นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาลรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ทำหนังสือสอบถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับกาดำเนินการรระบายข้าวหลังการยุบสภานั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2557กกต.ได้พิจารณาเห็นชอบให้รัฐบาลสามารถระบายข้าวได้แล้วซึ่งจะสามารถขายข้าวได้ทั้งในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) รวมถึงขายข้าวให้ภาคเอกชนผ่านการเปิดประมูล ทั้งนี้ในส่วนของภาคเอกชนน่าจะมีผู้สนใจขอซื้อข้าวเพิ่มอีกประมาณ 5 แสนตันรวมทั้งยังมีการขายข้าวให้กับบริษัทคอฟโก้ รัฐวิสาหกิจจากประเทศจีน อีก 1 ล้านตันซึ่งสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ 12 เดือน จากนี้จนถึงปลายปี 2557 “แผนการจ่ายเงินคืนให้กับชาวนานั้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ได้จ่ายเงินให้ชาวนาไปแล้ว 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีเงินอยู่อีก 7.7 หมื่นล้านบาทเป็นเงินที่ได้จากการขายข้าวโดยจะสามารถเร่งจ่ายเงินคืนให้ได้ภายใน 15 วันไม่เกินวันที่ 25 ม.ค. 2557 และธ.ก.ส.มีศักยภาพในการจ่ายเงินให้ชาวนาได้วันละ 3,000 -4,000 ล้านบาท” สำหรับการรับจำนำข้าวในปี 2557คาดว่าจะมีข้าวเข้าโครงการจำนวนไม่เกิน 10 ล้านตัน มูลค่า 1.4 แสนล้านบาท
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์เฮ กกต.ไฟเขียวให้ขายข้าว
เดือน: มกราคม 2014
-

พาณิชย์เฮ กกต.ไฟเขียวให้ขายข้าว
-

ดัชนีเชื่อมั่นราคาทองคำฟื้น
นายกมลธัญพรไพศาลวิจิต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำของนักลงทุนและผู้ค้าทองคำในเดือนม.ค. 57 รวม 629 ราย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำอยู่ที่ 58.61 จุด เพิ่มขึ้น 13.09 จุด หรือ 28.76% จากเดือนก่อนที่อยู่ที่ 45.52 จุดเนื่องจากกลุ่มตัวอย่างคาดว่าราคาทองคำในเดือนนี้จะปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่บาทละ 18,400-20,000 บาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงหลังการปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ(คิวอี3) ของสหรัฐ และสถานการณ์การเมืองในประเทศ รวมทั้ง ยังอยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และตรุษจีนด้วย สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในช่วง3 เดือนข้างหน้า พบว่า ดัชนีอยู่ที่ 50.19 จุด ลดลงจากเดือนก่อน 7.58 จุด หรือ 13.12% ซึ่งสะท้อนว่ากลุ่มตัวอย่างยังไม่มั่นใจว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นได้ในระยะยาวเนื่องจากยังกังวลเรื่องการปรับลดคิวอีในอนาคตอาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับแข็งค่ารวมถึงการปรับขั้นของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐด้วยซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการปรับตัวของราคาทองคำในอนาคต “ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นมันกระทบแค่บางพื้นที่ที่มีการปิดถนนเท่านั้นซึ่งเป็นเรื่องของบรรยากาศการซื้อขายมากกว่าแต่ในเรื่องของราคาทองคำนั้นส่วนใหญ่เป็นจากปัจจัยภายนอกและค่าเงินบาทมากกว่าเนื่องจากตลาดทองคำในบ้านเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเป็นแรงกระทบต่อตลาดโลกได้ส่วนการเมืองกระทบเรื่องบรรยากาศการซื้อขายมากกว่าก็ต้องมาติดตามดูว่าพัฒนาการของการยกระดับการชุมนุมจะเป็นอย่างไรต่อไป” นายธีรเดชสินธพเรืองชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ห้างขายทองทองใบเยาวราช กล่าวว่า สถานการณ์กลุ่มชุมนุมกปปส. ที่จะปิดหลายแยกใหญ่ในกรุงเทพฯ (ชัตดาวน์ กทม.) ในวันที่ 13 ม.ค.นี้มองว่าหากยังไม่มีสถานการณ์รุนแรงจะดำเนินการเปิดร้านทองตามปกติ แต่หากสถานการณ์รุนแรงและส่งผลกระทบต่อพนักงานทำให้ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้พร้อมที่จะปิดการค้าทองเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน อย่างไรก็ตามทางสมาคมค้าทองคำกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมแผนการดำเนินงานในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมในวันที่13 ม.ค.นี้ โดยคาดว่าในช่วง 1-2วันข้างหน้าจะมีการหารือเพื่อหาข้อสรุปในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีเชื่อมั่นราคาทองคำฟื้น -

