กลับมาตื่นเต้นกันอีกครั้ง.. เมื่อใกล้ถึงเวลาที่ดาวหาง “ไอซอน” จะโคจรเฉียดดวงอาทิตย์ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ แม้จะไม่อาจคาดเดาได้ถึงความสุกสว่าง ว่าจะมีมากน้อยเพียงใด แต่ก็น่าลุ้น! เพราะดาวหางดวงนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นดาวหางแห่งปี ที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกรวมถึงชาวไทยต่างรู้จัก และเฝ้าติดตามการมาเยือน นับจากที่ถูกค้นพบโดยสองนักดาราศาสตร์สมัครเล่น “ไวตาลี เนฟสกี้” ชาวเบลารุส และ “อาร์เตียม โนวิคโคนอค” ชาวรัสเซีย ภายใต้โครงการไอซอน (ISON: International Scientific Optical Network) เมื่อเดือนกันยายน 2555 “ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา” รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือสดร. บอกว่า การเฝ้าติดตามก่อนหน้านี้ เคยพบว่าดาวหางไอซอนอาจไม่สุกสว่างอย่างที่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกเคยคาดกันว่าจะสว่างถึงขนาดเท่ากับแสงของดวงจันทร์ แต่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กลับพบว่าดาวหางดวงนี้มีพัฒนาการของความสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ดาวหางไอซอนมีการประทุของก๊าซออกมา ส่งผลให้ความสว่างเพิ่มขึ้นอย่างมาก แม้จะยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็กลับมาเป็นที่สนใจของนักดาราศาสตร์ทั่วโลกอีกครั้ง ทำให้จากนี้ไปต้องลุ้นกันว่า ดาวหางไอซอนจะสว่างพอที่จะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือไม่ ก่อนที่จะโคจรเข้าสู่จุดที่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2556 ซึ่งอยู่ห่างจากผิวดวงอาทิตย์ เพียง 1.2 ล้านกิโลเมตรเท่านั้น การเฉียดดวงอาทิตย์ครั้งนี้จะทำให้ดาวหางไอซอนมีอุณหภูมิสูงถึง 2,000 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจจะระเหิดไปหมด หรือแตกเป็นเสี่ยงได้ แต่หากพิจารณาจากขนาดและการโคจรแล้ว ดร.ศรัณย์ บอกว่า มีโอกาสค่อนข้างมากที่ดาวหางไอซอนจะรอดกลับมาให้เราได้ชมดาวหางที่สว่างและสวยงามอีกครั้งหนึ่งในต้นเดือนธันวาคม สำหรับดาวหางไอซอนหรือ C/2012 S1 (ISON) เป็นดาวหางคาบยาว เนื่องจากมีคาบการโคจรนานกว่า 300 ปี และเป็นดาวหางใหม่ที่เข้ามาในระบบสุริยะเพียงเที่ยวเดียว และจะไม่กลับมาอีก การเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นช่วงที่ดาวหางน่าจะมีความสว่างมากที่สุด แต่เนื่องจากเวลาดังกล่าวจะไม่สามารถมองเห็นได้เพราะถูกแสงของดวงอาทิตย์กลบ ดังนั้นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดู คือช่วงวันที่ 15-25 พฤศจิกายน 2556 ที่ดาวหางโคจรก่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และหลังเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ วันที่ 3-15 ธันวาคม 2556 โดยสังเกตได้ในเวลาเช้ามืดทางทิศตะวันออกก่อนอาทิตย์ขึ้น บริเวณกลุ่มดาวหญิงสาว แต่การสังเกตอาจจะไม่ชัดเจนมากนักเนื่องจากแสงตอนเช้ารบกวน ควรใช้กล้องโทรทรรศน์กำลังขยาย 20-30 เท่า หรือใช้กล้องสองตา กำลังขยาย 7 เท่า ก็พอมองเห็นได้ นอกจากนี้ในช่วงเวลาที่ดาวหางไอซอนมาเยือนโลก คนไทยยังมีโอกาสสังเกตเห็นดาวหางคาบสั้นอีก 3 ดวง ในช่วงเวลาเดียวกันอีกด้วย คือ ดาวหางเลิฟจอย (Lovejoy X1) ดาวหางลีเนีย (LINEAR X1) และดาวหางเองเค (2P Enke) โดยดาวหางเลิฟจอยถูกค้นพบเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา มีความสว่างปานกลาง และจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในเวลาประมาณเที่ยงคืนครึ่งของวันที่ 23 ธันวาคม 2556 ตามเวลาประเทศไทย ส่วนดาวหางลีเนีย และดาวหางเองเค เป็นดาวหางที่ค้นพบมานานแล้ว และเป็นดาวหางที่มีคาบการโคจร ปัจจุบันมีการค้นพบดาวหางได้มากขึ้น เนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ซึ่งเฉลี่ยแล้วจะค้นพบดาวหางขนาดใหญ่ประมาณ 10 กว่าดวงในรอบ 100 ปี นักดาราศาสตร์ใช้ดาวหางในการศึกษาถึงที่มาของระบบสุริยจักรวาล สนามแม่เหล็กต่าง ๆ ดาวหางอาจเป็นที่มาของน้ำในมหาสมุทร แต่การเกิดดาวหางที่มาเยือนโลกพร้อมกันถึง 4 ดวง ดร.ศรัณย์ ยืนยันไม่ได้เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลกร้อน ภัยพิบัติ รวมถึงเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะนี่คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่อยู่ห่างไกลจากโลกมากจริง ๆ !!!. นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ลุ้น ‘ไอซอน ‘ดาวหางแห่งปี’
เดือน: พฤศจิกายน 2013
-

