เดือน: พฤศจิกายน 2013

  • ชงตั้งองค์กรอิสระเฝ้าระวังการคลังของชาติ

    ชงตั้งองค์กรอิสระเฝ้าระวังการคลังของชาติ

    นายศาสตรา สุดสวาสดิ์ อาจารย์ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า การแก้ปัญหาการใช้งบประมาณของภาครัฐที่ยั่งยืน ควรจัดตั้งองค์กรเฝ้าระวังทางการคลังอิสระ (พีบีโอ) เหมือนกับสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ที่ทำงานแบบอิสระจากฝ่ายบริหาร เป็นกลางทางการเมือง ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐ และวางนโยบายทางการคลังในอนาคต เพื่อให้รัฐสภาและประชาาชนตรวจสอบการใชัเงินของรัฐบาลได้ และสามารถสรา้งฐานะทางการคลังของประเทศให้ดีขึ้นิไม่ต้องขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องเหมือนในปัจจุบัน ทั้งนี้ หากผลักดันให้องค์กรอิสระดังกล่าวเกิดได้จริง จะช่วยการใช้จ่ายงบประมาณได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เห็นได้จากประเทศที่มีองค์กรดังกล่าวกับกับอยู่ ที่มีอัตราส่วนหนี้สาธารณะลดลง และมีงบประมาณเกินดุล ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจเติบโตในระยะยาว เพราะหากมองการบริหารงบประมาณของรัฐในตอนนี้ พบว่า รัฐบาลมักมองประโยชน์ที่จะเกิดระยะสั้น ไม่ได้คิดริบคอบ แยีงใช้งบประมาณจากกองกลาง และใช้นโยบายการคลังอย่างขาดดุลพินิจมากกว่าใช้นโยบายที่ปรับเสถียรภาพเศรษฐกิจอัตโนมัติ นายภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ได้ส่งดีต่อเศรษฐกิจ อีกทั้ง หนี้สาธารณะเองก็ไม่ได้ลดลง แต่ที่ลดลงคือรายจ่ายการลงทุน นอกจากนี้ ตามกรอบการรักษาวินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานไว้ชัดเจนนั้น รัฐบาลไม่ได้สนใจและหลีกเลี่ยง เห็นได้จากมีการกู้เงินนอกงบประมาณหลายโครงการ เช่น โครงการไทยเข้มแข็ง พ.ร.บ.กู้เงินบริหารจัดการน้ำ และพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ถือเป็นปรากฎการที่กระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะยาว นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า การจัดสรรทรัพยากรทั้งด้านการคลังและกึ่งการคลังของรัฐ เป็นเพียงการหวังผลในระยะสั้นมากกว่าสร้างการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะการส่งเสริมสินเชื่อของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ที่ไม่สามารถทำได้บรรลุเป้าหมาย เนื่องจากไม่สามารถปิดช่องว่างการเข้าถึงเงินทุน เพราะมีเอสเอ็มอีเข้าถึงน้อย การดำเนินการที่ไม่มีทิศทาง แล้วแต่รัฐบาลแต่ละชุด รวมทั้ง ไม่มีประสิทธิภาพ โดยสร้างภาระการคลังสูงจากหนี้เสีย และไม่มีกลไกติดตามและตรวจสอบ ส่งผลให้กระทบต่อเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งนี้ รัฐบาลควรกำหนดเพื่อเพิ่มความครอบคลุมโดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายของเอสเอ็มอีตามรายได้ ให้แบงก์รัฐอยู่ภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคำนวณภาระการคลังของสินเชื่อทุกโครงการ รวมทั้ง ประเมินแบงก์รัฐให้เน้นการเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอี และความคุ้มค่าของโครงการสินเชื่อทั้งหมด โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์พัฒนาเอสเอ็มอีโดยรวม ไม่ใช่โครงการโดด

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ชงตั้งองค์กรอิสระเฝ้าระวังการคลังของชาติ

