“เดี๋ยวนี้คนไทยไม่มีใครทำงานแม่บ้านกันแล้วทั้ง ๆ ที่ลูกค้าเองก็อยากที่จะได้ลูกจ้างเป็นคนไทยเพราะคุยกันรู้เรื่องไม่ต้องมีปัญหาเรื่องภาษา” คุณคณิยา นันทมนตรี หรือคุณเจน แห่งโปรเมดบริการจัดหาแม่บ้านที่ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างคนหางานกับผู้ที่อยากได้คนงาน ปัญหาการขาดแคลนแรงงานนั้นไม่ได้มีเฉพาะกับภาคอุตสาหกรรม ต่าง ๆ แต่ยังส่งผลมาถึงภาคย่อย ๆ อย่างคนทำงานบ้านด้วยซึ่งนับวันจะหายากขึ้นเรื่อย ๆ จากที่เคยเป็นผู้ใช้บริการบริษัทจัดหาแม่บ้านคุณเจนผันตัวเองมาเป็นคนจัดหาเองแบบไม่ได้ตั้งใจเพราะปัญหาที่เคยประสบจากบริษัทจัดหาต่าง ๆ ที่เอารัดเอาเปรียบไม่ว่าบริษัทนั้นจะมีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือมีสัญญาระหว่างลูกค้ากับบริษัทแต่สุดท้ายแล้วก็ยังคงต้องเผชิญกับเหตุการณ์ลูกจ้างหนีงานหรือมาได้ไม่กี่วันก็ไปที่อื่นซึ่งให้ค่าจ้างดีกว่าแบบทิ้งไปดื้อ ๆ ขณะที่บริษัทผู้จัดหาเหล่านั้นก็ไม่ได้รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังลูกค้าจึงทำได้แค่เพียงการแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เท่านั้น “ปัญหาใหญ่ของครอบครัวที่มีเด็กทุกวันนี้ก็คือการขาดคนช่วยดูแลเด็กไปใช้บริการของศูนย์จัดหาแม่บ้านก็มักจะถูกโกงซึ่งตัวเองก็เคยเจอมาหลายครั้งมีสัญญากับศูนย์เป็น 10 ใบแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เลยต้องหาเอาเองโดยมีอดีตแม่บ้านซึ่งเป็นคนไทยใหญ่และเคยอยู่กับครอบครัวมาเกือบ 10 ปี เป็นคนช่วยหาคนมาให้” แน่นอนว่าคนงานที่จะมารับจ้างเหล่านั้นไม่ใช่คนไทยและส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวที่ข้ามมาจากสหภาพพม่าโดยจะเป็นชาวไทยใหญ่กว่าร้อยละ 95 ส่วนอีก 5% ที่เหลือนั้นจะเป็นชาวกัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และลาว “อย่างกัมพูชากับเวียดนามมักจะมีปัญหาในเรื่องภาษา ส่วนลาวที่พูดกันเข้าใจกว่าจะมีมาน้อยคนงานส่วนใหญ่จึงเป็นคนพม่าที่เป็นไทยใหญ่เพราะจะสามารถพูดสื่อสารภาษาไทยได้มากกว่าเพราะพื้นฐานภาษาที่ใกล้เคียงกันแต่ถ้าเป็นคนพม่าเลยก็จะมีปัญหาเรื่องภาษามากกว่าเราก็แก้ไขปัญหาให้ลูกค้าด้วยการให้เบอร์แม่บ้านที่อยู่ที่บ้านซึ่งเป็นคนไทยใหญ่และพูดภาษาพม่าได้ด้วยให้คอยช่วยสื่อสารให้ไม่นานนายจ้างกับลูกจ้างก็จะสามารถเข้าใจกันได้” การให้บริการที่มีประสบการณ์จากครอบครัวตัวเองทำให้โปรเมดแตกต่างจากศูนย์ให้บริการจัดหาคนอื่น ๆ เพราะนอกจากจะมีการทดลองคุณภาพของคนที่มาสมัครงานก่อนว่าสามารถทำอะไรได้บ้างและจะเหมาะกับความต้องการของลูกค้าคนไหนแล้วบางครั้งยังต้องบริการถึงขั้นฝึกงานให้ก่อนเป็นเวลา 1 สัปดาห์หากว่าลูกค้าร้องขอมาแต่ที่รับประกันไม่ได้แน่ ๆ เลยก็คือ ลูกจ้างจะอยู่กับนายจ้างนานแค่ไหน “ลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่จะเป็นการบอกต่อกันมากกว่าจากเพื่อนไปถึงเพื่อนของเพื่อนแล้วก็บอกต่อ ๆ กันไป ซึ่งเราจะต่างจากศูนย์ตรงที่จะพูดกับลูกค้าตรง