เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • ธปท. เตือนผู้บริโภคระวังรูดปื๊ดแฮ็คข้อมูล

    ธปท. เตือนผู้บริโภคระวังรูดปื๊ดแฮ็คข้อมูล

    นางชนาธิป จริยาวิโรจน์ ผู้อำนวยการศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้เสียหายถูกแฮกข้อมูลจากบัตรเอทีเอ็มที่อาคารออลลซีซั่น ถนนวิทยุ และอาคารซีพี ทาวเวอร์ 3 ถนนพญาไท ว่า ศคง.ได้เตือนให้ประชาชนที่ใช้บัตรเอทีเอ็ม เพิ่มความระมัดระวังในการใช้ให้มากขึ้น เพื่อป้องกันการถูกลักลอบขโมยข้อมูลบนแถบแม่เหล็กด้านหลังบัตรและรหัสประจำบัตร ทั้งนี้ วิธีการล้วงข้อมูลของมิจฉาชีพจะมี 2 แบบ คือ การใช้เครื่องคัดลอกข้อมูลในแถบแม่เหล็กหรือเครื่องสกิมเมอร์ (สกิมเมอร์) โดยนำเครื่องไปติดตั้งที่ช่องเสียบบัตรของตู้เอทีเอ็มเพื่อคัดลอกข้อมูล พร้อมติดตั้งเครื่องครอบกดตัวเลข หรือติดกล้องขนาดจิ๋วเพื่อแอบดูรหัสขณะกดเงิน ส่วนอีกวิธีคือ การใช้เครื่องคัดลอกข้อมูลในแถบแม่เหล็กขนาดพกพาหรือเครื่องแฮนด์เฮลด์สกิมเมอร์ ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนสามารถซ่อนในฝ่ามือได้ โดยแอบรูดบัตรของเจ้าของบัตรเพื่อคัดลอกข้อมูลจากแถบแม่เหล็กขณะเผลอหรือส่งบัตรให้แก่มิจฉาชีพที่อาจทำทีเข้ามาช่วยเหลือหรือให้บริการ “ปัจจุบันเทคโนโลยีมีการพัฒนาไปมาก ทำให้มิจฉาชีพมีวิธีที่ล้ำสมัยเพื่อขโมยเงินของเรา ดังนั้นเราควรรู้วิธีป้องกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยก่อนที่จะใช้ตู้เอทีเอ็มทุกครั้ง ควรสังเกตช่องสอดบัตรและแป้นกดตัวเลขว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ หากสงสัยไม่ควรใช้เครื่องและรีบแจ้งให้ธนาคารทราบทันที รวมทั้ง สังเกตความผิดปกติบริเวณตู้เอทีเอ็ม เช่น กล่องใส่โบชัวร์ เพราะอาจเป็นที่ซ่อนกล้องรูเข็มเพื่อแอบดูการ กดรหัส และควรใช้มือบังแป้นกดตัวเลขขณะทำรายการ เพื่อไม่ให้กล้องที่มิจฉาชีพแอบติดตั้งไว้หรือคนที่อยู่ด้านหลังเห็นรหัสบัตร และเปลี่ยนรหัสบัตรอยู่เสมอ และรีบเปลี่ยนรหัสทันทีเมื่อสงสัยว่าบุคคลอื่นทราบรหัสของเรา” นางชนาธิป กล่าวว่า ผู้บริโภคจึงควรติดตามข่าวสารเพื่อให้รู้เท่าทันกลวิธีของมิจฉาชีพอยู่เสมอ โดยสามารถติดตามข้อมูลที่เผยแพร่ใน www.facebook.com/hotline1213 เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ผู้บริโภคสามารถติดตามข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับการเงินได้ และหากพบว่าตนเองถูกแฮกข้อมูลและถูกขโมยเงินจากบัญชีก็สามารถโทรปรึกษาได้ที่ คอลเซ็นเตอร์ ศคง.1213

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท. เตือนผู้บริโภคระวังรูดปื๊ดแฮ็คข้อมูล

  • หุ้นไทยวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 ปิดบวก 3.30 จุด

    หุ้นไทยวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 ปิดบวก 3.30 จุด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยกาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 18 พ.ย. ดัชนีแกว่งตัวผันผวน โดยยืนในแดนบวกได้ ตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น แต่หุ้นไทยอยู่ในกรอบแคบๆ และปริมาณการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนยังกังวลเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศ ทำให้ดัชนีฟื้นตัวได้ไม่มากนัก ซึ่งระหว่างวันหุ้นไทยทะยานขึ้นสูงสุดที่ 1,430.37 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 1,422.39 จุด จนมาปิดตลาดที่ 1,423.96 จุด เพิ่มขึ้น 3.30 จุด หรือ 0.23% ด้วยมูลค่าการซื้อขายเบาบาง 26,069.99 ล้านบาท สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก 1. ทรู ปิดที่ 9.00 บาท ลดลง 0.05 บาท 2. เอไอเอส ปิดที่ 235.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง 3. จัสมิน ปิดที่ 8.10 บาท ลดลง 0.10 บาท 4. บีแลนด์ ปิดที่ 1.71 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท 5. ธ.กรุงไทย ปิดที่ 19.90 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หุ้นไทยวันที่ 18 พฤศจิกายน 2556 ปิดบวก 3.30 จุด

