พพ.เดินหน้าหนุนรง.เอสเอ็มอีลดต้นทุนพลังงาน หวังลนต้นทุนเงินเหลือขยายลงทุนเพิ่ม นำร่องกลุ่มสิ่งทอ อาหาร เครื่องดื่ม ไม้
นายประมวล จันทร์พงษ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.ได้รับงบสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ดำเนินโครงการสนับสนุนให้คำปรึกษาลดต้นทุนพลังงาน ในโรงงานเอสเอ็มอี เพื่อให้ลดต้นทุนในการประกอบธุรกิจ เนื่องจากสำรวจพบว่า สถานประกอบการหลายแห่ง ยังขาดความรู้ ความเข้าใจด้านการใช้พลังงานในเครื่องจักร อุปกรณ์ ทำให้ขาดการบำรุงรักษาที่เหมาะสม เบื้องต้นได้กำหนดไว้ 2,000 แห่งทั่วประเทศ โดยจะพิจารณากลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ อาหาร เครื่องดื่ม ไม้ ซึ่งมีโรงงานขนาดแรงม้าติดตั้ง 50 แรงม้าขึ้นไป “พพ.จะแนะนำให้ปรึกษา เรื่องการใช้พลังงาน โดยการตรวจวัด วิเคราะห์ ก็จะทำให้ทราบถึงโอกาส และมาตรการ ที่จะช่วยลดการใช้พลังงานได้ จะทำผู้ประกอบการลดต้นทุนลงได้ และนำเงินไปพิจารณาการลงทุนขยายกิจการได้เพิ่มขึ้น และยังมีมาตรการสนับสนุน กลุ่มอุตสาหกรรม ให้ประหยัดพลังงาน ได้แก่ โครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลียนอุปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือด้านการเงินแบบให้เปล่า 20–30% ของการลงทุน ,โครงการส่งเสริมการลงทุนด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน” สำหรับการดำเนินงาน ปีหน้า พพ. จะเน้นส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทั้ง 7 ผลิตภัณฑ์ต่อไป เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง รวมทั้งจะได้มีการศึกษาเพื่อเพิ่มการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประเภทใหม่อีกหลายชนิด เช่น หลังคากระเบื้อง อิฐมวลเบา และเตาแก๊สหัวเขียว หรือเตาแก๊สขนาดใหญ่สำหรับกลุ่มแม่ค้า ซึ่งจะพิจารณาถึงความพร้อม ของผู้ประกอบการด้วย โดยมั่นใจว่าจะช่วยให้เกิดการขยายผล ของการมอบฉลากประสิทธิภาพสูง ในวัสดุอุปกรณ์ประหยัดพลังงานของผลิตภัณฑ์อื่น ๆ รวมทั้งเกิดผลประหยัดพลังงานมากเพิ่มขึ้นอีกด้วย “ในส่วนของเตาหุงต้มในครัวเรือน ที่ใช้กับก๊าซหุงต้ม ที่ กระทรวงพลังงานได้เข้มงวดถึงค่ามาตรฐานความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน พพ. ก็ได้ส่งเสริมการออกฉลากประสิทธิภาพสูง สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการเตาหุงต้มนี้แล้วรวม3.6 ล้านใบ จาก 638 รุ่นใน 23 ยี่ห้อ มีผู้ประกอบการ 11 แห่งที่ได้เข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นทางเลือก ให้ผู้บริโภค ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อเตาหุงต้มประหยัดพลังงาน ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พพ.หนุนโรงงานลดต้นทุนพลังงาน
เดือน: ตุลาคม 2013
-