  • คนไทยแห่เที่ยวเมืองนอก

    คนไทยแห่เที่ยวเมืองนอก

    นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) ของปีนี้ ยอดคนไทยจองทัวร์ไปท่องเที่ยวต่างประเทศยังเป็นไปตามเป้าหมายทั้งหมด โดยเฉพาะช่วงเดือนธ.ค.นี้ มีคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศมากที่สุดถึง90%ของทั้งปี หรือ 70,000 คน เหตุเพราะเป็นเดือนที่มีวันหยุดยาว หลายช่วงทำให้วางแผนเดินทางท่องเที่ยวได้ โดยเส้นทางที่นิยมได้แก่ ประเทศในแถบเอเชีย ส่วนเส้นทางยุโรปในขณะนี้ยอดจองเริ่มลดลงแล้วเนื่องจากจะต้องใช้เวลาทำวีซ่าอย่างต่ำ 15 วัน และอีกส่วนหนึ่งมาจากประเทศญี่ปุ่นมีโปรโมชั่นเรื่องราคาแพ็กเกจทัวร์ที่ถูกลง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศ ทั้งนี้ เรื่องราคาของแพ็กเกจทัวร์ต่าง ๆ นั้น ขณะนี้เริ่มมีสัญญาณว่าประเทศเกาหลีและจีน เริ่มขยับราคาทัวร์ให้ลดต่ำลงมา เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวแล้ว โดยแพ็กเกจไปเกาหลีมีราคา 17,000 บาท ส่วนประเทศจีนก็มีราคาใกล้เคียงกัน แต่ ยังขาดการประชาสัมพันธ์การตลาด เพื่อดึงนักท่องเที่ยวจึงทำให้คนไทยจะสนใจไปเที่ยวญี่ปุ่นและเกาหลีเพิ่มและไปจีนลดลง นายไชยรัตน์ ไตรรัตน์จรัสพร นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวระยอง กล่าวว่า ตั้งแต่เข้าไฮซีซั่นโดยเฉพาะช่วงเดือน ธ.ค.นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวเสม็ดยังไม่ดีเท่าที่ควรนัก แม้จะมีการลดราคาห้องพักลง20-30% โดยอัตราการเข้าพักเหลือ 50% ลดลงจากปีที่ผ่านมา 20% ทั้งที่ภาพรวมของเกาะเสม็ดสามารถท่องเที่ยวได้เกือบ 100% แล้ว แต่นักท่องเที่ยวที่มายังเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยและ จากรัสเซียกับจีน ที่มักจะพักเพียง 1-2 วันส่วนในกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรปและสแกนดิเนเวียที่นิยมพักแบบระยะยาว (ลองสเตย์) ไม่ต่ำกว่า 10 วันนั้นยังไม่เดินทางมามากนัก รวมถึงเปลี่ยนการตัดสินใจไปเที่ยวที่เกาะช้าง หรือ เกาะกูดแทนจึงทำให้รายได้ที่จะได้รับไม่สามารถชดเชยกันได้ “นักท่องเที่ยวในกลุ่มยุโรปกับสแกนที่มาเที่ยวเสม็ดนั้น โดยปกติจะทำรายได้มากถึง 40% แต่ขณะนี้นักท่องเที่ยวยังไม่มั่นใจที่จะเดินทางมามากนัก เพราะถือเป็นการเดินทางไกลและ ต้องวางแผนด้านความเสี่ยง ขณะนี้จึงอยากให้ภาครัฐเช่น ปตท. หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เข้าไปโปรโมทแหล่งเสม็ดแบบการจัดโรดโชว์ให้มากขึ้นเพื่อดึงตลาดที่ทำรายได้สูงกลับมา นอกจากนี้ในบางรีสอร์ทนั้นจะเลือกรับนักท่องเที่ยวแบบเฉพาะเจาะจง เช่น หากเลือกรับยุโรปก็จะไม่รับรัสเซีย เนื่องจากพฤติกรรมการท่องเที่ยวบางอย่างไม่ตรงกัน จึงทำให้รีสอร์ทที่เจาะจงรับนักท่องเที่ยวจากยุโรปขาดรายได้อย่างเห็นได้ชัด”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนไทยแห่เที่ยวเมืองนอก

