น.ส.รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สิ่งที่น่ากังวลต่อเศรษฐกิจไทยขณะนี้ คือช่วง 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากไทยประสบปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ที่มีการชุมนุมมาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.จนถึงขณะนี้กว่า 1 เดือนแล้ว ถือปัจจัยลบซ้ำเติมภาพรวมเศรษฐกิจ ที่ไม่มีปัจจัยบวกทำให้ขยายตัวได้ในระดับสูงอยู่แล้ว โดยคาดว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 นี้ จะเติบโตได้ 1% ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ทั้งปีโตได้ 3% เท่ากับการประเมินภาวะเศรษฐกิจล่าสุดเดือนต.ค. ซึ่งเป็นเดือนแรกของไตรมาส 4 ทรงตัว “จริงๆ แล้ว ธปท.คาดหวังว่าเศรษฐกิจไตรมาส 4 นี้จะดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น แม้การส่งออกไม่ได้ดูดีทุกตัว เพราะยังมีส่งออกบางตัวที่ฉุดการเติบโตอยู่ แต่บางตัวก็ดีขึ้น แม้อาจไม่ได้ขยายตัวดีตามที่คาดหวังไว้ ดังนั้นหากมองในแง่ดี จะเห็นว่าสัญญาณบวกจากเศรษฐกิจโลกมีมากขึ้น โดยปีหน้าเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับแต่ละเครื่องยนต์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีปัจจัยใดที่กล้าพูดว่าจะแข็งแกร่งพอต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เบื้องต้นเชื่อว่าการส่งออกปี 57 จะขยายตัวได้สูงขึ้น จากความต้องการของตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก” ทั้งนี้การปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 3% นั้น หลัก ๆ คือตัวเลขไตรมาส 3 ที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มาก ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการบริโภค และการลงทุนขยายตัวต่ำกว่าที่คิด แรงส่งลดลงไปมาก รวมถึงภาคการคลังที่ตั้งใจจะกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้ แต่เกิดปัญหาทางการเมือง ทำให้แรงกระตุ้นจากภาคการคลังต่ำ รวมทั้ง มูลค่าการส่งออกที่พอเห็นตัวเลข 10 เดือนของปีนี้ โตเพียง 0.1% เทียบช่วงเดียวกับปีก่อน ทำให้ประเมินว่าทั้งปีคงไม่ได้เติบโตไปมากกว่านี้ โดยตัวหลักที่ฉุดเศรษฐกิจปีนี้ คือ เรื่องโครงการรถคันแรกที่ส่งมอบใกล้หมด และเทียบกับปีก่อนที่ฐานการขยายตัวอยู่ในระดับสูง ทำให้ภาพรวมการอุปโภคบริโภคปีนี้ทั้งปีไม่ค่อยโตมากนัก อย่างไรก็ตาม ธปท.มองว่าปี 57 อาจมีมาตรการที่เข้ามาช่วยกระตุ้นภาคการผลิตรถยนต์มากขึ้น เช่น ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ออกรถรุ่นประหยัดพลังงาน และรุ่นใหม่ ๆ ออกมาจูงใจลูกค้า เป็นต้น เป็นแรงส่งให้การอุปโภคบริโภคปีหน้าโตได้ตามสภาพ แต่คงดีกว่าปีนี้ และคาดหวังว่าภาคการคลังในปีหน้าจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีกว่าปีนี้
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธปท.ยังห่วงการเมืองฉุดจีดีพีไม่ถึง 3%
เดือน: ธันวาคม 2013
-

