เดือน: ตุลาคม 2013

  • นิคมฯอมตะเร่งระบายน้ำหลังยังเอ่อท่วม50ซม.

    นิคมฯอมตะเร่งระบายน้ำหลังยังเอ่อท่วม50ซม.

    นิคมฯอมตะ น้ำยังไม่ลด “ประเสริฐ” ลงพื้นที่ตรวจน้ำในนิคมฯ พร้อมประสานขอเรือเร่งระบายน้ำออกเร็วที่สุด ด้านอมตะ ระดมเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมแผนป้องกันระยะยาวเสริมคันดินเพิ่มเป็น 1 เมตร ยันโรงงานยังคงเดินหน้าผลิตได้
    นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วันที่ 20ต.ค. ได้ลงพื้นที่เพื่อสำรวจสถานการณ์น้ำในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร และประชุมกับ จังหวัดชลบุรี การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด(มหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในแผนการผลักดันน้ำออกจากพื้นที่นิคมและพื้นที่โดยรอบให้เร็วที่สุดเพื่อให้สถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติ
       รวมทั้งเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด เนื่องจากนิคมเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญ มีมูลค่าการลงทุนมหาศาล ดังนั้นจึงต้องเร่งดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้โรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบ ทั้งในด้านกระบวนการผลิต และความเชื่อมั่นจากนักลงทุน พร้อมกับการหาแนวทางประสานความร่วมมือเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับชุมชนควบคู่กันไปด้วย
      “ขอให้อมตะร่วมกับจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหาทางลัดเพื่อให้น้ำไหลลงสู่คลองพานทองโดยเร็วที่สุด และกำหนดแผนระยะยาว โดยดำเนินการปรับปรุงทางไหลของน้ำให้สามารถไหลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ควรมีการเสริมคันดินอีก 1  เมตร เพื่อป้องกันน้ำเข้าสู่ตัวนิคมฯมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันปริมาณน้ำที่ขังอยู่ในนิคมฯ สูงสุดวัดได้ประมาณ 40-50 เซนติเมตร” นายประเสริฐกล่าว
      นายคมสัน เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า สาเหตุที่ปริมาณน้ำในพื้นที่ผิวการจราจรและไหล่ทางเฟส 7 ของนิคมบางจุดยังมีระดับความสูงอยู่ที่ 30-45 ซม. เนื่องจากอยู่ในช่วงน้ำทะเลหนุนส่งผลให้การระบายน้ำจากคลองขุนวิเศษลงสู่คลองพานทอง เพื่อลงแม่น้ำบางปะกงเป็นไปได้อย่างล่าช้า แต่ได้เร่งดำเนินการผลักดันน้ำให้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยการประสานขอความช่วยเหลือจากทหารเรือ เพื่อขอเรือผลักดันน้ำเพิ่มขึ้นจากเดิมที่มีอยู่ 28 ลำ และล่าสุดในวันที่ 20 ต.ค. ทหารเรือได้จัดส่งเรือผลักดันน้ำเพิ่มมาอีก 12 ลำ และจะส่งมาในวันพรุ่งนี้อีก10 ลำ เพื่อติดตั้งตามจุดต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกนิคมฯ
      นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ อมตะได้เร่งประสานงานร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยสถานการณ์น้ำในพื้นที่นิคมฯอมตะนครวันนี้ในพื้นที่เฟส 7 ยังคงมีน้ำขังบริเวณผิวการจราจรและไหล่ทางอยู่เป็นบางจุด ความสูงอยู่ที่ 30 -45 ซม. และยืนยันว่าโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมฯ ยังคงเดินหน้ากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นิคมฯอมตะเร่งระบายน้ำหลังยังเอ่อท่วม50ซม.

