เพ้ง ขู่ ร.ฟ.ท. หากโขกค่าเช่าที่แพงมาก พร้อมย้ายปตท.ออกเช่นกัน มั่นใจฝีมือ”ชัชชาติ” หย่าศึกได้ ด้านกฟผ.โวยกลัวโดนกระทรวงน้ำแย่งดูแลเขื่อน ก.พลังงาน แจงแค่ข่าวลือ
นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงกรณีปัญหาสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ที่สิ้นสุดอายุสัญญาตั้งแต่สิ้นเดือนมี.ค.ว่า ได้หารือกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคมแล้ว โดยนายชัชชาติ รับปากว่าจะเข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาภายในองค์กร เพราะเรื่องดังกล่าวมีรายละเอียดการทำสัญญาในอดีตมีการกำหนดราคาค่าเช่า ไม่ได้ปรับขึ้นค่าเช่าสูงตามอัตราใหม่ ที่ร.ฟ.ท.ระบุ แต่หากไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เชื่อว่า ปตท. พร้อมหาพื้นที่อื่นสร้างสำนักงานใหญ่เช่นกัน เพราะผู้เช่าพื้นที่ปตท. เช่น กระทรวงพลังงาน ก็ไม่สามารถอยู่ได้ เพราะราคาสูงมาก "เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวจะหาข้อสรุปได้ โดยหลังจากนี้อยู่ที่การหารือภายในของกระทรวงคมนาคม ซึ่งผมก็ไม่อยากให้เป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง และไม่อยากให้มีการโต้ตอบกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ การตกลงทำสัญญาในอดีต มีเงื่อนไขกำหนดไว้อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่า พอเปลี่ยนผู้บริหารร.ฟ.ท.ใหม่ แล้ว จู่ๆ จะมาปรับขึ้นค่าที่ ในอัตราที่สูงมาก
อย่างนี้คนเช่าพื้นที่ของปตท. ก็คงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน” ส่วนกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) ส่งหนังสือคัดค้านโอนเขื่อน กฟผ.ไปสังกัดกระทรวงน้ำว่า ได้สอบถามแนวทางการจัดตั้งกระทรวงน้ำ จากนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ และอุทกภัย (กบอ.) แล้วพบว่า ไม่มีแนวคิดจะโอนเขื่อนกฟผ. ไปสังกัดกระทรวงน้ำแต่อย่างใด ยังให้กฟผ.
เป็นผู้ดูแลเขื่อนในความรับผิดชอบต่อไป เป็นเพียงข่าวลือ เพื่อสร้างกระแสการต่อต้านเท่านั้น โดยกระทรวงน้ำ แห่งใหม่ จะมีหน้าที่ดูภาพรวมยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสร.กฟผ. กล่าวว่า ได้ทำหนังสือถึงนางอัญชลี ชวนิชย์ ประธานคณะกรรมการกฟผ.คัดค้านการโอนเขื่อน กฟผ.ไปสังกัดกระทรวงน้ำ เป็นผลจากมติที่ประชุมครม. วันที่ 1 ต.ค. เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ไปสังกัดกระทรวงน้ำ จึงเชื่อว่า ร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว มีเจตนาโอนเขื่อนกฟผ.ไปสังกัดกระทรวงน้ำ ซึ่งจะทำให้เกิดความเสียหาย
กระทบต่อภารกิจผลิตไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของกฟผ.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : "เพ้ง"ขู่ย้ายปตท.ออกจากพื้นที่รถไฟ
เดือน: ตุลาคม 2013
-

