เดือน: ธันวาคม 2013

  • คาดเงินสะพัดเลือกตั้ง5หมื่นล้านบาท

    คาดเงินสะพัดเลือกตั้ง5หมื่นล้านบาท

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย  ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  เปิดเผยว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ที่กำหนดในวันที่ 2 ก.พ. 57นี้ คาดว่าจะเม็ดเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากการจัดทำกิจกรรมของพรรคการเมืองรวมกันประมาณ40,000-50,000 ล้านบาทในกรณีที่ทุกพรรคเข้าร่วมการเลือกตั้งเนื่องจากจะทำให้บรรยากาศในการหาเสียงมีความคึกคักมากขึ้น และสามารถ ช่วยให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีหน้าในระดับ0.3-0.4% “ปีนี้ไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจซบเซาจนทำให้ภาคการบริโภคในประเทศชะลอตัวตามไปด้วยทั้งๆที่ประชาชนจำนวนมากยังมีเงินเก็บแต่ส่วนใหญ่ไม่กล้าใช้จ่ายเพราะไม่มั่นใจเศรษฐกิจในอนาคตและเรื่องของสถานการณ์ทางการเมืองดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งของประเทศอย่างน้อยก็จะทำให้เม็ดเงินที่อยู่ในระบบและเงินใต้ดินลงไปถึงมือประชาชนในหลายๆรอบหมุนเวียนกันไปซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศได้เป็นอย่างดีอย่างไรก็ตามตอนนี้หลายฝ่ายก็กำลังจับตาว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้จะคึกคักหรือไม่เพราะหากมีบางพรรคไม่ลงเลือกตั้งโดยต้องการให้ประเทศไทยมีการปฎิรูปก่อนทั้งการปฎิรูปการเมืองสังคม เศรษฐกิจ และการปราบปรามการคอร์รัปชั่นก็จะทำให้การเลือกตั้งไม่คึกคักและคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 20,000 ล้านบาทเพราะพรรคการเมืองใหญ่และกลางที่เหลืออยู่จัดกิจกรรมการหาเสียงที่น้อยลงส่วนธุรกิจที่จะได้รับอานิสงค์ในการเลือกตั้งส่วนใหญ่จะเป็นการจัดทำโปสเตอร์,สิ่งพิมพ์, การโฆษณา สื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เว็ปไซต์,เสื้อผ้าสำหรับทีมงานในการหาเสียง, เครื่องดื่ม, รถยนต์และจักรยานยนต์ในการหาเสียง,เครื่องเสียง และ การจัดอีเวนต์ต่างๆ เป็นต้นนายธนวรรธน์ กล่าวว่าจากการประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าจะทำให้เศรษฐกิจมีความสูญเสียประมาณ20,000-30,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปประมาณกว่า100,000  คนต่อเดือนแต่ทุกฝ่ายแสดงความชื่นชมที่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกิดเหตุความรุนแรง“ตอนนี้ยังคงมองว่าเหตุชุมนุมโดยไม่มีเหตุรุนแรงอาจลากยาวถึงปลายปีโดยเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต  3% และคาดว่าปีหน้าจะขยายตัว 4.5%  โดยคาดว่าปีหน้าภาคท่องเที่ยวจะเป็นตัวหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไทยส่วนเศรษฐกิจภาพรวมของไทยน่าจะดีในช่วงไตรมาสที่ 3-4  เพราะต้องรอนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะออกมาโดยเฉพาะเรื่องของการลงทุนนายธนิต  โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  (ส.อ.ท.) กล่าวว่า  หลังจากรัฐบาลได้ประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภา อันมีผลทำให้สมาชิกส.ส.ทั้งหมดสิ้นสุดสมาชิกภาพ  ดังนั้นท่าทีของภาคเอกชนส่วนใหญ่เห็นว่าการยุบสภาน่าจะลดความกดดันทางการเมืองในช่วงนี้ได้ เนื่องจากการชุมนุมในวันที่ 9  ธ.ค. 56 มีประชาชนออกมาชุมนุมเป็นจำนวนมาก      สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจพบว่ายุบสภาในครั้งนี้มีส่วนช่วยลดความตึงเครียดของภาคเศรษฐกิจอย่างน้อยก็รู้ทิศทางของการเมืองได้ในระดับหนึ่ง ในช่วงรอการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง ซึ่งเศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนได้เองเพราะเศรษฐกิจจริงอยู่ที่ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนรัฐบาลเป็นเพียงผู้สนับสนุนเท่านั้น  ส่วนการบริโภคภายใน  ในช่วงสิ้นปีซึ่งเป็นเทศกาลปีใหม่การบริโภคภายในอาจไม่ขยายตัวมากนัก เพราะสะท้อนจากตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำสุดในรอบ22 เดือน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)คาดว่าในปี 56 การบริโภคจะสามารถขยายตัวได้เพียง 1.6%จากเดิมที่กำหนดไว้ 6.5% “ในช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ. 57 การบริโภคภายในน่าจะได้อานิสงส์จากค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้งทั้งจากค่าใช้จ่ายด้านการหาเสียง รวมทั้งเงินนอกระบบอีกจำนวนหลายหมื่นล้านบาท  ที่จะเข้าถึงมือรากหญ้า ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการบริโภคภายในได้บ้าง”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คาดเงินสะพัดเลือกตั้ง5หมื่นล้านบาท

