เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • พาณิชย์ขายข้าวให้จีน1.2 ล้านตัน

    พาณิชย์ขายข้าวให้จีน1.2 ล้านตัน

    นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นสักขีพยานพิธีลงนามในสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตร ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีนว่า ขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศ ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายสินค้าเกษตรแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับบริษัท เป่ย์จิง เกรท นอร์ทเทิร์น วิลเดอร์เนส ไรซ์ อินดัสทรีย์ สังกัดบริษัท เป่ยต้าฮวง กรุ๊ป ของกรมการเกษตร มณฑลเฮยหลงเจียง ประเทศจีน ประกอบด้วยการลงนามในสัญญาซื้อขายข้าวขาว 5% และปลายข้าว รวม 1.2 ล้านตัน และมันสำปะหลังเส้น 90,000 ตัน โดยราคาที่ซื้อขายอิงตามราคาในตลาดโลก มีกำหนดส่งมอบให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี ซึ่งล็อตแรกจะส่งมอบภายในเดือนธ.ค.นี้ การลงนามในสัญญาซื้อขายข้าวให้จีนครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการเดินทางไปเจรจาขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทย และกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนเมื่อต้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา และถือเป็นสัญญาซื้อขายข้าวระหว่าง 2 ประเทศสัญญาที่ 3 ของปีนี้ โดยสัญญาแรกเป็นสัญญาซื้อขายข้าวไทย 1 ล้านตัน ใน 5 ปี ระหว่างสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และรัฐวิสาหกิจของจีน ส่วนสัญญาที่ 2 เป็นสัญญาซื้อข้าวไทยแบบจีทูจี 1 ล้านตัน เริ่มส่งมอบปี 57 ระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ และรัฐวิสาหกิจจีนที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางมาเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีจีน “การซื้อขายข้าวครั้งนี้ เป็นการซื้อหน้าคลังสินค้า (เอ็กซ์-แวร์เฮาส์) และซื้อตามราคาตลาดโลก โดยจีนได้เลือกผู้ส่งออกไทย 1 รายเป็นผู้ปรับปรุงข้าวและส่งออกไปยังจีน เบื้องต้นแม้ว่าราคาขายจะมีผลขาดทุนเมื่อเทียบกับราคารับจำนำ แต่รัฐบาลไม่ใช่พ่อค้า ที่ซื้อมาขายไปเพื่อเอากำไร อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่สามารถบอกราคาขายได้เพราะเป็นความลับ” ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การขายข้าวให้จีนครั้งนี้ อาจทำให้รัฐบาลขาดทุนเกือบ 50% จากต้นทุนข้าวที่รับซื้อจากโครงการรับจำนำข้าว เพราะขณะนี้ราคาส่งออกข้าวขาว 5% ของไทยเฉลี่อยู่ที่ตันละ 430-440 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ต้นทุนการรับจำนำข้าวเปลือกอยู่ที่ตันละ 15,000 บาท เมื่อคิดเป็นราคาส่งออกจะอยู่ที่ประมาณตันละ 800 เหรียญฯ น่าจะทำให้รัฐบาลขาดทุนตันละ 360-370 เหรียญฯ แต่การขายแบบจีทูจีนี้ แม้จะอ้างราคาตลาด แต่ความเป็นจริงส่วนใหญ่ก็จะต่ำกว่าราคาตลาดอยู่แล้ว สำหรับการที่จีนนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น เป็นเพราะผลผลิตข้าวของจีนเสียหายจากสภาพอากาศที่แห้งและจีนนำเข้าเพื่อส่งออกไปช่วยเหลือประเทศที่ 3 มากขึ้น จึงถือเป็นโอกาสของไทยในการส่งออกข้าว ด้านนายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะเปิดระบายข้าวสต๊อกรัฐบาล 131,849 ตัน แบ่งเป็นข้าวขาว 5% ปริมาณ 114,425 ตัน และข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ปริมาณ 17,424 ตัน ผ่าน เอเฟต โดยเปิดให้ผู้สนใจเสนอราคาส่วนต่าง (ค่าเบสิส) วันที่ 25 พ.ย.นี้ ถือเป็นการระบายข้าวรัฐผ่านเอเฟตเป็นรอบที่ 2 ในปีนี้ เชื่อว่าจะมีผู้สนใจเข้าร่วมประมูลมากกว่ารอบแรก ที่มีเพียง 5 รายเท่านั้น สำหรับสต๊อกข้าวไทยที่มีปริมาณมาก ยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีแรงกดดันที่จะต้องเร่งขายออก เพราะตลาดกำลังมีความต้องการข้าวจำนวนมาก จึงอยากฝากเอกชนอย่ารอเวลาว่ารัฐบาลจะขายข้าวราคาถูก เพราะนโยบายกระทรวงฯคือต้องการขายข้าวให้ได้ราคาดี ไม่เน้นที่ปริมาณ หากสามารถขายข้าวไทยในปริมาณมาก แต่ได้ราคาต่ำ ก็ไม่ต้องการ “เราส่งสัญญาชัดเจนว่าจะไม่ขายข้าวราคาต่ำแน่นอน เพราะไม่ได้ตั้งเป้าหมายเชิงปริมาณ แต่ต้องการให้ได้ราคาที่เหมาะสม รวมถึงการประมูลเอเฟตรอบนี้ด้วยที่ไม่เน้นเชิงปริมาณ”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ขายข้าวให้จีน1.2 ล้านตัน

