กรมสรรพสามิต ผนึกตชด.-ทหารสกัดนำเข้าสุรา-ไวน์ประเทศเพื่อนบ้านขายในประเทศ
แหล่งข่าวจากรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมฯได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมศุลกากร ตำรวจตะเวนชายแดน (ตชด.) ทหารตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าบริเวณชายแดนอย่างเข้มงวด หลังจากที่ครม.มีมติปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากเกรงว่าจะมีการลักลอกนำเข้าสุรา เบียร และไวน์ จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และกัมพูชา จึงต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะราคาสินค้าที่นำเข้ามาถูกกกว่าราคาขายในประเทศ รวมทั้งเข้าไปตรวสอบสต๊อกสินค้าเก่าของผู้ประกอบการว่ามีมากน้อยแค่ไหน เพื่อป้องกันปรับราคาสูงเกินควร “ปกติการลักลอบสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านมาขายในไทยมีอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นกองทัพมด โดยเชื่อว่าการนำเข้าสินค้าไวน์ เบียร์ สุราเข้ามาไทยจะมีปริมาณไม่มากนัก เพราะราคาขายในไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน 3-4% ยกเว้นว่าในช่วงนั้น จะเป็นเทศกาลปริมาณสินค้ามีไม่เพียงพอกับความต้องการอาจทำให้มีการลักลอกนำเข้ามากขึ้น สำหรับสินค้าสุรา เบียร์ ไวน์ ไม่ได้เป็นสินค้าควบคุม จึงไม่สามารถดูแลในเรื่องราคาได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริโภค ส่วนการลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมายนั้น ต้องถูกลงโทษปรับ 4 เท่าของภาษีสินค้าประเภทนั้น โดยแต่ละประเภทจัดเก็บในอัตราไม่เท่ากัน” ทั้งนี้ที่ผ่านมา ได้ขอความร่วมมือกรมการค้าภายในตรวจสอบสต๊อกสินค้าของผู้ประกอบการ และร้านค้ายี่ปั๊ว ซาปั๊วว่า มีการปรับราคาขายสินค้าทั้งที่เป็นสินค้าที่ค้างสต็อกเก่า หรือใช้แสตมป์เดิมหรือไม่ เพราะกรมฯ ไม่มีราคาอ้างอิงราคาขายปลีก หลังจากปรับโครงสร้างภาษี เนื่องจากถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย และเห็นว่าการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง จะทำให้ราคาขายไม่ปรับเพิ่มมากนัก ขณะที่ผู้บริโภคต้องศึกษาและเปรียบเทียบราคาขายปลีกของแต่ละยี่ห้อเอง พร้อมกันนี้ยืนยันว่าผู้ประกอบการจะไม่ได้รับผลกระทบ หรือไม่ขาดทุนจากการดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สรรพสามิตจับตาสุราทะลักตะเข็บชายแดน
เดือน: ตุลาคม 2013
-