  • คนไทยยังแห่เที่ยวนอก

    คนไทยยังแห่เที่ยวนอก

    นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (ทีทีเอเอ) เปิดเผยว่า การเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยไปต่างประเทศ(เอาท์บาวด์) ปี 56 สดใสมาก คาดว่าภาพรวมทั้งปีจะเติบโต 10% ทั้งรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยว โดยจะทำรายได้ 130,000 ล้านบาท ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 5.5 ล้านคน โดยปัจจัยที่เติบโตหลักมาจากตลาดนักท่องเที่ยวที่ชอบเดินทางระยะสั้นเติบโตสูง คือ ญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นถึง 60%  ส่วนในปีหน้าก็คาดว่าจะโต 10-15% ถึงแม้จะมีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง แต่ก็ไม่มีผลกับการท่องเที่ยวระยะยาว เนื่องจากเป็นตลาดที่ฟื้นตัวได้เร็วและช่วงเกิดเหตุการณ์ไม่ใช่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยคนไทยจะเริ่มจองแพ็กเกจประมาณเดือนเม.ย.ซึ่งการเมืองจะเข้าที่เข้าทางแล้ว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ทำให้ทัวร์เอาท์บาวด์เติบโตได้ดี เนื่องจาก ราคาทัวร์ในประเทศ โดยเฉพาะทัวร์เที่ยวภาคใต้กับภาคเหนือยังมีราคาแพ็กเกจซึ่งรวมการเดินทางยังมีราคาสูง เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อคน และหากเทียบราคาแพ็กเก็จของต่างชาติบางประเทศ เช่น เกาหลี หรือ สิงคโปร์ก็ถือว่าราคาไม่ได้ต่างกันมาก ทั้งยังออกแพ็กเกจแบบลด แลก แจก แถมด้วย  จึงกระตุ้นนักท่องเที่ยวไทยได้มากยิ่งขึ้น “ทัวร์เอาท์บาวด์ไทยจะเรียกว่า เป็นการท่องเที่ยวที่บุญหล่นทับอยู่ตลอดก็ เป็นได้ เพราะตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วม หรือเหตุการณ์การเมืองครั้งที่ผ่านๆมา เมื่อเรื่องสงบ ผู้คนก็จะเริ่มแสวงหาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อที่จะสร้างความเบิกบานใจให้กับตนเองหรือครอบครัว เพราะถือว่าที่ผ่านมาเจอกับเหตุการณ์ที่ตึงเครียดมามากแล้ว” นายสุทธิพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้เมื่อยุบสภาแล้ว สิ่งที่รัฐบาลควรจะหันมาสนใจภาคการท่องเที่ยวใหม่ก็คือ การวางแผนนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติใหม่ เพราะที่ผ่านมาทั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวแบบเอาท์บาวด์มากเกินไป หากอยากทำให้การท่องเที่ยวแข็งแกร่งควรจะต้องเริ่มที่คนไทยเที่ยวไทย(โดเมสติก)ก่อน  และเมื่อดูจากประเทศที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเติบโตได้ดี เช่น จีน ญี่ปุ่น สิ่งที่เริ่มก่อนคือ การสร้างความแข็งแกร็งในโดเมสติก ไทยควรจะเอาโมเดลจากตรงนี้มาใช้