ธปท.ยังห่วงการเมืองฉุดจีดีพีไม่ถึง 3%
-

คลังหวั่นไทยถูกลดความน่าเชื่อถือ
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เป็นห่วงการชุมนุมทางการเมืองหากยืดเยื้อรุนแรง จะมีผลในระยะยาว และจะทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศลดเครดิตเรตติ้งไทยลงได้ จากปัจจุบันอยู่ที่ บีบีบีบวก เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศทที่เริ่มมีคำเตือนมายังประเทศไทยแล้ว ซึ่งหากถูกลดเรตติ้งจะกระทบต่อต้นทุนการกู้เงินจะมีสัดส่วนที่สูงขึ้น ทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับผลกระทบระยะสั้นะจะกระทบต่อด้านการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้รายได้เข้าประเทศลดลง และระยะปานกลาง จะส่งผลทำให้ภาคเอกชนชะลอการตัดสินใจในการเดินหน้าลงทุนของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ “ถ้าการเมืองไม่ยืดเยื้อหรือเกิดความรุนแรง จะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจมากและการฟื้นตัวจะทำได้อย่างรวดเร็ว แต่หากการเมืองรุนแรงจะทำให้ผู้ประกอบไม่กล้าลงทุนอาจกระทบต่อการจัดเก็บรายได้จากภาษีอากรด้วย” นอกจากนี้ขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมที่เข้ายึดพื้นที่กระทรวงการคลังนั้น คืนพื้นที่ก่อน 5 ธ.ค.นี้ เพื่อให้ข้าราชการได้เข้าไปทำงาน เพราะส่งผลให้การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การเบิกจ่ายงบประมาณ และการจัดเก็บรายได้ ไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณทำไม่เต็ม 100 % ทั้งงบประจำ งบลงทุน และเงินชดเชยต่างๆ ที่ต้องจ่ายให้ประชาชน ดังนั้นขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมเห็นใจในภาพรวมเศรษฐกิจด้วย นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การชุมนุมทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และการเบิกจ่ายการลงทุนภาครัฐ ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการบริโภคในประเทศ และการลงทุนของภาคเอกชนที่ชะลอตัวทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้โตได้เพียง 3% จากเดิมคาดว่าโต 3.7% และหากชุมนุมยืดเยื้อจะกระทบไปถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทล่าช้า ทำให้จีดีพีปีหน้า อาจจะโตไม่ถึง 5% ตามที่คาดการไว้ ซึ่งอาจใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล เข้ามาเสริมระบบเศรษฐกิจ พยายามอัดฉีดเงินให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากที่ก่อนหน้านี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว แต่ยอมรับว่าปัจจัยทางการเมืองกดดันทำให้แรงกระตุ้นเศรษฐกิจมีน้อยลง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังหวั่นไทยถูกลดความน่าเชื่อถือ -

ตอกหน้ารัฐบาลทำไทยชวดเจ้าภาพเวิลด์เอ็กซ์โป 2020
นายอรรคพล สรสุชาติ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ(สสปน.) เปิดเผยถึงกรณี ที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ได้พาดพิงตนเองในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่27 พ.ย.ที่ผ่านมา กี่ยวกับการยื่นใบลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสสปน. ว่าไม่เป็นความจริงเพราะมีการบีบให้ตนลาออกส่วนเรื่องการกล่าวหาว่าสสปน.มีเอกสารที่ต้องยื่นในการส่งชื่อเข้าเป็นเจ้าภาพเวิร์ลเอ็กโปร2020 ไม่ครบนั้นไม่ได้เป็นจริงเป็นเช่นนั้น เพราะสสปน.ได้ยื่นเอกสารถึงคณะกรรมการงานมหกรรมโลก (บีไออี) ไปเรียบร้อยครบถ้วน และมีเอกสารยืนยันที่แน่ชัดได้ แต่ที่ขาดไปคือการยืนยันจากรัฐบาลไทยไม่ใช่จากสสปน. “ผมพูดมาตลอดว่าประเทศที่แข่งกันเป็นเจ้าภาพเวิลด์เอ็กซ์โปจริง ๆคือไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ดูไบ) เท่านั้น ซึ่งไทยเราได้เปรียบที่สุดทั้งเรื่องที่ตั้งมีความพร้อมเรื่องแรงงาน และแนวคิด แต่ในที่สุดไทยต้องแพ้เมื่อประกาศผลออกมาว่าดูไบได้เป็นเจ้าภาพเมื่อวันที่27พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถ้าเป็นการแพ้บนเวทีก็จะไม่มีใครว่าแต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราถูกตัดสิทธิ์ หรือถูกไล่ลงจากเวทีตั้งแต่เดือนก.ย.ที่ผ่านมาเพียงเพราะรัฐบาลไทยไม่ยอมยืนยันเอกสารกับบีไออี ทำให้ไทยเสียโอกาส และงบประมาณการศึกษาว่าจ้างกว่า 100 ล้านบาท รวมถึงคาดว่าจะหากได้เป็นเจ้าภาพไทยจะมีรายได้มากกว่า 100,000 ล้านบาทนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 37 ล้านคน ตลอดช่วง 6 เดือนที่มีการจัดงาน”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตอกหน้ารัฐบาลทำไทยชวดเจ้าภาพเวิลด์เอ็กซ์โป 2020