หวั่นการเมืองฉุดจีดีพีโตจิ๊บจ๊อย0.5%
นายธีรนันท์ ศรีหงส์กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะเติบโต3.6-3.7 % เนื่องจากยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากปัญหาทางด้านการเมืองกดดันเศรษฐกิจ และถ้าการเมืองยืดเยื้อเกินไตรมาส2/57คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 2-2.5 % ขณะที่การส่งออกเติบโต 5-7 % ยกเว้นกรณีเลวร้ายสุดการส่งออกไม่ได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจีดีพีจะโตเพียง 0.5 % สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทยังผันผวน แต่ไม่สามารถประเมินได้ว่าจะอยู่ที่ระดับไหน เนื่องจากต้องติดตามสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการปรับลดขนาดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอีว่าจะเป็นเมื่อใด และปัญหาการเมืองในประเทศ ที่ทำให้เงินทุนไหลออกอย่างไรก็ตาม หวังว่าเหตุการณ์การเมืองจะไม่รุนแรง และอยู่ในพื้นที่จำกัดเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเชื่อว่าภาคการท่องเที่ยวมีโอกาสขยายตัวและช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้ ด้านแผนธุรกิจของธนาคารในปีนี้ ตั้งเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อไว้ที่ 9 % ตามจีดีพีและควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ไม่ให้เกิน 2.2 % ของสินเชื่อรวมส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตเพิ่มขึ้น 10 % ส่วนการชุมนุมของทางกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือกปปส.ที่ประกาศปิดกรุงเทพ ในวันที่ 13 ม.ค.นี้ ธนาคารพร้อมรองรับกับสถานการณ์การชุมนุมมีแผนรองรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และได้มีการทดสอบในหลายสถานการณ์ที่เคยผ่านมาแล้วเช่น วิกฤตการเมือง ปี 53 และเหตุการณ์น้ำท่วมในปี 54 การให้บริการทางการเงินไม่ติดขัด ทั้งนี้ธนาคารมีสาขาและเอทีเอ็มมากพอที่จะรองรับจำนวนผู้ใช้บริการในแต่ละพื้นที่หากในบางพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากการชุมนุม ธนาคารได้เพิ่มการสำรองเงินสดทั้งในสาขาและเอทีเอ็มและถ้าการชุมนุมยืดเยื้อคาดว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการให้บริการทางการเงินเพราะสำรองเงินสดที่มีอยู่สามารถใช้ได้ไม่ต่ำกว่า 7 วันทำการ “ธนาคารยังคงติดตามความเคลื่อนไหวและติดตามผลกระทบจากทางการเมืองอย่างต่อเนื่องเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีผลกระทบลุกลามไปถึงภาคส่วนใดบ้างซึ่งในภาพรวมยังเห็นว่าธุรกิจในต่างจังหวัดยังมีการเติบโตของสาขาต่างๆได้ดีมีอัตราการเติบโต 2 เท่าตัว ดังนั้นธนาคารได้เน้นการปล่อยสินเชื่อในภูมิภาคมากกว่าในเขตกรุงเทพ”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หวั่นการเมืองฉุดจีดีพีโตจิ๊บจ๊อย0.5%