  • พาณิชย์ชงครม.ลดภาษีนำเข้าเกือบ 7 พันรายการ

    พาณิชย์ชงครม.ลดภาษีนำเข้าเกือบ 7 พันรายการ

    นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอให้ที่ประชุม ครม. พิจารณายกเลิกภาษีนำเข้าและโควตา (ดิวตี้ฟรี โควตาฟรี) ตามนโยบายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ที่ต้องการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด โดยมีสินค้า 6,998 รายการ ซึ่งจะมีการประกาศรายละเอียดในการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก (ดับปลิวทีโอ) ในวันที่ 3-6 ธ.ค.56 ที่อินโดนีเซีย ทั้งนี้ สินค้าที่จะลดภาษีดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบ แยกเป็นสินค้าเกษตร 1,594 รายการ เช่น สัตว์มีชีวิต เนื้อสัตว์ ปลาแช่เย็น พืชมีชีวิต มันสำปะหลัง แอปเปิล ข้าวสาลี ถั่วลิสง ไม้ไผ่ เมล็ดโกโก้ เป็นต้น ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม 5,771 รายการ เช่น สินแร่และหัวแร่ดีบุก เครื่องจักรสาน กระดาษ ด้าย ฝ้าย ผ้าทอ เพชรไม่ได้ตกแต่ง นิกเกิล อลูมิเนียม ตะกั่ว สังกะสี เป็นต้น “การลดภาษีให้กับประเทศพัฒนาน้อยที่สุด จะมีประเทศที่ได้รับประโยชน์รวม 49 ประเทศ เป็นประเทศในทวีปแอฟริกา 34 ประเทศ และประเทศในเอเชีย 14 ประเทศ ลาตินอเมริกาและคาริบเบียน 1 ประเทศ” อย่างไรก็ตาม แม้ไทยจะลดภาษีนำเข้าให้กับประเทศพัฒนาน้อยที่สุดแล้ว แต่หากต่อไปพบว่ามีการนำเข้าเพิ่มขึ้นอย่างมากและผิดปกติจนกระทบต่อผู้ประกอบการภายในประเทศ ก็สามารถที่จะใช้มาตรการปกป้องการนำเข้าได้ ซึ่งจะมีคณะกรรมการป้องกันผลกระทบเข้ามาดูแล ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นประธาน เมื่อช่วงเดือนก.ค.56 ได้เห็นชอบในหลักการให้มีการให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศพัฒนาน้อยที่สุด และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือร่วมกัน ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ได้ข้อสรุป ก่อนที่จะนำเรื่องเสนอ ครม. พิจารณา และนำไปประกาศในการประชุมรัฐมนตรีดับปลิวทีโอต่อไป สำหรับการลดภาษีและโควตาสินค้า 6,998 รายการ คิดเป็น 73.21% ของรายการสินค้าทั้งหมด 9,558 รายการ และการลดภาษี ส่วนใหญ่ไทยได้ลดภาษีให้กับประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดอยู่แล้ว โดยเฉพาะบางประเทศในอาเซียน เช่น ลาว กัมพูชา และพม่า ที่จะได้ประโยชน์จากการลดภาษีในครั้งนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม นายนิวัฒน์ธำรงมีกำหนดการที่จะเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีดับปลิวทีโอในช่วงวันที่ 3-6 ธ.ค.56 ที่เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะเป็นผู้ประกาศการลดภาษีสินค้าดังกล่าวต่อสมาชิกดับปลิวทีโอเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อไทยว่าเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการค้าเสรี และสนับสนุนประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุดให้เข้าสู่ระบบการค้าโลก

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ชงครม.ลดภาษีนำเข้าเกือบ 7 พันรายการ