ที่กระทรวงพาณิชย์วันที่ 11ก.พ.57ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่ากลุ่มชาวนายังคงปักหลักพักค้างคืนที่กระทรวงพาณิชย์เพื่อรอคำตอบจากรัฐบาลว่าจะสามารถจ่ายเงินจำนำข้าว130,000ล้านบาทให้กับชาวนาได้เมื่อไรซึ่งในช่วงเช้า นาย ธนนเวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนและถามไถ่ถึงปัญหาและความเดือดร้อนของกลุ่มชาวนาที่นอกจากนี้ นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้เดินทางมาหารือกับกลุ่มชาวนาที่ปักหลักอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ด้วย นาย เดชอุดมกล่าวว่า ต้องการมาห้ามกลุ่มชาวนาไม่ให้ไปบุกทำลายคลังข้าวที่รัฐฝากเก็บข้าวในโครงการรับจำนำแต่ให้เฝ้าสังเกตการณ์และปิดล้อมอยู่ด้านนอกเท่านั้นเพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเนื่องจากจะเป็นการบุกรุกและอาจเข้าข่ายการทำลายทรัพย์สินดังนั้น สภาทนายความฯจะเป็นตัวแทน ในการฟ้องร้องและยื่นเรื่องคำร้องต่อศาลเพื่อขออำนาจและให้ศาลเข้าไปตรวจค้นข้าวในคลังว่ามีอยู่จริงหรือไม่แทน ซึ่งหากไม่มีข้าวอยู่จริงก็เตรียมฟ้องร้องดำเนินการต่อรัฐได้ขณะเดียวกันได้เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในข้อหาฉ้อโกงชาวนา ซึ่งมั่นใจว่าชาวนาจะเป็นฝ่ายชนะคดีแน่นอนเพราะข้ออ้างของรัฐบาลที่ระบุว่า ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายคืนให้ชาวนาเพราะมีม็อบไปปิดล้อมธนาคารทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้ให้นั้นฟังไม่ขึ้น ”ในการฟ้องร้องนั้น เราดูที่สัญญาของชาวนาหรือใบประทวน เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงินแล้วธก.ส.ยังไม่จ่ายเงินให้โดยอ้างว่า รัฐยังไม่หาเงินมาให้เท่ากับเป็นการผิดสัญญาหรือเบี้ยวหนี้ ซึ่งความผิดเกิดขึ้นแล้วโดยจะแบ่งการฟ้องร้องเป็นรายจังหวัดคาดจะใช้ทนายความดำเนินการสำหรับชาวนาทั่วประเทศประมาณ5,000 คนคดีจะแล้วเสร็จเมื่อไรยังตอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับคิวของศาลที่จะนัดไปให้การแต่ในบางจังหวัดได้เริ่มต้นไปให้การแล้ว” ด้านนายระวีรุ่งเรือง ประธานศูนย์ข้าวชุมนุมภาคตะวันตกแกนนำรายหนึ่งของกลุ่มชาวนาที่กระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ชาวนายังต้องการเข้าไปดูโกดังข้าวเช่นเดิมเพื่อให้ทราบว่า ข้าวยังอยู่จริงหรือไม่แต่วิธีการจะดำเนินการอย่างไรจะนำไปหารือกับแกนนำตามคำแนะนำของสภาทนายความฯก่อนอย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มชาวนาจะปักหลักชุมนุมที่กระทรวงพาณิชย์แต่ยืนยันว่า จะไม่ขัดขวางการทำงานของข้าราชการโดยเฉพาะในวันที่ 12ก.พ.นี้กรมการค้าต่างประเทศจะเปิดให้ผู้สนใจยื่นซองเสนอราคาซื้อข้าวในสต๊อกรัฐบาลปริมาณ460,000 ตันตั้งแต่เวลา 09.00-16.00น.รวมทั้งในวันที่13 ก.พ.นี้จะมีการประมูลข้าวผ่านตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย(เอเฟต)อีกกว่า 220,000ตัน แม้บางครั้งอาจจะมีแกนนำพูดบนเวทีว่าจะมีการปิดกระทรวงแต่ทางกลุ่มเห็นว่าอยากให้ข้าราชการทำงานอย่างเต็มที่
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สภาทนายความเตรียมย่ืนคำร้องศาลตรวจสต๊อกข้าว
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