ๆ เราบอกไม่ได้ว่าลูกจ้างจะอยู่กับลูกค้านานแค่ไหนและลูกค้าจะพอใจกับคนที่ส่งไปหรือไม่เราจึงมีการรับประกันให้ภายในระยะเวลา 1 เดือนหากลูกค้าไม่พอใจก็พร้อมจะหาคนเปลี่ยนให้ แต่บางครั้งคนงานก็ขาดช่วงไปลูกค้าก็อาจจะต้องรอบ้างซึ่งเคยมีลูกค้าไม่พอใจเลยเราก็คืนเงินให้ทันที ซึ่งจะต่างจากที่ตัวเองเคยใช้บริการจากศูนย์ต่าง ๆ กว่าจะได้เงินคืนต้องรอนานแล้วบางครั้งก็หายไปเลยโทรฯหาก็ไม่รับสายหรือยกเลิกเบอร์หนีแต่สำหรับเราจะไม่มีอย่างนั้นลูกค้าจะคอมเพลนได้ตลอด” การเป็นคนกลางเชื่อมระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างของคุณเจนที่มีมากกว่าศูนย์จัดหาแม่บ้านทั่วไปจึงทำให้โปรเมดได้รับความเชื่อถือจากลูกค้ามากกว่าและยังมีคิวที่รอคนอีกกว่า 30 คิวซึ่งแม้จะมีแรงงานจากพม่าเข้ามาเกือบทุกวันเฉลี่ยวันละ 2-3 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าอีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหาการแย่งคนจากศูนย์แห่งอื่น ๆ ที่มาเสนอเงินเดือนให้มากกว่าอีกด้วยเพราะการเรียกเงินเดือนให้ตามความสามารถที่มีอยู่ของลูกจ้างและการทดสอบความสามารถก่อนส่งต่อทำให้ลูกจ้างบางคนเกิดอาการไม่พอใจ สำหรับการทำใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวเหล่านี้นายจ้างจะต้องเป็นผู้จัดทำให้กับลูกจ้างเองซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าจ้างไปอีกราว 12,000-15,000 บาท แต่สำหรับบางคนอาจจะมีใบอนุญาตทำงานเดิมอยู่แล้วเพราะเคยทำงานที่เมืองไทยมาก่อนหน้านี้ ปัจจุบันที่บ้านคุณเจนเองจ้างแรงงานต่างด้าวเพื่อให้ช่วยดูแลลูก ๆ พร้อมกับทำงานบ้านถึง 2 คนและจ่ายค่าจ้างถึงคนละ 12,000 บาททั้ง ๆ ที่เป็นคนจัดหาเองแต่ยอมจ่ายแพงเพราะต้องการคนที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับงานและนั่นคือเหตุผลที่ลูกค้าเองก็ต้องยอมรับเช่นกันในวันที่ครอบครัวคนไทยต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวต้อนรับเออีซี. …………………………………………………… เงื่อนไข ‘โปรเมด’ โปรเมดให้บริการจัดหา คนงาน, แม่บ้าน, พี่เลี้ยงเด็ก, คนสวน, คนดูแลผู้สูงอายุโดยนายจ้างจะต้องเป็นผู้ชำระค่าบริการจัดหาคนงานเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ชำระเพียงครั้งเดียวก่อนรับคนงานไปเริ่มงานจากนั้นนายจ้างจะเป็นผู้จ่ายเงินเดือนกับลูกจ้างได้โดยตรงโดยที่ทางโปรเมดจะไม่หักค่าบริการรายเดือนใด ๆ อีกแล้ว ทางโปรเมดจะรับประกันให้เป็นเวลา 1 เดือนสำหรับการขอเปลี่ยนตัวคนงานใหม่ได้ 1 คนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกโดยภายหลังจาก 1 เดือนไปแล้วนายจ้างสามารถแจ้งขอคนงานใหม่แทนคนงานเก่าได้ในทุกกรณีไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพราะไม่พอใจผลการทำงานหรือคนงานหนี/ขอลาออกเองก็ตามโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งแต่ทุกครั้งจะมีค่าใช้จ่าย 1,000 บาท หลังจาก 6 เดือนนับจากวันที่ลูกค้าชำระเงิน 5,000 บาทในครั้งแรก หากต้องการให้ทางศูนย์ส่งคนงานไปให้ใหม่ลูกค้าต้องชำระค่าบริการ 5,000 บาท เป็นการเริ่มต้นขอรับบริการใหม่ดูรายละเอียดที่ www.facebook.com/PRO-Maid