สรรพสามิตจับตาสุราทะลักตะเข็บชายแดน
-

ดัชนีความเชื่อมั่นอาหารพุ่ง
ดัชนีอุตฯ อาหารพุ่งฉิว หลังผู้ประอบการเชื่อมั่นยอดซื้อ – ขายดีขึ้น แต่ยังกังวลปัจจัยเสี่ยงน้ำมัน-ค่าแรง
สถาบันอาหาร แจ้งว่า ได้สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาวะอุตสาหกรรมอาหารไทย จากการสำรวจความเห็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอาหาร ประจำเดือนก.ย. พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาวะอุตสาหกรรมอาหาร โดยรวมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี คือ อยู่ที่ระดับ 55 ซึ่งอยู่เหนือระดับ 50 แสดงถึงผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่น ในทิศทางที่ดีขึ้น ต่อภาวะโดยรวมของภาคธุรกิจ มีค่าดัชนียอดคำสั่งซื้อ 59.7 ยอดขาย 60.8 ปริมาณผลผลิต 57.3 ปริมาณการจ้างงาน 50.3 ผลประกอบการของภาคธุรกิจ 59.4 ยกเว้นต้นทุนวัตถุดิบ ที่มีระดับความเชื่อมั่นที่ลดลง คือ 38.6 ส่วนปัจจัยลบ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุด คือ ราคาน้ำมัน รวมถึงกระบวนการส่งมอบสินค้าปลายทาง ซึ่งถือเป็นต้นทุนการผลิต ที่ภาคธุรกิจต้องบริหารจัดการให้ได้ รองลงมา คือ ค่าจ้างแรงงาน เป็นต้นทุนที่ภาคธุรกิจ มองว่า ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร หากเปรียบเทียบกับระดับค่าจ้าง ที่ปรับเพิ่มขึ้น และเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน ที่ภาคธุรกิจยังกังวลในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ยังมีอยู่ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการ 9.7% ได้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นแล้ว ส่วนอีก 87.5 % ยังคงตรึงราคาสินค้าที่ระดับเดิมทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นต่อภาวะอุตสาหกรรมอาหาร ในกลุ่มสินค้าที่สำรวจส่วนใหญ่ มีค่าอยู่เหนือระดับ 50 โดยกลุ่มข้าวอยู่ที่ระดับ 51.9 กลุ่มสัตว์น้ำ 51.3 กลุ่มเนื้อสัตว์ 53.4 ผักผลไม้ 57.3 เครื่องปรุงรส 58.9 แสดงว่าผู้ประกอบการเชื่อมั่น ในเชิงบวกต่อภาวะโดยรวมของธุรกิจ ขณะที่จำแนกตามขนาดธุรกิจ ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ มีค่าดัชนีอยู่ที่ 56.2 และขนาดกลางที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 52.9 และเมื่อจำแนกตามการส่งออก ดัชนีความเชื่อมั่น ของกลุ่มผู้ประกอบการ ที่เน้นตลาดภายในประเทศ อยู่ที่ 53.4 และตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 56 แสดงว่าผู้ประกอบการเชื่อมั่นว่าธุรกิจดีขึ้น
สำหรับแนวโน้ม 3 เดือนข้างหน้า คาดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ โดยรวมอยู่ที่ระดับ 55.7 ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ มีความเชื่อมั่นว่า ธุรกิจโดยรวม จะอยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น และแนวโน้มในอีก 3 เดือนข้างหน้า มีผู้ตอบแบบสำรวจ 90.3% เห็นว่าข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ คือ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ,การปรับเพิ่มขึ้นค่าจ้างแรงงาน ,ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยน,การขาดแคลนวัตถุดิบ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีความเชื่อมั่นอาหารพุ่ง -

"ชัชชาติ"ลงพื้นที่ตรวจจุดน้ำท่วม
“ชัชชาติ”ลงพื้นที่ตรวจจุดน้ำท่วม หลังฝนถล่มหนัก เร่งเพิ่มเครื่องสูบน้ำ ทำแก้มลิง หน้าม.กรุงเทพ ปทุมธานี พร้อมแก้ปัญหาท่วมหน้าเซียร์รังสิต สุขุมวิทแยกสำโรง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยในเฟสบุ๊กส่วนตัวว่า หลังจากเกิดฝนตกหนักตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงช่วงเช้าวันที่ 16 ต.ค.56 จึงได้ลงพื้นที่ตรวจจุดที่มีปัญหาน้ำท่วมในส่วนที่กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบ โดยมีจุดสำคัญคือบริเวณหน้า มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จ.ปทุมธานี ที่พบเกิดน้ำท่วมขังเป็นเวลานานทุกครั้งที่ฝนตกหนัก สร้างความลำบากให้กับนักศึกษาและประชาชนในละแวกนั้นอย่างมาก ซึ่งจากการตรวจสอบพบเป็นจุดพื้นที่ต่ำ เพราะพื้นที่โดยรอบมีการปลูกสร้างอาคาร ถมที่สูง และ ดูดน้ำมาใส่ถนน เส้นทางระบายน้ำจากถนนสู่คลองไม่สะดวก ดังนั้นจึงได้หารือ และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่แล้วเร่งระบายน้ำลอดถนนพหลโยธินเพื่อปล่อยลงคลองหนึ่งซึ่งอยู่อยู่ฝั่งตรงข้าม ด้วยการเพิ่มเครื่องสูบน้ำเพื่อน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วขึ้น รวมทั้งหาพื้นที่แก้มลิงเพื่อรับน้ำชั่วคราวในพื้นที่ข้างเคียง ซึ่งต้องพยายามทำให้น้ำแห้งภายในเที่ยงวัน ของวันที่ 16 ต.ค.นี้ ส่วนจุดอื่นๆ ที่มีปัญหา หน้าเซียร์รังสิต มีน้ำท่วม 20-25 ซม ถนนสุขุมวิท แยกสำโรง-ปู่เจ้า ท่วม 20 ซม. จึงมอบหมายให้กรมทางหลวงเร่งระบายแก้ไขอย่างเร่งด่วนเช่นกัน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : "ชัชชาติ"ลงพื้นที่ตรวจจุดน้ำท่วม