เดือน: กุมภาพันธ์ 2014

  • ภาษาเดียวกัน วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557

    ภาษาเดียวกัน วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557

    ก้าวไปสู่เออีซีด้วยกัน  บริษัทโตเกียวมารีนประกันชีวิตจัดงาน TokioMarine Life Seminar 2014 ภายใต้ theme : AEC Moving Together เพื่อเป็นการพัฒนาความรู้ สร้างสรรค์แนวคิดอันจะนำไปสู่การใช้ให้เกิดประโยชน์กับผู้เข้าร่วมสัมมนาอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องของ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือเออีซี อันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเพราะการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดโอกาสให้กับธุรกิจแต่ยังมีแง่มุมอื่น ๆ ให้ศึกษา เช่น การเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรี การเคลื่อนย้ายเงินลงทุนอย่างเสรี โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างเสรีเป็นการเปิดโอกาสให้กับการหมุนเวียนคนซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในองค์กร หากสามารถหากลยุทธ์เชิงรุกและรับก็จะทำให้องค์กรได้เปรียบในเชิงการแข่งขันและประสบความสำเร็จ ปศุสัตว์สู่อาเซียน  ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของวงการสัตวแพทย์และอุตสาห กรรมปศุสัตว์ในการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 สมาพันธ์สมาคมสัตวแพทย์แห่งเอเซีย (FAVA) และบริษัทวีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์เอเชีย แปซิฟิค จึงได้ตกลงทำความร่วมมือระหว่างกันเพื่อยกระดับวงการสัตวแพทย์ผ่านการจัดประชุมสัมมนา รวมถึงมอบทุนการศึกษาการฝึกอบรมทางวิชาการในงานแสดงสินค้า VIVAsia และ ILDEXExhibitions ระหว่างปี 2557–2559 โดยจะมีพิธีลงนามความร่วมมือในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 13.30-15.00 น. ณ เดอะ เรสซิเดนซ์ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถนนวิทยุ โดยมีเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย นายโยฮันเนิส อันดรีย์ บัวร์ และคณะให้การต้อนรับ เลื่อนจัดสัมมนาอาเซียน  กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศด้วยความร่วมมือสภาอุตสาห กรรมแห่งประเทศไทย เลื่อนกำหนดจัดงานสัมมนาเรื่อง ASEAN Connectivity เนื่องจากสถานการณ์การชุมนุมในปัจจุบันไม่สงบ จากเดิมในวันที่ 20 มกราคม 2557 เป็นวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 08.00-16.00 น. ณ ห้องซาลอน B ชั้น 2 โรงเเรมสวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ดกรุงเทพมหานคร ฟังการอภิปรายหัวข้อ “ASEAN Connectivity จากแผนแม่บทสู่โอกาสทางการค้าสินค้าและบริการ” และ “ASEAN Connectivity กับโลจิสติกส์  : อุปสรรคและกฎระเบียบ สู่ตลาดเพื่อนบ้าน” ผู้สนใจเข้าร่วมงานกรุณากรอกรายละเอียดลงในแบบฟอร์มเข้าร่วมงานสัมมนาเพื่อยืนยันการลงทะเบียนล่วงหน้าโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ภายในวันที่  11 กุมภาพันธ์ 2557 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2507-7194 หรือ 0-2507-7629 เเละ 0-2507-7376.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ภาษาเดียวกัน วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2557