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘โปรเมด’อีกคำตอบของปัญหาแม่บ้าน
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

‘โปรเมด’อีกคำตอบของปัญหาแม่บ้าน
-

ไวรอลของรมต.ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
ในปัจจุบันมีคำคำหนึ่งที่นิยมใช้กันในสังคมออนไลน์ครับ นั่นคือคำว่า ไวรอล (Viral)โดยไวรอลจะหมายถึง พวกรูปภาพหรือวิดีโอที่เป็นที่นิยมผ่านการแชร์หรือส่งต่อกันจำนวนมากทางอินเทอร์เน็ตหรือทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นการส่งต่อ-ของส่งต่อ-และส่งต่อ ที่แพร่ข้อมูลต่อไปอย่างรวดเร็วกว่าสมัยก่อนอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกับเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ติดมนุษย์จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งไวรอลวิดีโอในต่างประเทศก็อย่างเช่น คลิปกังนัมสไตล์ การเต้นฮาร์เล็มเชค ที่ทำให้คนเต้นตามกันไปทั่วโลกในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในประเทศไทยเอง กระแสล่าสุดที่กลายเป็นไวรอลที่ถูกส่งต่อไปยังเพื่อนต่อเพื่อนจำนวนมากก็มีเช่นกันครับ และก็เกิดขึ้นสอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองปัจจุบันของไทยเราเลยไวรอลนั้นก็คือไวรอลของ รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รักษาการ รมว.คมนาคม คนปัจจุบัน เรื่องราวของรัฐมนตรีท่านนี้น่าสนใจนะครับ อาจารย์ชัชชาติเป็นรุ่นพี่ของผมที่ วิศวะจุฬาฯ เป็นนักวิชาการมาก่อน และภายหลังก็ได้รับการทาบทามให้มาเป็นรัฐมนตรี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ จากการที่เข้ามารับงานทางการเมืองโดยไม่ได้มีพื้นฐานเป็นนักการเมืองมาก่อน ไม่ได้มี ส.ส. และประชาชนหนุนหลังมากมายเหมือนกับรัฐมนตรีท่านอื่น ทำให้ในช่วงแรกถึงขนาดได้ชื่อว่าเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่รู้จักมากที่สุด แต่เชื่อไหมครับ ปัจจุบันเขากลายเป็นรัฐมนตรีที่ประชาชนรู้จักมากที่สุดคนหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกสังคมออนไลน์ ซึ่งส่วนหนึ่งผมเชื่อว่ามาจากการประยุกต์ใช้ไวรอลมาร์เก็ตติ้ง ให้เข้ากับงานทางด้านการเมืองได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ ในโลกออนไลน์เขาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ชัชชาติฟีเวอร์” ครับ แรกเริ่มเดิมทีรัฐมนตรีหลายท่านก็มีเฟซบุ๊กอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้อาจารย์ชัชชาติทำไวรอลมาร์เก็ตติ้ง ได้ดี ก็คือการพยายามเน้นการทำงานนำหน้าการเมือง เช่น เข้าไปดูปัญหาของรถไฟด้วยตนเองโดยไปนั่งรถไฟ (เก่า ๆ) ด้วยตัวเอง หรืออย่างเช่นไปลองนั่งรถเมล์เองเลยเพื่อให้รู้และเห็นว่าปัญหาการปล่อยรถเมล์อย่างไม่สม่ำเสมอเป็นอย่างไร