  • ขึ้นราคาเรือด่วนเจ้าพระยา 2 บาท

    ขึ้นราคาเรือด่วนเจ้าพระยา 2 บาท

    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือด่วนในแม่น้ำเจ้าพระยาได้ทำหนังสือถึงนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เพื่อขอให้พิจารณาขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยา อีกเที่ยวละ 2 บาทต่อช่วง เนื่องจากค่าโดยสารปัจจุบันเป็นอัตราที่ขาดทุน เพราะไม่เคยปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 51 ทั้งที่ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจากวันละ 215 บาท เป็น 300บาท จนทำให้ขณะนี้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นกว่า 40% ทั้งนี้ปี 55 ที่ผ่านมา เรือด่วนเจ้าพระยาขาดทุนแล้วกว่า 13 ล้านบาท และหากกรมเจ้าท่ายังมีนโยบายให้ตรึงราคาไปถึงสิ้นปี 56 บริษัทก็จะขาดทุนเพิ่มอีก 8 ล้านบาท อย่างไรก็ตามหากกระทรวงคมนาคมไม่อนุญาตปรับค่าโดยสาร ก็เสนอให้เรือด่วนเจ้าพระยาเก็บอัตราค่าโดยสาร 10 บาทตลอดสาย แต่ส่วนเกินให้รัฐบาลเป็นผู้จ่ายชดเชยแทน โดยแนวทางนี้หากรัฐบาลเห็นชอบ เรือด่วนเจ้าพระยาจะเริ่มทันทีวันที่ 1 ม.ค.57 นายชัชชาติ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ยังไม่พิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาตามที่ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เสนอมา แต่จะออกมาตรการช่วยเหลือด้านอื่นแทน เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนซึ่งมีจำนวนมากถึง 30,000 คนต่อวัน เบื้องต้นจะหามาตรการจูงใจให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการเรือด่วนเจ้าพระยาเพิ่ม เช่น ปรับเส้นทางการเดินรถโดยสารประจำทางในกรุงเทพฯและปริมณฑลให้สามารถเข้าถึง ท่าเรือและเชื่อมต่อกับระบบการเดินทางอื่นๆได้มากขึ้น น.ท.ปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการบริษัทเรือด่วนเจ้าพระยา กล่าวว่า ได้ยื่นขอปรับอัตราค่าโดยสารเรือระยะละ 2 บาท ไปตั้งแต่ปลายปี 54 แต่คณะกรรมการพิจารณาอัตราค่าโดยสารเรือประจำทางยังไม่อนุมัติปรับราคาให้ ทำให้บริษัทต้องแบกรับภาระการขาดทุนปี 55 ประมาณ 13 ล้าน และหากภายในสิ้นปีนี้ยังไม่มีการปรับอัตราค่าโดยสารเรือ คาดว่าจะขาดทุนรวมทั้งสิ้น 26 ล้านบาท ทั้งนี้ สาเหตุที่บริษัทประสบภาวะขาดทุนเนื่องจากอัตราค่าน้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 29.99 บาท แต่ค่าโดยสารที่จัดเก็บเป็นเกณฑ์ราคาน้ำมันระหว่าง 22-25 บาท ประกอบกับการปรับอัตราค่าแรงที่รัฐบาลมีนโยบายให้ปรับเพิ่มขึ้นวันละ 300 บาท ทำให้ต้นทุนค่าน้ำมันและค่าแรงสูงถึง 70% โดยไม่รวมรายจ่ายอื่นๆที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้ มีแนวโน้มว่า ทางกระทรวงคมนาคมจะหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้บริษัทไปลงทุนทำท่าเรือต่อเชื่อมกับระบบรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต และอาจจะพิจารณาให้ปรับอัตราค่าโดยสารเพิ่มในส่วนของเรือด่วน แต่ถึงขณะนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง สำหรับ อัตราค่าโดยสารที่จัดเก็บปัจจุบัน เรือโดยสารประจำทาง(ไม่มีธง) เส้นทาง นนทบุรี – วัดราชสิงขร จัดเก็บในอัตรา ระยะละ 10-12-14 บาท เรือด่วนพิเศษธงส้ม เส้นทาง นนทบุรี–วัดราชสิงขร จัดเก็บในอัตรา 15 บาทตลอดสาย เรือด่วนพิเศษธงเหลือง เส้นทาง นนทบุรี – สาทร–ราษฏร์บูรณะ จัดเก็บในอัตรา 20 ตลอดสาย และเรือด่วน ส่วนต่อขยาย เส้นทางปากเกร็ด – นนทบุรี จัดเก็บในอัตรา 9 บาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ขึ้นราคาเรือด่วนเจ้าพระยา 2 บาท