  • สำรวจเส้นทางสู่หลวงพระบาง

    สำรวจเส้นทางสู่หลวงพระบาง

     ป้ายของด่านศุลกากรทุ่งช้างที่ติดไว้ว่า “น่าน ล้านนาตะวันออกประตูสู่อินโดจีน” กับระยะทางจาก ณ จุดที่ติดป้ายของจุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋นเพียง 152 กิโลเมตร ก็จะไปถึงยังเมืองมรดกโลกของ สปป.ลาว อย่างหลวงพระบาง อาจจูงใจใครหลายคนที่อยากไปสัมผัสและมองว่านี่คืออีกทางเลือกที่น่าสนใจกับเส้นทางจากหนองคาย ผ่านวังเวียง แล้วจึงค่อยขึ้นไปถึงหลวงพระบางซึ่งเป็นเส้นทางเดิม ๆ  ขณะที่เมืองหล้าหรือเมืองลาในเขตเมืองสิบสองปันนาของจีนนั้น ดูจะใกล้แค่เอื้อมกับระยะทางเพียงแค่ 295 กิโลเมตร หรือจะเลยไปถึงเดียนเบียนฟูของเวียดนามเพียงแค่ 406 กิโลเมตร แต่ระยะทางไม่กี่ร้อยกิโลเมตรที่อาจขับรถเพียงแค่ครึ่งวันก็ถึงสำหรับทางหลวงแผ่นดินของไทยนั้น ห้ามเอาไปเทียบกับทาง หลวงของ สปป.ลาวอย่างเด็ดขาด เพราะการเดินทางไปหลวงพระบางที่เหมือนจะใกล้นั้น หากไปตามระยะทางที่ใกล้ที่สุดด้วยการแยกจากเมืองหงสาที่อยู่ห่างไปเพียง 35 กิโลเมตร ตามป้ายที่บอกว่าหลวงพระบางอยู่ห่างไปอีก 120 กิโลเมตร อาจต้องใช้เวลาเกินทั้งวัน เพราะระยะทางที่ว่านั้นยังเป็นถนนลูกรังแบบที่เหมาะกับผู้นิยมเส้นทางออฟโรดมากกว่า ส่วนอีกเส้นทางที่จะต้องไปผ่านแขวงอุดมไชยก่อนนั้นซึ่งเรียกได้ว่าสะดวกกว่ามีระยะทางเกือบ 200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางน้อยกว่าอยู่ที่ราว 6-7 ชั่วโมง รวมเวลาแวะรับประทานอาหารกลางวันระหว่างทางด้วย แต่ใช่ว่าถนนสายนี้จะดีขับสะดวกอย่างที่คิด เพราะถนนใน สปป.ลาว ที่เชื่อมระหว่างเมืองส่วนใหญ่ยังคงเป็นถนนลาดยางมะตอย 2 เลนสวนกัน ซึ่งมีขนาดแคบกว่าเมื่อเทียบกับถนนในไทยเพราะส่วนใหญ่จะไม่มีไหล่ทาง จะมีขนาดกว้างขึ้นบ้างก็ช่วงที่ผ่านชุมชนสองข้างทางและช่วงที่ผ่านเมืองระหว่างทาง ขณะที่ถนนส่วนที่พังบางช่วงมีหลุมขนาดใหญ่ซึ่งรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถตู้โดยสารจะต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ ขณะที่ถนนซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จไม่กี่ปีเริ่มชำรุด แต่สะพานข้ามแม่น้ำโขงในช่วงบ้านท่าเดื่อกลับดูแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งนี้เพิ่งสร้างสร็จไม่นานด้วยเทคโนโลยีของบริษัทผู้รับเหมาจากเกาหลีใต้ ซึ่งกำลังเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มหลักของหลวงพระบาง เดิมก่อนที่จะมีสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้การข้ามแม่น้ำโขงช่วงนี้ยังต้องอาศัยเรือบั๊กที่สามารถพาทั้งคนและรถยนต์ไปพร้อมกันได้ซึ่งจะให้บริการตั้งแต่เช้าจนถึงแค่ 6 โมงเย็นเท่านั้น บนเส้นทางเดียวกันนอกจากจะใช้รถยนต์วิ่งยาวไปถึงหลวงพระบางแล้ว นักท่องเที่ยวบางกลุ่มยังเลือกที่จะสัมผัสบรรยากาศการล่องเรือในแม่น้ำโขงสู่หลวงพระบางด้วย โดยไปขึ้นเรือที่ท่าเรือปากห้วยแคนเลยจากด่านห้วยโก๋นไปประมาณ 45 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ก็จะถึงหลวงพระบาง การเดินทางด้วยเรือแบบที่ว่านั้นอาจจะใช้เวลานานกว่าทางรถยนต์ในปัจจุบัน แต่น่าจะให้ความรู้สึกที่รื่นรมย์กว่า เพราะถนนสายที่ว่าซึ่งขรุขระเป็นบางช่วงจนต้องทำใจนั้นอาจทำให้หลายคนต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมากกว่าเท่านั้นเอง แต่สุดท้ายก็จะถึงปลายทางที่หลวงพระบางเช่นกัน. เริ่มต้นที่‘ห้วยโก๋น’ จุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋นหรือด่านพรมแดนห้วยโก๋น–น้ำเงิน เป็นจุดผ่านแดนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเฉลิมพระเกียรติจังหวัดน่าน แรกเริ่มจัดตั้งเป็นจุดผ่านแดนถาวรตามประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2537 โดยมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 ซึ่งในขณะนั้นด่านห้วยโก๋นประเทศไทยมีฐานะเป็นด่านสากลแต่ด่านเมืองเงินแขวงไชยบุรีเป็นด่านในระดับท้องถิ่น จึงมีปัญหาในการเข้าออกผ่านแดนของชาวต่างชาติ ต่อมาในปี พ.ศ.2546 องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านได้ทำการก่อสร้างอาคาร ร้านค้า ถนน ตลาดการค้าชายแดนไทย–ลาวและซุ้มประตูด้วยงบประมาณ 28 ล้านบาทเศษ บนพื้นที่ก่อสร้างประมาณ 19 ไร่ และในปีงบประมาณ 2550 องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านได้จัดสรรงบประมาณจากจังหวัดน่านก่อสร้างอาคารและระบบสาธารณูปโภคสาธารณูปการเพิ่มเติมอีกประมาณ 10 ล้านบาทโดยมีองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยโก๋นเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแล และเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ได้รับการยกระดับเป็นด่านสากลห้วยโก๋น-น้ำเงินจนถึงปัจจุบัน