และพอเห็นปัญหาก็ทำการคิด วิเคราะห์และเสนอทางแก้ แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กตัวเอง แต่นั่นก็คงยังไม่น่าจะใช่ประเด็นที่ทำให้กลายเป็นไวรอลที่โด่งดังได้ขนาดนี้ครับ ประเด็นที่ทำให้เป็นไวรอลจริง ๆ น่าจะเป็น การที่อาจารย์ชัชชาติ เน้นการแต่งตัวที่ดูติดดินมาก ผิดกับลุคของรัฐมนตรี เช่น ใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น และใส่รองเท้ากีฬาวิ่งออกกำลังกายเหมือนประชาชนคนปกติ จนกระทั่งไปถึงเดินเท้าเปล่า ถือถุงกับข้าวไปใส่บาตรยามเช้า นี่เลยอาจเป็นเหตุผลทำให้เข้าถึงใจคน จนมีการแชร์ภาพของอาจารย์ชัชชาติ โดยทำการตัดต่อเปลี่ยนฉากพื้นหลังของภาพเป็นสถานที่อื่น เปลี่ยนชุดให้อาจารย์ชัชชาติเป็นฮีโร่บ้างก็มี บางคนก็ถึงกับแต่งตัวคอสเพลย์เลียนแบบ บางคนไปทำเป็นเกมหรือแม้แต่สติกเกอร์ในมือถือสมาร์ทโฟนเลยก็มี จนกระทั่งมีแฟนคลับตั้งเฟซบุ๊กแฟนเพจ โดย ใช้ชื่อว่า “ชัชชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” (เหตุเพราะอาจารย์เป็นคนชอบออกกำลังกาย เลยดูแข็งแรงเป็นพิเศษ) ไวรอลอันอื่นที่น่าสนใจก็ เช่น กรณีนักข่าวหล่อชาวญี่ปุ่น เอนามิ ไดจิโร่ ผู้สื่อข่าวช่องฟูจิทีวี ที่ยืนรายงานข่าวเลือกตั้งในไทยโดยใส่ชุดเกราะกันกระสุน จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ไวรอลเห็นภาพหนุ่มหล่อคนนี้และแชร์ภาพไปทั่วสังคมออนไลน์ ตลอดจนไปหาประวัตินักข่าวผู้นี้กันใหญ่ นักข่าวญี่ปุ่นคนนี้เป็นรุ่นน้องของผมที่มหาวิทยาลัยเคโอ ที่ญี่ปุ่นจะมีคำหนึ่งที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันดีก็คือ Keio Boy ซึ่งให้นัยในทางบวกว่าเป็นคนที่ฉลาด มากความสามารถ หน้าตาดีและมีฐานะ ซึ่งสาวญี่ปุ่นจะชื่นชมกันมาก ซึ่งจากเหตุ การณ์ไวรอลในไทยครั้งนี้ ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าคำกล่าวเรื่อง Keio Boy จะเป็น เรื่องจริง เห็นไหมครับว่าเทคโนโลยีทำให้โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปได้มากแค่ไหน การจะเผยแพร่ข้อมูลออกสู่สาธารณชนทั่วโลกไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็นอีกต่อไป แม้แต่คนธรรมดาอย่างคุณผู้อ่านก็สามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น มองในมิติหนึ่งก็สะดวกดีนะครับแถมยังรวดเร็วและราคาถูกด้วย แต่หากมองอีกมิติก็น่ากลัวไม่ใช่น้อยหากถูกใช้ไปในทางที่ไม่ดี ดังนั้นพวกเราที่ถือดาบสองคมนี้แกว่งไปมาอยู่ ก็ต้องระวังกันหน่อยนะครับ อย่าให้คมดาบมันย้อนกลับมาทำร้ายเราได้ ก่อนที่เราจะแชร์ส่งต่ออะไร ผมเชื่อว่าการคิด การวิเคราะห์ และการใช้วิจารณญาณของแต่ละปัจเจกบุคคลในการแยกแยะ เป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ. ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไวรอลของรมต.ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี -

หนุ่มอินเดียซีอีโอไมโครซอฟท์คนใหม่
