บสก.4 จัดเสวนา “ทีวีดิทัล ประชาชนได้อะไร” เครือข่ายครอบครัวฯ ห่วงเรื่องเนื้อหาไม่เหมาะสม ด้านเอกชนเชื่อทีวีดิจิทัลสร้างประโยชน์ต่อประชาชน บรรยากาศในงานเสวนา “ทีวีดิทัล ประชาชนได้อะไร” บรรยากาศบนเวทีเสวนา “ทีวีดิทัล ประชาชนได้อะไร”
วันนี้ (19 ต.ค.) เวลา 09.00 น. จัดโดย ผู้เข้ารับการอบรม หลักสูตรผู้บริหารสื่อมวลชนระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 4 และสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ที่ตึกภปร. รพ.จุฬาลงกรณ์ ร่วมกันจัดเสวนาเวทีสาธารณะเรื่อง "ทีวีดิทัล ประชาชนได้อะไร" บรรยากาศในงานเสวนามีนิสิต นักศึกษาและประชาชน ให้ความสนใจรับฟังกว่า 200 คน นายสุวิทย์ มิ่งมล ประธานบสก.4 กล่าวว่า ทางบสก.ได้ลงพื้นที่ถามถึงความสงสัยจากประชาชน เพราะเชื่อว่านับตั้งแต่วันนี้ไปคงจะมีผู้ให้ความสนใจมากขึ้น รศ.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า กสทช.จะเป็นผู้เปิดการประมูลและประสานการเปลี่ยนแปลงจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิทัล รวมทั้งตรวจสอบการถ่ายทอดเนื้อหาของรายการ ซึ่งตามกฎหมายระบุให้ใช้วิธีการประมูลในการจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิทัล เชื่อว่าเป็นวิธีที่โปร่งใสที่สุด คาดว่าจะเสร็จต้นปีหน้า ซึ่งปัจจุบันมีเคเบิลทีวีจำนวนมาก แต่คนดูยังคงตามดูช่องฟรีทีวีอยู่ ดังนั้นผู้เข้าประมูลส่วนมากจึงเป็นสื่อรายใหญ่ ซึ่ง กสทช. ได้สนับสนุนให้มีการควบคุมดูแลกันเอง การห้ามมีโฆษณาไม่เหมาะสมก่อนเวลา 4 ทุ่ม จึงไม่อยากให้มองทีวีดิจิทัลเป็นแค่เรื่องของธุรกิจ "ทีวีทุกวันนี้สามารถรับสัญญาณดิจิทัลได้โดยการซื้อกล่องรับสัญาณเพิ่ม ซึ่งขณะนี้กสทช.กำลังจะเปิดให้มีกล่องคุณภาพมาขาย และจะออกคูปองเงินสด 700 บาท เพื่อแจกให้ประชาชนนำไปซื้อกล่องรับสัญญาณ แต่มีส่วนที่ต้องจ่ายเอง 300-400 บาทเพราะกล่องราคาพันกว่าบาท" นายปัณณ์ เสริมสุขสกุลชัย บริษัท มีเดียคอม จำกัด กล่าวว่า การเปลี่ยนเป็นทีวีดิจิทัลครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชน เพราะเป็นสื่อที่ประชาชนใช้มากกว่าสื่ออื่น โดยระบบดิจิทัลแค่มาแทนฟรีทีวีเท่านั้น ดังนั้นงบประมาณการโฆษณาจึงอยู่เท่าเดิม ราว 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงเพียงการแบ่งงบมากขึ้น นางอัญญาอร พานิชพึ่งรัถ ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ กล่าวว่า ต่อไปต้องสร้างความเข้าใจต่อคนไทยให้รู้เท่าทันสื่อและอยู่กับสื่อใหม่ให้ได้ ซึ่งเคยถามทาง กสทช. ว่าช่องเด็กไม่ต้องผ่านการประมูลได้ไหม แต่ได้คำตอบว่าไม่ได้ ต้องประมูล เพราะจะเป็นการเสียประโยชน์ของรัฐ แต่เมื่อสักครู่ กสทช.ธวัชชัย กลับชี้แจงว่าบางช่องไม่ต้องผ่านการประมูล นอกเหนือจากทุนแล้ว ผู้ประมูลควรต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และอยากฝากไปยังกสทช. ให้มีการเตรียมมาตรการสำหรับรองรับผู้ประมูลที่มากขึ้น และในกรณีที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมจะดำเนินการอย่างไร นางสาวสุภาพร โพธิ์แก้ว หัวหน้าภาควิชาการสื่อสารมวลชนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เป็นเหมือนตัวช่วยของกสทช. ดังนั้นอยู่ที่กสทช.