ลุ้น ‘ไอซอน ‘ดาวหางแห่งปี’
-

ไทยยังละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สูง
อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ป่วน ภาคธุรกิจยังละเมิดลิขสิทธิ์สูง บก.ปอศ.เผยแจ้งเตือนอย่างต่อเนื่อง หวังปลดล็อกไทยจากประเทศที่ถูกจับตาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์สูงในเอเชียแปซิฟิก พ.ต.อ.ชัยณรงค์ เจริญไชยเนาว์ รองผู้บังคับการกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์กรธุรกิจในไทยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ช่วงปี 2556 ตั้งแต่เดือนม.ค-ต.ค. มีการดำเนินคดีไปแล้วจำนวน 247 คดี โดยอุตสาหกรรมวิศวกรรมและการก่อสร้าง มีการละเมิดมากที่สุด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมโรงงานผลิตอุตสาหกรรมเครื่องจักร อุตสาหกรรมบริษัทรับเหมาช่วงต่อ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมออกแบบ และอุตสาหกรรมตัวแทนจำหน่ายและธุรกิจค้าส่ง โดยอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ยังเติบโตเพิ่มขึ้นจากช่วงปี 2554 ซึ่งการละเมิดลิขสิทธิ์ส่งผลให้เกิดความเสียหายไปแล้วจำนวน 510.85 ล้านบาท ที่ผ่านมา บก.ปอศ. ได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยกำลังถูกจับตามองเป็นพิเศษ จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ต่อต้านและควบคุมสินค้าซอฟต์แวร์ของไทย เนื่องจากในปี 2554 ประเทศไทยมีอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ถึง 72% และอยู่ในลำดับที่ 7 ของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงได้ตั้งเป้าลดการละเมิดลงในปี 2557 ซึ่งมีการดำเนินการแจ้งเตือนกลุ่มอุตสาหกรรมข้างต้นให้ดำเนินการแก้ไขก่อนที่จะมีการจับตรวจค้น เนื่องจากไม่ต้องการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการ เพราะเข้าใจว่าต้องการลดต้นทุนขององค์กร อยากให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ เนื่องจากพบว่าบริษัทมีรายรับต่อปีเฉลี่ยประมาณ 231 ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าซอฟต์แวร์ที่ถูกละเมิดเฉลี่ยประมาณ 2.06 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากผู้ประกอบการไทยใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ จะเพิ่มค่าใช้จ่ายเพียงประมาณ 2 ล้านบาท เมื่อเทียบกับการใช้งานขององค์กรที่ทำได้อย่างเปิดเผย พ.ต.อ.ชัยณรงค์ กล่าวว่า หากประเทศไทยสามารถลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ได้จะปลดล็อกออกจากประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ จากประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับเออีซีที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไทยยังละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์สูง -

สทน.เร่งพัฒนาเภสัชรังสีวินิจฉัยโรคมะเร็ง
สทน. เร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ไอโซโทปรังสี แกเรียม เพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็ง หวังลดการนำเข้าของเภสัชรังสีราคาแพงจากต่างประเทศ ดร.สมพร จองคำ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า ปัจจุบันศูนย์ไอโซโทปรังสีของ สทน. ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เภสัชรังสี ที่สามารถนำมาใช้วินิจฉัยโรค บรรเทาอาการของโรค หรือแม้แต่รักษาโรคได้ โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จำเป็นต้องผลิตจากเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัยของ สทน.ที่มีเพียงเครื่องเดียวในประเทศ และส่งให้กับโรงพยาบาลมากกว่า 25 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสามารถช่วยลดการนำเข้าของเภสัชรังสีจากต่างประเทศที่มีราคาแพงได้หลายล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ล่าสุด ศูนย์ไอโซโทปรังสี สทน. ได้ดำเนินการผลิต ผลิตภัณฑ์ไอโซโทปรังสี แกเรียม Ga-68 DOTATATE ให้แก่โรงพยาบาลในขั้นตอนทดลองใช้กับคนไข้เพื่อการวินิจฉัยโรคมะเร็งในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งและเนื้องอกในปอด และกลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ของ สทน. อยู่ระหว่างการพัฒนาสารเภสัชรังสี แกเรียม Ga-68 Bombesin เพื่อใช้ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก คาดว่าจะสำเร็จได้และสามารถส่งให้โรงพยาบาลต่าง ๆ นำไปให้บริการผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวได้ภายในกลางปี 2557 นี้.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทน.เร่งพัฒนาเภสัชรังสีวินิจฉัยโรคมะเร็ง