ไมโครซอฟท์ได้ซีอีโอคนใหม่แล้ว สัตยา นาเดลลา ชาวอินเดีย ผู้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จระบบคลาวด์ของไมโครซอฟท์ เผยจะใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนในทางที่ดีขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ ได้ประกาศว่า บอร์ดของไมโครซอฟท์ ได้มีมติแต่งตั้ง นายสัตยา นาเดลลา รองประธานบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์คลาวด์และเอนเตอร์ไพรส์ ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการบริหารคนล่าสุดของบริษัท ต่อจากสตีฟ บัลเมอร์ ที่ขอลงจากตำแหน่ง บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหารไมโครซอฟท์ กล่าวถึงซีอีโอคนใหม่ ว่า ไม่มีใครเหมาะสมเท่า สัตยา นาเดลลา ที่จะพาไมโครซอฟท์ก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงในขณะนี้ สัตยาได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำ ด้วยทักษะทางด้านวิศวกรรม มุมมองทางธุรกิจ และความสามารถในการรวมคนในองค์กรเข้าไว้ด้วยกัน วิสัยทัศน์ ของเขาในการนำเทคโนโลยีมาใช้และสร้างประสบการณ์ให้กับผู้คนทั่วโลก สอดคล้องกับสิ่งที่ไมโครซอฟท์มองหาในการที่จะก้าวสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการสร้างนวัตกรรมและการเติบโตไปข้างหน้า สตีฟ บัลเมอร์ อดีตซีอีโอ กล่าวว่าได้ร่วมงานกันมานานกว่า 20 ปี สัตยาคือผู้นำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับไมโครซอฟท์ในเวลานี้ สำหรับซีอีโอคนใหม่ของไมโครซอฟท์ร่วมงานกับไมโครซอฟท์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นบุคคลสำคัญในการนำกลยุทธ์และสร้าง การเปลี่ยนแปลงด้านเทคนิคให้กับผลิตภัณฑ์และบริการต่าง ๆ ของไมโครซอฟท์ โดยการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นและมีความสำคัญมาก คือ การก้าวสู่ยุคของคลาวด์ และได้พัฒนาหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยี คลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์อย่าง บิง เอ็กซบ็อกซ์ และออฟฟิศ (Bing, Xbox, Office) และบริการสร้างผลงานที่โดดเด่น และมีส่วนแบ่งทางการตลาดเหนือคู่แข่งรายอื่น ๆ ไมโครซอฟท์ยังได้ประกาศการเปลี่ยน แปลงบทบาทของ บิล เกตส์ จากตำแหน่งประธานคณะกรรมการผู้บริหารมาเป็นผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยี ซึ่ง บิล เกตส์ จะอุทิศเวลาให้กับไมโครซอฟท์มากขึ้นเพื่อสนับสนุนสัตยาในการกำหนดทิศทางด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยมี จอห์น ทอมป์สัน ดำรงตำแหน่งประธานบอร์ดผู้บริหารแทนที่บิล เกตส์. …………………………………………. คุยกับ สัตยา นาเดลลา ใช้เวลาช่วงเช้าวันละ 15 นาที เรียนออนไลน์ สัตยา นาเดลลา อายุ 46 ปี เกิดที่เมือง ไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย เขาหลงใหลการเล่นกีฬาคริกเก็ตเป็นชีวิตจิตใจ และยังเป็นนักกีฬาในทีมของโรงเรียน “การเล่นคริกเก็ต สอนให้เราทำงานเป็นทีม และยังฝึกความเป็นผู้นำ ซึ่งทักษะเหล่านี้ได้ติดตัวมาตลอดการทำงานของผม” สัตยา