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คนไทยยังแห่เที่ยวนอก

  • จำนำข้าวนาปรังปี 57 ล่ม

    จำนำข้าวนาปรังปี 57 ล่ม

    นายทนุศักดิ์เล็กอุทัย รมช.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ยืนยันถึงการดำเนินโครงการรับจำนำข้าว ปี 56/57 สามารถดำเนินการต่อได้เฉพาะช่วงนาปีโดยที่ไม่ขัดต่อกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะเป็นโครงการต่อเนื่องที่ดำเนินการมาแล้ว และมีกำหนดสิ้นสุดโครงการในวันที่28 ก.พ.57 ส่วนโครงการรับจำนำข้าวนาปรังซึ่งกำหนดเดิมจะต้องเริ่มต่อจากช่วงนาปีนั้น หากจะดำเนินการต่อคงต้องเสนอให้กกต.พิจารณาอีกครั้งว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ “ขณะนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ก็กำลังทยอยจ่ายเงินให้เกษตรกรที่นำข้าวเข้าร่วมโครงการทุกวันวันละหลายพันล้านบาทล่าสุดได้จ่ายไปแล้วประมาณ 20,000 ล้านบาท ส่วนกรณีเกษตรกรนำข้าวเข้ามาร่วมโครงการตั้งแต่ตอนเริ่มโครงการแล้วยังไม่ได้รับเงินนั้นตอนนี้กำลังทยอยจ่ายเรื่อยๆ เชื่อว่า ในช่วงกลางเดือนม.ค.57 จะสามารถจ่ายได้ครบทั้งหมดโดยกรอบวงเงินที่จะดำเนินการในช่วงนาปี จะใช้เงิน 150,000 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรจะต้องนำข้าวงเข้าร่วมโครงการภายใน 28 ก.พ.57 และนำใบประทวนมาขึ้นเงินได้ ภายใน 31มี.ค.57”   นายอำพน กิตติอำพนรักษาการเลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวยังดำเนินการได้ตามปกติเพราะไม่ได้เป็นการอนุมัติงบประมาณที่ผูกพันกับงบประมาณของรัฐบาลต่อไปและไม่ต้องขออนุญาตกับกกต. ก่อน เพราะงบประมาณที่ต้องขออนุญาตคืองบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ส่วนกรณีที่รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่นั้นคงไม่สามารถออกได้เพราะอาจจะมีผลผูกพันกับรัฐบาลต่อไป “มาตรการที่จะผูกพัน เป็นเหตุผลที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนให้มีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน เพื่อที่จะให้มีรัฐบาลใหม่มาตัดสินใจเรื่องกฎหมายที่ค้างและรออยู่เช่น กรณีของการกู้เงิน 2 ล้านล้านตอนนี้ยังมีเวลาอีกประมาณ 60 ถึง 90 วัน ที่รัฐบาลจะสามารถดูว่าเศรษฐกิจจะชะลอลงมากน้อยแค่ไหน หากเศรษฐกิจและการส่งออกไม่สามารถเติบโตได้เลย ถือเป็นกรณีฉุกเฉินที่จะสามารถออกมาตรการได้เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระบุไว้ชัดคือเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ” ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวว่าการกู้เงินเพื่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 2 ล้านล้านบาท ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าต้องตกไปตามการประกาศยุบสภาหรือไม่นั้น ยืนยันว่า การดำเนินโครงการอาจช้าไปบ้างแต่กฎหมายดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากสภาในวาระที่3 ไปเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงรอศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาก่อน จากนั้นจึงรอให้รัฐบาลใหม่รอนำทูลเกล้าฯต่อไป ขณะที่โครงการลงทุนอื่นๆ หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนอยู่เช่น การศึกษารายละเอียด และเตรียมความพร้อม หากรัฐบาลใหม่มาก็เข้ามาเดินต่อได้ทันที

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จำนำข้าวนาปรังปี 57 ล่ม