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สำรวจเส้นทางสู่หลวงพระบาง

  • เอกชนเมินพึ่ง‘รัฐ’หันพึ่งกันเอง เอสเอ็มอีลูกผีลูกคนต้องหาทางอุ้ม

    เอกชนเมินพึ่ง‘รัฐ’หันพึ่งกันเอง เอสเอ็มอีลูกผีลูกคนต้องหาทางอุ้ม

     แม้การเลือกตั้ง ส.ส. ในวันที่ 2 ก.พ. 57 จะผ่านพ้นไปแล้วแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้และสภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถเปิดเลือกประธานสภาและนายกรัฐมนตรีได้ เนื่องจากมีจำนวน ส.ส. ไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนดไว้จนหลายฝ่ายแสดงความกังวลมาก เชื่อว่าประเทศไทยคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการจำเป็นต้องพึ่งตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะองค์กรเอกชนต่างเร่งหามาตรการเพื่อประคองกิจการของเครือข่ายให้ฝ่าฟันวิกฤติประเทศไทยครั้งนี้  ประเด็นความร้อนแรงทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อไร้จุดจบทำให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 ฝ่ายประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทยซึ่งมีประชุมทุกต้นเดือนครั้งนี้มีวาระสำคัญโดยยกประเด็นผลกระทบทางการเมืองต่อภาคธุรกิจต่าง ๆ มาหารืออย่างเข้มข้นเพื่อสะท้อนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมทั้งหาแนวทางการช่วยเหลือต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคธุรกิจเอสเอ็มอีซึ่งมีสายป่านสภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้นเท่านั้น  ห่วงลากยาวกระทบจีดีพีหาย 2.4 แสนล้าน  นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า ที่ประชุมกกร.ได้หารือถึงผลกระทบทางการเมืองต่อระบบเศรษฐกิจซึ่งจากการประเมินตัวเลขมหภาคพบว่าตัวเลขต่าง ๆ หลายตัวลดลงจนน่ากังวล เช่น กำลังผลิตของภาคอุตสาหกรรมการนำเข้าสินค้าทุนเพื่อการส่งออกลดลงจึงกังวลว่าจะส่งผลต่อตัวเลขการผลิตในประเทศการส่งออก การลงทุน และการท่องเที่ยวโดยประเมินว่าหากการเมืองยืดเยื้อ 6 เดือนจะกระทบผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)ลดลง 1% หรือคิดเป็นมูลค่า 120,000 ล้านบาท แต่หากยืดเยื้อทั้งปีนี้อาจทำให้จีดีพีหายไป 2% คิดเป็นมูลค่า 240,000 ล้านบาท จากเดิมที่คาดว่าทั้งปีจีดีพีน่าจะขยายตัว 5-6% ตามเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามจากการประเมินพบว่าธุรกิจขนาดเล็กมีความเสี่ยงได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะเน้นจำหน่ายในประเทศและขณะนี้มีสัญญาณการบริโภคลดลงชัดเจนซึ่ง กกร. ได้ข้อสรุปว่า จะมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น ผู้ประกอบการรายใหญ่จะเข้าช่วยเหลือให้ความรู้ พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้กับรายเล็ก การพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมทั้งให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการส่งออกมากขึ้น รักษาตลาดเดิม หาตลาดใหม่และกระตุ้นการค้าชายแดน พร้อมทั้งเร่งสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นให้ลูกค้าต่างชาติเชื่อมั่นในการสั่งสินค้าไทย โดย กกร. จะพยายามชี้แจงผ่านเวทีต่าง ๆ เพื่อสื่อสารให้นักลงทุนต่างชาติเข้าใจเชื่อว่า นักลงทุนเองรับข้อมูลจากสื่อต่าง ๆ อยู่แล้วเช่นกัน และขณะนี้ยังมีปัญหาการไม่มีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพราะคณะกรรมการชุดเดิมหมดอายุต้องรอการแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดใหม่ทำให้การส่งเสริมการลงทุนที่มีมูลค่าเกิน 200 ล้านบาทไม่สามารถดำเนินการได้ เอกชนเดินหน้าเรียกความเชื่อมั่นทูต    นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุว่า ขณะนี้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศแสดงความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยมากที่สุด ยอมรับว่าช่วงที่การเมืองไทยอยู่ในภาวะสุญญากาศ ทำให้ภาครัฐไม่สามารถออกนโยบายต่าง ๆ ได้เต็มที่ ดังนั้นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต้องการให้การเมืองกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ควรหาแนวทางในการเจรจาหาข้อยุติให้เร็วที่สุด เพื่อให้ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ ในส่วนของภาคเอกชนจะไม่มีสุญญากาศแน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาภาคเอกชนต่างหามาตรการในการช่วยเหลือเครือข่ายต่าง