พพ.หนุนโรงงานลดต้นทุนพลังงาน
-

รัฐจับเข่าเอกชนเล็งเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออก
นายกรัฐมนตรี เล็งเชิญผู้ประกอบการแพคเกจจิ้งมารือรายสินค้า หวังสร้างมูลค่าเพิ่ม ประคองยอดส่งออกในช่วงเศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในเร็ว ๆ นี้นายกรัฐมนตรีจะเชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตบรรจุภัณฑ์ และหีบห่อสินค้า (แพคเกจจิ้ง) เข้ามาหารือเพื่อรับทราบสถานการณ์การดำเนินธุรกิจ และรับทราบแนวโน้มรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจ ที่สามารถเติบโตได้ในอนาคต เพราะปัจจุบันไทยมีสินค้าหลายอย่างที่จำเป็นต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมานายกฯ ได้เชิญผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้ามาหารือถึงสถานการณ์ดำเนินธุรกิจแบบรายสินค้า เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือ และรับทราบปัญหาอุปสรรค เพื่อแก้ปัญหาการส่งออกสินค้าของไทยที่ชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก โดยล่าสุดได้เชิญกลุ่มผู้ประกอบการมาหารือแล้ว 3 สาขา คือ ด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจเครื่องสำอาง และธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องปรับอากาศ อย่างไรก็ตามในส่วนของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าและอีเล็กทรอนิกส์นั้น เร็ว ๆ นี้ นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรม จะเชิญผู้ประกอบการฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟในประเทศไทย 3 รายใหญ่ หารือเพื่อพิจารราแนวทางการช่วยเหลือ เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความต้องการลดลง ทำให้โรงงานผลิตในแต่ละประเทศมีกำลังการผลิตเหลือด้วย
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : รัฐจับเข่าเอกชนเล็งเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออก -

ชงรัฐปรับค่าจ้างไกด์มาตรฐาน
ชงรัฐปรับราคาค่าจ้างไกด์ให้เป็นมาตรฐาน หวังช่วยผลักดันเพิ่มไกด์มากขึ้นรวมถึงสร้างความเป็นมาตรฐาน
นายวิโรจน์ สิตประเสริฐนันท์ นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สมาคมฯ เตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับค่าจ้างไกด์ขั้นต่ำเป็นวันละ 1,500 บาท เนื่องจากปัจจุบันไกด์ ได้รับค่าจ้างต่ำมากรวมถึงในบางตลาด แทบจะไม่มีค่าจ้างให้ไกด์เลย ทั้งนี้ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการที่ทำบริษัททัวร์ มักให้ไกด์แต่ละราย ได้ค่าจ้างเป็นค่านายหน้าจากการพาไปช้อปปิ้งแทน โดยจะเป็นมากในกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำทัวร์ให้นักท่องเที่ยว จีน สิงคโปร์ อินโดนีเชีย เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากปรับราคาได้ จะช่วยให้ไกด์ที่ได้รับการจ้าง กลายเป็นไกด์ที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย และกระตุ้นบุคคลากรให้หันมาทำอาชีพนี้ด้วย “ขณะนี้ดูเหมือนจะมีประเทศญี่ปุ่น ที่ได้รับค่าจ้างไกด์ถึงวันละ 3,000 บาท ส่วนประเทศอื่น ได้น้อยมาก อีกทั้งในบางราย ยังต้องเสียค่าตั๋วเครื่องเล่น ค่าทางด่วนต่าง ๆ ให้อีกด้วย การสร้างมาตรฐานที่แน่นอน น่าจะเป็นจุดสำคัญ ที่จะช่วยพัฒนาอาชีพไกด์ให้มีบุคคลากรที่อยากทำมากขึ้น ซึ่งก็จะช่วยแก้ปัญหาไกด์ขาดแคลนที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ด้วย” นอกจากนี้จากการที่รัฐบาลจีนประกาศควบคุมทัวร์คุณภาพ ทำให้ไกด์ได้รับอานิสสงค์เรื่องการได้ค่าจ้างตามไปด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการจะต้องขายทัวร์พร้อมแพกเกจ และต้องระบุค่าใช้จ่ายที่แน่นอนลงไปด้วย ซึ่งจะรวมถึงค่าจ้างรายวันของไกด์ที่จ้างมา อีกทั้งยังระบุไม่ให้ไกด์นำนักท่องเที่ยวไปร้านช้อปปิ้งบางแห่งที่ทำการตกลงกันไว้แล้วเพื่อหากำไรจากค่าหัว นายวิโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลไม่ควรให้ความสำคัญกับคำว่าฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) นอกฤดูกาลท่องเที่ยว (โลว์ซีซั่น) มากนัก เพราะหากภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยังใช้สองคำนี้ จะทำให้ ร้านอาหาร โรงแรม หรือแม้กระทั่งไกด์เสียผลประโยชน์ด้านราคาไปมากพอสมควรทั้ง ๆ ที่คุณภาพการบริการยังดีเหมือนเดิม เช่น นักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาไทยมากเป็นอันดับ 1 ถือว่าเดินทางท่องเที่ยวตลอด แต่กลับใช้จ่ายต่างกันได้เพราะช่วงโลว์ซีซั่น โรงแรม จะลดราคา ร้านอาหารจะถูกลง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงรัฐปรับค่าจ้างไกด์มาตรฐาน