นาเดลลา บอกว่า ชอบสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ วิทยาการคอมพิวเตอร์คือสิ่งที่เขาตามหา แต่ความใฝ่ฝันนี้ยังไม่ถูกเติมเต็ม เมื่อเขาเข้าศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มหา วิทยาลัยบังกาลอร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า “เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผมในการออกไปค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองหลงใหล” สัตยา ศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน มิลวอกี สหรัฐอเมริกาตามด้วยปริญญาโททางด้านการบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยชิคาโก “ผมชอบที่จะเรียนรู้” ความตื่นเต้นของผม คือ การได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากสถานที่ที่เราไปเยือน การเรียนรู้จากผู้คนที่เราได้พบปะพูดคุย การเรียนรู้จากการทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ถ้าคุณไม่เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ นั่นหมายถึงคุณปฏิเสธที่จะทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น สิ่งที่นิยามความเป็นตัวผมได้ดี คือ ครอบครัว ความสงสัยใคร่รู้ และความกระหายในการหาความรู้” ที่น่าทึ่งก็คือ สัตยามักใช้เวลาในการลงทะเบียนเรียนทางออนไลน์ เขายอมรับว่า “มันเป็นความบ้าในช่วงเวลา 15 นาที ในช่วงเช้าของผม คุณเชื่อมั้ย ผมพยายามที่จะศึกษาในเรื่องใหม่ ๆ อย่าง ประสาทวิทยา แน่นอน…ผมก็ถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่าผมทำไปเพื่ออะไร แต่ก็ตอบตัวเองว่า มันเป็นสิ่งที่ผมรัก” สัตยาเริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่เทคนิค ที่ ซัน ไมโครซิสเต็มส์ จากนั้น ในปี พ.ศ. 2535 จึงเข้าทำงานที่ไมโครซอฟท์ ในขณะที่กำลังศึกษาปริญญาโททางด้านธุรกิจอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก เป็นช่วงเวลาเดียวกันที่บริษัทฯ ได้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows NT และกำลังมองหาทีมงานที่มีความรู้เกี่ยวกับ UNIX และระบบปฏิบัติการ 32 บิท เขาต้องการทำสองอย่างพร้อมกัน ทั้งเรียนปริญญาโท และงานที่ไมโครซอฟท์ และเขาก็ทำมันได้สำเร็จทั้งสองอย่าง สัตยาได้ส่งอีเมลถึงพนักงานไมโครซอฟท์ทุกคนว่า “ผมมาทำงานที่ไมโครซอฟท์ ด้วยเหตุผลเดียวกันกับทุกคน คือ ความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงโลกด้วยเทคโนโลยีซึ่งเติมเต็มพลังให้ผู้คน และสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ มีบริษัทอีกมากมายที่ปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงโลก แต่มีเพียงไม่กี่บริษัทที่มีความพร้อมทั้งความสามารถ ทรัพยากร และความมุ่งมั่น ไมโครซอฟท์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เรามีคุณสมบัติที่ครบถ้วนสมบูรณ์เหล่านั้น”.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : หนุ่มอินเดียซีอีโอไมโครซอฟท์คนใหม่