่าจะได้ 1 ใน 10 ของปริมาณที่ลงนามหรือไม่ เนื่องจากทั้งสองประเทศมักจะมีปัญหาเรื่องการตกลงราคาซื้อขายโดยไทยต้องการขายแพงแต่จีนต้องการซื้อถูก สุดท้ายเสร็จเวียดนามทุกคราว สาเหตุเป็นเพราะข้าวขาวเวียดนาม มีราคาต่ำกว่าไทยประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หากเป็นข้าวหอมมะลิแม้คุณภาพไทยจะดีกว่ามาก แต่เวียดนามก็มีราคาข้าวที่ถูกกว่า 30-40% ทีเดียว ส่วนการทำบาร์เตอร์เทรดระหว่างรถไฟความเร็วสูงกับข้าวไทยนั้น แม้ทั้งสองฝ่ายจะมีการเจรจาในรายละเอียดมาบ้างแล้ว แต่ในอดีตการแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้าแทนเงินสดนั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะต่างตกลงราคากันไม่ได้  แต่หากดำเนินการรับรองนำข้าวในสต๊อกทั้งหมดก็ไม่เพียงพอ หรือแม้แต่นำยางพารา  มันสำปะหลัง  ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน และอ้อยมาผสมโรง ยังไม่เพียงพอในการแลกรถไฟความเร็วสูง เช่นกัน แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องดีแต่ก็ดูยาก… เพราะการดำเนินการต้องมีผลประโยชน์อื่น ๆ มาแลกเปลี่ยนกันด้วยไม่ใช่เพียงแค่นำสินค้ามาแลกกันเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องรถไฟความเร็วสูงที่จีนต้องการให้ไทยสร้างรถไฟความเร็วสูงจากจีน-เวียดนาม-ลาว-หนองคาย เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางก่อนไปสิ้นสุดที่สิงคโปร์ แต่โครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาทของไทยรถไฟความเร็วสูงไปแค่โคราช หากไปหนองคายเพื่อเชื่อมกับลาวต้องรอเงินงวดหน้า การสร้างกระแสขายข้าวจีทูจีให้กับจีน…อาจเป็นเพียงเครื่องมือการเมืองที่ต้องการกลบข่าวข้าวในสต๊อกของรัฐบาลที่มีอยู่อีกจำนวนมาก ขณะเดียวกันอาจต้องการปั่นราคาข้าวไม่ให้ตกต่ำลง เพราะสุดท้ายแล้ว…หากกระแสข่าวขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว…ยังมีออกมาเรื่อย ๆ นั่นหมายความว่า เก้าอี้ของรัฐบาล ก็อาจสั่นคลอน!. มนัส แววันจิตร

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฝันขายข้าวให้จีนปีละล้านตัน รัฐเร่งโละสต๊อกแก้ขาดทุน…