ว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยีนี้ให้ตอบโจทย์นโยบายได้อย่างไร โดยการเปลี่ยนผ่านของทีวีดิจิทัลเป็นการเพิ่มช่องทั้งแบบธุรกิจและสาธารณะ ปัญหาคือจะเกิดทางเลือกที่มากขึ้นไหม แต่สุดท้ายก็พบว่า ทางเลือกไม่ได้เพิ่มมากขึ้นเท่าที่ควร จึงต้องระวังเรื่องนี้ที่มักจะถูกหลงลืมและหล่นหายไป ส่วนเมื่อมีทางเลือกที่มากขึ้น แล้วคนดูจะรู้จักเลือกเสพด้วยหรือไม่ ที่สุดแล้วภาคประชาชนต้องรู้จักเลือกให้เป็น นางจำนรรค์ ศิริตัน หนุนภักดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เจเอสแอล โกลบอล มีเดีย จำกัด กล่าวว่า การประมูลทีวีดิจิทัลครั้งนี้รายใหม่อาจลำบาก แต่มีโอกาสเกิดผู้ผลิตรายเล็กมากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องเตรียมเงิน ซึ่งเชื่อว่าทีวีดิจิทัลจะสร้างประโยชน์แก่ประชาชน ทั้งการมีช่องเด็ก เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีพื้นที่แสดงผลงาน มีช่องสำหรับผู้พิการ แต่เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงเพราะช่องเพิ่มขึ้นแต่โฆษณาเท่าเดิม ในระยะแรกคงลำบาก และรายการก็ไม่มีความหลากหลายมากนัก
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนมั่นใจทีวีดิจิทัลสร้างประโยชน์ให้ประชาชน
เดือน: ตุลาคม 2013
-

เอกชนมั่นใจทีวีดิจิทัลสร้างประโยชน์ให้ประชาชน
-

ราคาทองคำ 19 ต.ค. 56 ปรับครั้งที่ 1 ลด 50 บาท
ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,750 บาท รับซื้อ 18,965.16 บาท
วันที่ 19 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:18 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยลดลงจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 19,750 บาท รับซื้อ 18,965.16 บาท ทองแท่งขายบาทละ 19,350 บาท รับซื้อ 19,250 บาท
ราคาทองคำและครั้งที่ปรับ ราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ลด 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 19,750 บาท รับซื้อ 18,965.16 บาท ทองแท่งขาย 19,350 บาท รับซื้อ 19,250 บาท เวลา 09:18 น.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทองคำ 19 ต.ค. 56 ปรับครั้งที่ 1 ลด 50 บาท -

ทัวร์จีนเบนเข็มมุ่งเชียงใหม่ ตามรอยหนัง ละครไทย
เผยปี 56 ทัวร์จีนเปลี่ยนไป เมินพัทยา แห่ขึ้นเหนือเที่ยวเชียงใหม่ เดินทางเองด้วยรถไฟ ตามรอยหนัง ละครไทย และแอพพ์ ไม่พึ่งบริษัทนำเที่ยว หวังถ่ายรูปประตูท่าแพ และ มช. ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในการสัมมนาวิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน ครั้งที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เมืองเซี่ยเหมิน มณฑล ฝูเจี้ยน ประเทศจีน จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับทางการจีน นางกรวรรณ สังขกร นักวิจัย(ชำนาญการพิเศษ) สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนองานวิจัย “Modern Chinese Tourist Bahavior in Chiang Mai after the Movie “Lost in Thailand” หรือ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนสมัยใหม่ในเชียงใหม่หลังภาพยนตร์ ลอสต์อินไทยแลนด์ โดยระบุว่าตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมาหลังจากการฉายภาพยนต์เรื่องลอสต์ อินไทยแลนด์ ซึ่งมีเนื้อหาว่า มีนักเท่ยวมาาหลงทางในเมืองไทย โดยเดินทางด้วยรถไฟจากกรุงเทพฯไปถึงเชียงใหม่ พบความประทับใจมากมาย ได้กลายเป็นแรงดึงดูดให้มีนักท่องเที่ยว ที่เป็นวัยรุ่น คนรุ่นใหม่เดินทางไป จ.