  • “ทรู อินคิวบ์” ดัน “ทีมถามครู.com” สตาร์ทอัพรายแรกของโครงการ

    “ทรู อินคิวบ์” ดัน “ทีมถามครู.com” สตาร์ทอัพรายแรกของโครงการ

    วันนี้(20พ.ย.) ที่อาคารทรู ทาวเวอร์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าว ทรู อินคิวบ์ เสริมแกร่งสตาร์อัพ “ทีมถามครู.com” โดยนายปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ผู้อำนวยการบริการ ทรู อินคิวบ์ กล่าวว่า โครงการทรูอินคิวบ์ เป็นโครงการที่ทางกลุ่มทรูตั้งใจสนับสนุนสตาร์อัพ หรือกลุ่มผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยให้สามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้สามารถสร้างธุรกิจให้เกิดขึ้นจริงได้ ซึ่งทีม ทีมถามครู.com เป็น 1 ใน 6 ทีมที่ผ่านการคัดเลือกและมีผลงานที่โดดเด่นจนสามารถเป็นสตาร์อัพกลุ่มแรกที่พัฒนาแอพลิเคชั่นถามครู(Taamkru) ในระบบปฎบัติการไอโอเอส เพื่อใช้งานผ่านไอแพด จนเป็นผลสำเร็จได้และเปิดให้ผู้ที่สนใจดาวน์โหลดผ่านแอพสโตร์ได้แล้ว ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ รองผู้อำนวยการและหัวหน้าศูนย์นวัตกรรมบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แอพพลิเคชั่นถามครูเป็นแอพพลิเคชั่นเกี่ยวกับการศึกษาที่เป็นคลังข้อสอบระดับอนุบาลที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยกลุ่มทรูเตรียมผลักดันให้สามารถนำไปดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มสถาบันการศึกษาระดับอนุบาลในพื้นที่ กทม. 200-300 แห่ง และโรงเรียนในโครงการปลูกปัญญาอีก 5-6 พันแห่งทั่วประเทศ รวมถึงผู้ปกครองที่ต้องการเพิ่มศักยภาพให้ลูกโดยที่ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเรียนโรงเรียนกวดวิชา ด้าน ดร.หม่อมหลวง จันทน์กฤษณา ผลวิวัฒน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและตัวแทนจากทีมถามรูป.com กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของถามครูมาจากการทำเว็บไซต์ถามครู.com ซึ่งเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยปัจจุบัน 10 เดือนมียอดผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 3 แสนราย และมีอัตราการอยู่ในเว็บมากกว่า 15 นาที ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยเว็บไซต์ทั่วไปที่อยู่ที่ 5-6 นาทีเท่านั้น สำหรับแอพพลิเคชั่นมีเนื้อหาข้อมูลที่ผู้ปกครองสามารถใช้เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเพื่อใช้สอบเข้า ป.1 ได้ โดยมีข้อสอบมากกว่า 1 หมื่นข้อ สามารถวัดผลกับเด็กคนอื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน จังหวัด หรือประเทศได้ เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลพื้นที่การใช้งานของยูเซอร์ และสามารถประเมินความก้าวหน้าของเด็กได้ ล่าสุดได้ทำการจัดแข่งขันถามครู ออนไลน์ ไอคิว แอนด์ แมตซ์ ชาเลนจ์ เอเชีย ซึ่งเป็นเวทีประลองไอคิวและทักษะทางคณิตศาสตร์ระดับอนุบาลชิงแชมป์เอเชีย โดยจะใช้ข้อสอบ TKAT ที่ทางทีมถามครูจัดทำขึ้น โดยมีรางวัลชนะเลิศ คือ ถ้วยประทานพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พร้อมทุนการศึกษา ผู้ปกครองที่สนใจสามารถสมัครทางออนไลน์ได้ที่ www.taamkru.com/asia ถึงวันที่ 15 ธ.ค.2556