สภาทนายความเตรียมย่ืนคำร้องศาลตรวจสต๊อกข้าว
-

โวยคมนาคมเมินคนพิการ
เมื่อเวลา11.00น.กระทรวงคมนาคมผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีภาคีเครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชนทุกคนขึ้นได้ทุกคัน จำนวนกว่า 50คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้พิการทางด้านร่างกายนำโดยนายอุดมโชคชูรัตน์ ประธานภาคีเครือข่ายได้มารวมตัวกันที่หน้ากระทรวงคมนาคมเพื่อมาวางพวงหรีดที่หน้ากระทรวงคมนาคมพร้อมเปิดปราศรัยโจมตีนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์3,183คัน นายอุดมโชคชูรัตน์ประธานภาคีเครือข่ายรถเมล์เพื่อประชาชนทุกคนขึ้นได้ทุกคันกล่าวว่า ทางเครือข่ายเห็นว่าการจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์ใหม่ของรัฐบาลชุดนี้เห็นแก่ประโยชน์ของพวกพ้องเป็นสำคัญกว่าประโยชน์ของประชาชนเพราะหากปล่อยให้มีการใช้ทีโออาร์ฉบับที่6ในปัจจุบันทางภาคีเครือข่ายมองว่าอาจจะเอื้อประโยชน์ให้บริษัทรถบางบริษัทกำหนดให้สามารถใช้ลิฟท์แทนชานต่ำทางลาดซึ่งก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยากในการใช้งานสำหรับประชาชนทั่วไปเนื่องจากลิฟท์ใช้เวลาเฉลี่ยขึ้น-ลง3นาทีต่อคนขณะที่ทางลาดใช้เวลาเพียง20วินาที ดังนั้นจะทำให้เกิดปัญหารถติดและประชาชนจะตำหนิกลุ่มคนพิการที่ใช้ลิฟท์ขณะที่กลุ่มคนพิการเรียกร้องมาตลอดคือการใช้รถเมล์ชานต่ำซึ่งสามารถเข็นรถวิลแชร์ขึ้นไปได้เลยแต่ขสมก.ก้อ้างมาตลอดว่ารถเมล์ชานต่ำจะสร้างปัญหาเมื่อเกิดน้ำท่วมและเมื่อมีปัญหาเมื่อขึ้นสะพานสูงชันอย่างไรก็ตามจากการทดสอบแล้วพบว่าในกทม.มีปัญหาเพียง2 แห่งเท่านั้นในขณะที่รถเมล์ชานต่ำคนพิการกว่า40,000คนจะได้ประโยชน์และคนใช้รถเมล์ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นทางเครือข่ายขอให้มีการทบทวนและขอให้อย่าให้มีการจัดซื้อจัดจ้างในทีโออาร์6มิฉะนั้นประเทศจะเสียงบประมาณโดยไม่ได้ประโยชน์ รายงานจากกระทรวงคมนาคมแจ้งว่าสำหรับร่างเงื่อนไขทีโออาร์เพื่อจัดซื้อจัดจ้างรถเมล์3,183 คันนั้นยังไม่ได้ข้อสรุปรายละเอียดที่ชัดเจนว่าจะใช้ลิฟท์ยกหรือรถชานต่ำทางลาดในรถร้อนแต่รถปรับอากาศนั้นทางคณะกรรมการร่างทีโออาร์ได้ข้อสรุปแล้วว่าจะใช้รถชานต่ำ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : โวยคมนาคมเมินคนพิการ -

ดันปลูกหญ้าเนเปียร์แทนปลูกข้าว
นายประมวลจันทร์พงษ์อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)เปิดเผยว่าภายในเดือน มี.ค.นี้พพ.จะลงนามสัญญาช่วยเหลือเงินลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์(หญ้า) ให้เอกชน10แห่งที่ผ่านการคัดเลือกและองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก2รายรวม 12แห่งโดยพพ.จะใช้เงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานช่วยเหลือเงินลงทุนผลิตไฟฟ้าแห่งละ1เมกะวัตต์วงเงินรายละไม่เกิน 20%หรือไม่เกิน 20ล้านบาทโดยโครงการดังกล่าวเป็นการนำร่องในการส่งเสริมให้เอกชนและเกษตรกรมาส่งเสริมการปลูกหญ้าเปียร์มากขึ้นเนื่องจากหญ้าเนเปียร์ถือเป็นพืชพลังงานทดแทนที่มีความคุ้มทุนสูงสามารถปลูกแทนพืชชนิดอื่นเช่น ข้าว ซึ่งปัจจุบันราคาค่อนข้างต่ำ สำหรับหญ้าเนเปียร์ตามคุณสมบัติสามารถตัดขายได้ปีละ5ครั้งเพราะใช้เวลาปลูกต่อครั้ง2-3เดือนผลผลิตต่อปีอยู่ที่ 60-100 ตันตามสภาพพื้นที่อายุการปลูกต่อรอบจะนานถึง7ปีเพราะเมื่อตัดขายแล้วสามารถแยกยอดขึ้นได้อีกทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุนคำนวณแล้วรายได้มากกว่าการปลูกข้าวแน่นอนโดยผลผลิตข้าวขายได้ไร่ละประมาณ3,000บาทขณะที่หญ้าเนเปียร์ขายได้ต่อไร่ได้มากกว่า3,000บาทแน่นอน อย่างไรก็ตามคาดว่าภายปีนี้ผู้ลงทุนจะผลิตไฟฟ้าและขายเข้าระบบผ่านการรับซื้อของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าระบบสนับสนุนเงินการผลิตไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีดอินทารีฟ)4.50บาทต่อหน่วย โดยพพ.จะนำผลสรุปโครงการเช่น การปลูกแต่ละพื้นที่ในสภาพอากาศที่แตกต่างกันอัตราการรับซื้อฟีด อินทารีฟ ความคุ้มทุนในการปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรและเอกชนที่สนใจปลูกหญ้าเนเปียร์เข้าร่วมโครงการต่อไป
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดันปลูกหญ้าเนเปียร์แทนปลูกข้าว