เชียงใหม่มากขึ้น กล่าวคือ สถิติ ในปี 2551 มีเพียง 1 ล้านคน ปี 2554 เพิ่มเป็น 1.7 ล้านคน แต่ในปี 2556 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 2.7 ล้าน หรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จึงคาดหมายกันว่า จำนวนอาจถึง 4 ล้านคนในเร็วๆนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นักท่องเที่ยวจีนที่ท่องเที่ยวนอกประเทศครั้งแรก จะไปเมืองพัทยา จ.ชลบุรี หากไปครั้งที่สองจะไป จ.ภูเก็ต แต่นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ เดินทางครั้งแรกก็มุ่งหน้า จ.เชียงใหม่ โดยระบุว่า แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ ดังกล่าว และจากละครโทรทัศน์ รวมถึง แอพพลิเคชั่น แนะนำจ.เชียงใหม่ ที่จัดทำขึ้นในประเทศจีน พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่เข้าสู่จ.เชียงใหม่ อย่างมากมาย ก็เป็นสิ่งแปลกใหม่ ที่นักท่องเที่ยวอื่นไม่ทำกัน โดย นักท่องเที่ยว 95 % จัดการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ไม่พึ่งพาบริษัททัวร์ ใช้บริการสายการบินแอร์เอเชียเป็นส่วนใหญ่ ลงที่กรุงเทพ แล้วนั่งรถไฟไป จ.เชียงใหม่ ซึ่งปกติ จะไม่เดินทางวิธีนี้ และเลือกพักตามเกสต์เฮ้าส์หรือบูติกโฮเต็ล แทนการพักโรงแรมขนาดใหญ่ การเดินทางในเมืองเชียงใหม่ ใช้บริการรถตุ๊กตุ๊ก หรือสองแถวสีแดง หรือเช่าจักรยาน จักรยานยนต์ ขับขี่ทั้งที่ไม่รู้กฎจราจร ส่วนจุดหมายและพฤติกรรม การท่องเที่ยว ส่วนใหญ่จะพักที่ จ.เชียงใหม่ 4-5วัน และต้องไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ที่ประตูท่าแพ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีและนักท่องเที่ยวทั่วไปก็ไม่นิยม รองลงมาเป็นดอยสุเทพ กับไนต์พลาซ่า สถานที่ยอดนิยมอันดับ 3 คือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อถ่ายภาพที่ ป้ายชื่อมหาวิทยาลัย ที่อ่างแก้ว และศาลาธรรม สัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นไปตามแบบของภาพยนตร์ จุดหมายถัดมาเป็นวัดพระสิงห์ และถนนคนเดิน ทั้งจะไปรับประข้าวเหนียวมะม่วง ที่ร้านแห่งหนึ่ง ในย่านถนนนิมมานเหมินทร์ โดยส่วนใหญ่ จะถ่ายภาพและแชร์ ทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ชาวจีน นิยม ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้คนอื่นสนใจตามอย่างบ้าง นางกรวรรณ กล่าวว่า พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวจีนสมัยใหม่ตามรอยภาพยนตร์ ครั้งนี้ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรให้ความสนใจ ทำเอกสารเพื่อแนะนำว่า ควรทำตัวอย่างไร โดยเฉพาะการเช่ารถมอเตอร์ไซค์ขับขี่ที่อาจเกิดอันตราย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทัวร์จีนเบนเข็มมุ่งเชียงใหม่ ตามรอยหนัง ละครไทย