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : “ทรู อินคิวบ์” ดัน “ทีมถามครู.com” สตาร์ทอัพรายแรกของโครงการ

  • ธปท.รับลูกหนี้ผ่อนหนี้ไม่ไหวเป็นเรื่องปกติ

    ธปท.รับลูกหนี้ผ่อนหนี้ไม่ไหวเป็นเรื่องปกติ

    นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถิติการปรับโครงสร้างหนี้ไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมา มีสัดส่วเพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกค้าขาดความสามารถในการชำระหนี้ โดยเฉพาะบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล ส่งผลให้ผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ยังถือว่าเป็นภาวะปกติ เพราะช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ประชาชนชะลอการใช้จ่ายตามไปด้วย เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งสอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ขณะนี้ “เมื่อเศรษฐกิจอ่อนตัวลง ก็มักจะมีปัญหาการผิดนัดชำระหนี้บ้างนิดหน่อย เป็นปกติอยู่แล้ว โดยสินเชื่อจะเกี่ยวโยงกับจีดีพี ซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษไตรมาส 3 ที่ผ่านมา มียอดคงค้าง 269,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า และสัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ที่ยังไม่หักกันสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 2.2% เอ็นพีแอลสุทธิ 1% ทั้งนี้ยังไม่เห็นว่าเป็นสัญญาณที่จะก่อให้เกิดชนวนวิกฤตเศรษฐกิจแต่อย่างใด” อย่างไรก็ตาม แม้สินเชื่ออุปโภคบริโภคไตรมาส 3 ขยายตัว 15.7% แต่ยังเป็นสัดส่วนที่ชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 19.5% โดยสินเชื่ออุปโภคบริโภคชะลอลงทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลชะลอลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 22.9% มาอยู่ที่ 19% ในไตรมาส 3 สินเชื่อรถยนต์ชะลอตัวลงจาก 30.2% เหลือ 20.8% สินเชื่อที่อยู่อาศัยจาก 12.2% เหลือ 11.3% และสินเชื่อบัตรเครดิต จาก 19.5% เหลือ 17.3% ซึ่งเป็นการชะลอลงในทิศทางเดียวกับภาพรวมสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์จาก 12.8% เหลือ 11.6% ด้วย สำหรับบรรยากาศการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราการขยายตัวของสินเชื่อชะลอลงหรือไม่นั้น คงประเมินได้ยาก ขึ้นอยู่กับการคาดเดา จึงวัดไม่ได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของสินเชื่อมากน้อยแค่ไหน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.รับลูกหนี้ผ่อนหนี้ไม่ไหวเป็นเรื่องปกติ