  • รัฐมนตรีอาเซียนโรดโชว์จีน

    รัฐมนตรีอาเซียนโรดโชว์จีน

    “นิว้ฒน์ธำรง” เตรียมเดินทางไปจีนร่วมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนโรดโชว์ เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบรอบ 10 ปีอาเซี่ยน-จีน
      นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 21-26 ต.ค. 56  ตนร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ เดินทางไปร่วมงานรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนโรดโชว์ ที่ฮ่องกงและจีน โดยจะเดินทางไปยังฮ่องกง นครเฉิงตู มหานครเซี่ยงไฮ้ และกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจะเดินสายทำความรู้จักกับประเทศ คู่ค้า เพื่อแสดงศักยภาพของอาเซียนที่กำลังจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)  และสร้างเครือข่ายทำความรู้จักกับภาครัฐและเอกชนของทั้งสองฝ่าย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำการค้า การลงทุนระหว่างกัน  สำหรับการเดินทางไปในครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่จะฉลองครบรอบ 10 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน และเป็นโอกาสของไทยที่เป็นประเทศผู้ประสานงานของความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน จะได้แสดงบทบาทนำ โดยจะมีการหารือถึงประเด็นที่กำลังอยู่ในความสนใจของฮ่องกงและจีน คือ การจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ที่ไทยได้รับมอบหมายให้เป็นประเทศผู้ประสานงานของอาเซียน รวมถึงประเด็นเรื่องการยกระดับกรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน  “รัฐมนตรีเศรษฐกิจของอาเซียนจะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ เช่น การสัมมนาส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างอาเซียนกับฮ่องกงและจีน การดูงานและพบปะกับผู้บริหารของมณฑลและผู้บริหารของภาคเอกชนสำคัญในเมืองต่างๆ เป็นต้น”  นายนิวัฒน์ธำรงกล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจจีนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยในปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และมีสถาบันทางการเงินระดับโลกหลายแห่ง คาดการณ์ว่าจีนจะก้าวมาเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลกภายในปีนี้   สำหรับจุดแข็งของจีน คือ การเมืองที่มั่นคง เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีแรงงานกำลังผลิตมหาศาล และมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในขณะที่ฮ่องกงมีระบบเศรษฐกิจเสรีทั้งการค้าและบริการ เป็นศูนย์กลางการเงิน การขนส่ง โลจิสติกส์ และเป็นประตูการค้าที่สำคัญของประเทศจีน   “ เป็นโอกาสดีของไทยที่ได้ร่วมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนจัดทำโครงการ   รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนโรดโชว์ ที่ฮ่องกงและจีน   ในครั้งนี้   โดยไทยจะใช้โอกาสหารือกับจีนและฮ่องกงในการขยายความร่วมมือทางด้านการค้า การลงทุน รวมทั้งการเพิ่มความร่วมมือในด้านต่างๆ ”  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐมนตรีอาเซียนโรดโชว์จีน

  • ผู้ประกอบการวางแผนขึ้นราคาสินค้าปี57

    ผู้ประกอบการวางแผนขึ้นราคาสินค้าปี57

    ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจเผยปีหน้าผู้ประกอบการเตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า 5% รองรับเศรษฐกิจฟื้น
     นายวชิร คูณทวีเทพ อาจารย์ประจำศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากเตรียมแผนที่จะปรับขึ้นราคาสินค้าในปี 57 เฉลี่ย 5%  เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตสินค้าจากค่าแรง,วัตถุดิบ,ค่าบริหารจัดการ, ก๊าซหุงต้ม   และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากในปี 55-56 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้มากนัก เพราะภาคบริโภคในประเทศชะลอตัวอย่างมากจากกรณีที่หนี้สินครัวเรือนเพิ่มแบบก้าวกระโดด และเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะซบเซาตามเศรษฐกิจโลก  ทั้งนี้จากการสอบถามเหตุผลที่ผู้ประกอบการมั่นใจว่าจะปรับขึ้นราคาได้ เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจในปีหน้าและเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวทำให้ประชาชนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 ของปีอาจได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเงินบริหารจัดการน้ำ   “เชื่อว่าการปรับขึ้นราคาสินค้าน่าจะแบ่งเป็น 2 ช่วงคือบางรายอาจขึ้นต้นปี หลังจากที่ผู้ประกอบการอัดอั้นมานานเพราะตลาดไม่ดีรวมถึงภาครัฐขอความร่วมมือในการตรึงราคาจนถึงสิ้นปี 56 และอีกช่วงคือเป็นครึ่งหลังของปี 57 ซึ่งอาจจะปรับมากกว่าในช่วงต้นปีก็ได้เพราะผลพวงจากการฟื้นตัวเศรษฐกิจมีความชัดเจนขึ้น และเม็ดเงินโครงสร้างพื้นฐานและบริหารจัดการน้ำ ที่คาดว่า 2 โครงการนี้จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้ในปีหน้าประมาณ 100,000ล้านบาท”  สำหรับสินค้าที่น่าห่วงมากขึ้นคงจะเป็นกลุ่มอาหารเพราะการปรับแต่ละครั้งจะอยู่ที่ 5,10,15 บาท  แต่หากไม่มีการปรับราคาร้านค้าอาจจะใช้วิธีการลดปริมาณอาหารให้น้อยลง ซึ่งต่างจากสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่ปรับขึ้นครั้งละ 1-3 บาท   นาย วชิร กล่าวว่า ผลของการปรับขึ้นราคาสินค้าและประชาชนมีกำลังซื้อที่เพิ่มจากการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจคาดว่าในปีหน้าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3% เพิ่มจากปีนี้ที่อยู่ในระดับ 2.3% ซึ่งอาจทำให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับ 0.25-0.5% เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้ประกอบการวางแผนขึ้นราคาสินค้าปี57