ๆ เพื่อให้สามารถประคองธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการหารือกับสมาคมธนาคารไทยในการหาแนวทางช่วยเหลือสภาพคล่อง ขณะเดียวกันก็จะการเดินทางไปพบปะกับเอกอัครราชทูตของประเทศต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ รวมถึงการหาแนวทางร่วมกันในการช่วยเหลือผู้ประกอบการในประเทศนั้น ๆ ที่อยู่ในไทย เบื้องต้นบรรดาทูตเป็นห่วงนักลงทุนใหม่ที่เข้ามาอยู่ในไทย เพราะข่าวที่ออกไปถือว่าค่อนข้างน่ากลัวมาก แต่ในส่วนของนักลงทุนรายเก่าที่อยู่มานานส่วนใหญ่ก็เข้าใจถึงวัฒนธรรมประเทศไทยเป็นอย่างดี แบงก์ขยายวงเงิน–ชำระหนี้ช่วยผู้ประกอบการ  นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า จากการหารือร่วมกับสมาชิกสมาคมธนาคารไทยทุกแห่งมีความเข้าใจถึงสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างดี ทางธนาคารแต่ละแห่งจึงมีแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้า เช่น การขยายเวลาการชำระหนี้ การเพิ่มวงเงินเพื่อนำไปเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ โดยจะพิจารณาเป็นราย  ๆ เพราะแต่ละรายความช่วยเหลือจะไม่เหมือนกัน ท่องเที่ยวหวั่นรายได้หลุด 2 ล้านล้าน    นางพรทิพย์ หิรัญเกตุ รองประธานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า เป้าหมายรายได้ของการท่องเที่ยวไทยในปี 57 อาจไม่ถึง 2 ล้านล้านบาทแล้ว หรืออาจลดลงประมาณ 10% เนื่องจากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ยังไม่แน่ชัดและไม่มีทิศทางทำให้ไม่สามารถประสานงานด้านนโยบายจากภาครัฐได้ ประกอบกับนักท่องเที่ยวจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก ก็ลดลงทั้งจากการควบคุมกฎหมายทัวร์คุณภาพของรัฐบาลจีน กับปัญหาการเมืองไทยที่ไม่มีความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจึงไม่มั่นใจมา ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าในปี 57 รายได้ทางการท่องเที่ยวอาจจะคงที่หรือลดลงประมาณ 10% อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในภาคการท่องเที่ยวคาดว่าจะได้รับผลกระทบในเรื่องของสภาพคล่องไม่มีเงินหมุนเวียน เนื่องจากการเมืองที่ยืดเยื้อทำให้นักท่องเที่ยวงดการจองล่วงหน้าลงไปทันที โดยปัจจุบันในส่วนของโรงแรมมีกลุ่มเอสเอ็มอีประมาณ 70% และภาคธุรกิจทัวร์มีประมาณ 80% ส่วนการทำตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่อจากนี้จะต้องโปรโมตแหล่งท่องเที่ยวนอกกรุงเทพฯให้ได้มากขึ้น เพราะอัตราการจองห้องพักบริเวณพื้นที่ราชประสงค์และสุขุมวิทลดลงมาก แต่ในทางกลับกันโรงแรมที่อยู่ในพื้นที่ติดริมแม่น้ำยังคงมีอัตราการเข้าพักที่ดีอยู่ “ตอนนี้การท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะต้องเดินได้ด้วยตัวเองหรือสร้างความเข้มแข็งให้ได้เองเท่านั้น เพราะในสถานการณ์แบบนี้คงไม่มีใครมองออกว่าจะเป็นเช่นไร แต่เศรษฐกิจของไทยก็ยังต้องเดินหน้า สิ่งที่ทำได้ก็มีการทำงานกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เท่านั้นเพราะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและมีงบประมาณของตัวเองอยู่แล้ว” การเมืองไร้จุดจบฉุดตลาดทุน  นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจ ตลาดทุนไทย กล่าวว่า แม้การเลือกตั้งของประเทศจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ยังไม่ใช่จุดจบของปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น เนื่องจากต่างชาติยังกังวลเรื่องเศรษฐกิจไทย เห็นได้จากการที่หลายสำนักประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจเติบโตต่ำกว่า 3% นอกจากนี้การเมืองไทยที่ยังอยู่ในภาวะสุญญากาศจะกระทบต่อการคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ขณะเดียวกันยังทำให้ตลาดหุ้นไทยมีความน่าสนใจลงทุนน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน 5 ประเทศ   หากเอกชนมัวแต่รอพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเดียวรับรองคงไม่รอดพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้เพราะนักการเมืองก็ยังเอาตัวเองไม่รอด ดังนั้นแนวทางที่ผู้ประกอบการต้องดำเนินการให้เร็วที่สุดคือการพึ่งพาตนเองและสร้างเครือข่ายในการช่วยเหลือกัน. ทีมเศรษฐกิจ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เอกชนเมินพึ่ง‘รัฐ’หันพึ่งกันเอง เอสเอ็มอีลูกผีลูกคนต้องหาทางอุ้ม