"เพ้ง"ขู่ย้ายปตท.ออกจากพื้นที่รถไฟ
-

ทุ่ม200ล้านกระตุ้นท่องเที่ยวไทย
ททท. ทุ่ม200ล้านอัดแคมเปญหลงรักประเทศไทย หวังกระตุ้นตลาดในประเทศ
นายศุกรีย์ สิทธิวณิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 57 ททท.ได้รับงบ200 ล้านบาทสำหรับใช้ดำเนินงานแคมเปญหลงรักประเทศไทย ซึ่งเป็นแคมเปญใหญ่ของการกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวในประเทศ โดยจะเน้นกลยุทธ์ของเนื้อหาจูงใจให้คนไทยออกมาเดินทางท่องเที่ยวจริง ไม่ใช่การนำเสนอภาพวิวทิวทัศน์สวยงามผ่านโปสเตอร์หรือป้ายโฆษณาขนาดใหญ่(บิลบอร์ด) แต่ควรจะเน้นโฆษณาที่เคลื่อนไหวได้ผ่านทางทีวีที่ดูจะสัมผัสได้สมจริง ทั้งนี้ที่ต้องเร่งทำตลาดแบบรวดเร็วสัมผัสได้ เพราะมองเห็นว่าในปีหน้าแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจในประเทศจะยังชะลอตัวอยู่ จึงจะต้องมีแผนรองรับความเสี่ยงหากกำลังซื้อคนไทยยังซบเซาต่อเนื่องสำหรับการสื่อสารแบบใช้ได้จริง จะทำภายใต้แนวคิดหลัก คือ การทำตลาดแบบมาร์เก็ตติ้ง เน้นให้นักท่องเที่ยวแบ่งปันประสบการณ์ด้านการเดินทางด้วยการให้นักท่องเที่ยวเป็นศูนย์กลางโดยจะมีการผลิตโฆษณาทางทีวีใหม่ออกเผยแพร่ในช่วงต้นปีหน้า ช่วงก่อนปิดเทอมใหญ่เดือน มี.ค. มุ่งสื่อสารตรงกับตลาดเป้าหมาย 4 ส่วนได้แก่ ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน เด็กและเยาวชน ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวในแต่ละส่วนซึมซับภาพบรรยากาศต่างๆได้ชัดเจนผ่านทางทีวี ส่วนตลาดต่างประเทศ ใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท โดย 50% เป็นการทำโฆษณา 30% เป็นการสนับสนุนอีเวนท์ มาร์เก็ตติ้ง เช่น งานไทยเฟสติวัล ของสถานทูตต่างๆ ทั่วโลก หรือการจัดแฟมทริปนำสื่อมวลชนและผู้ประกอบการเดินทางมาไทย และ 20% สำหรับการทำประชาสัมพันธ์ ซึ่งในรูปแบบการดำเนินงาน จะเข้าไปกำหนดกลยุทธ์ร่วมกันกับด้านตลาดเอเชียและยุโรป รวมถึงฝ่ายสินค้าและการท่องเที่ยว เพื่อทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพและไม่ซับซ้อน
“เป้าหมายหลักของททท. คือ ต้องการสร้างการรับรู้ด้านท่องเที่ยวตลอดปี เน้นเข้าไปจับมือกับพันธมิตรประเภทองค์กรที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก และอัดแคมเปญโฆษณาจูงใจให้เกิดการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยวางเป้าหมายจับมือบริษัทที่มีศักยภาพ 2-3 รายในกลุ่มสายการบินและกลุ่มที่ทำสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เช่น เครื่องดื่ม เป็นต้น เพื่อตอกย้ำกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมเดินทางท่องเที่ยวประจำให้ยังคงเดินทางต่อ และเพิ่มกลุ่มคนเดินทางใหม่ด้วย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ทุ่ม200ล้านกระตุ้นท่องเที่ยวไทย -

ปตท.เร่งขยายคลังแอลเอ็นจี
ปตท.พร้อมเร่งขยายคลังแอลเอ็นจี รับความต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
นายภาณุ สุทธิรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างจัดหาบริษัทผู้รับเหมา เพื่อก่อสร้างสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ระยะที่ 2 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการเก็บและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติจากของเหลวเป็นก๊าซ จากปัจจุบัน 5 ล้านตันต่อปี ขยายเป็น 10 ล้านตันต่อปี คาดว่า จะแล้วเสร็จ
และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงกลางปี 60 เพื่อรองรับแผนการจัดหาเชื้อเพลิงสำหรับผลิตไฟฟ้าที่มากขึ้น และเสริมความมั่นคงในการจัดหาก๊าซธรรมชาติของประเทศในระยะยาว นายชาครีย์ บูรณกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. กล่าวว่า ได้ขยายความสามารถของสถานีรับ-จ่ายก๊าซแอลเอ็นจี)เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคไฟฟ้าที่ความต้องการสูงขึ้นปีละ 5-6% ตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่มากขึ้น โดยคาดการณ์ปี 56
ความต้องการใช้ก๊าซฯ ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 4,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่ไทยจัดหาก๊าซฯ จากแหล่งในอ่าวไทยและบนบกรวมกันได้เพียง 3,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เทียบเท่า 78% ของความต้องการ ที่เหลืออีก 22% ต้องนำเข้าจากสหภาพพม่าและนำเข้าจากต่างประเทศ “ก๊าซ แอลเอ็นจี จะเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญของไทย และยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เนื่องจากปริมาณสำรองก๊าซของไทยลดลงต่อเนื่อง ขณะที่การจัดหาแหล่งก๊าซฯใหม่ๆ ในประเทศทำได้ยากขึ้น และการนำเข้าก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้านมีข้อจำกัดมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับความต้องการใช้พลังงานที่สูงขึ้นทุกวันทั้งในภาคไฟฟ้า อุตสาหกรรม และขนส่ง ดังนั้น
กลุ่ม ปตท. จึงเร่งเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการจัดหาและนำเข้าแอลเอ็นจีที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านการมีสถานีรับ-จ่ายก๊าซแอลเอ็นจี เป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีภูมิศาสตร์ที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคที่สำคัญ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ปตท.เร่งขยายคลังแอลเอ็นจี