รูมาตอยด์ คือ โรคข้ออักเสบชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่จะรักษาไม่หายและถ้าได้รับการรักษาช้าอาจทำให้ข้อถูกทำลายได้ แต่หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ผู้ป่วยก็สามารถจะอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข นางสาวนิภาวรรณ ปรมาธิกุล ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยและพัฒนานิวเคลียร์ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. บอกว่าปกติการรักษาโรครูมาตอยด์ทำได้ 3 วิธี วิธีแรก คือ รักษาโดยการผ่าตัด แต่มีข้อเสีย อาจทำให้กระดูกผุกร่อน และโรคสามารถกลับมาเป็นใหม่ได้อีกครั้ง วิธีที่สอง คือ รักษาโดยการใช้ยา ซึ่งมีข้อจำกัดในการใช้ เนื่องจากถ้าใช้ยาที่มีขนาดเกินขีดกำหนด จะมีผลเสียต่อระบบภายในร่างกาย และ วิธีสุดท้าย คือ การรักษาด้วยเภสัชรังสี โดยรังสีสามารถเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อโดยรังสีจะสามารถทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่เกิดการอักเสบ และสามารถใช้ในการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและระยะเรื้อรังได้ ซึ่งล่าสุดสทน. โดยความร่วมมือของนักวิจัยด้านเภสัชรังสีและศูนย์ไอโซโทปรังสี ประสบความสำเร็จในการวิจัยและผลิตเภสัชรังสี เพื่อรักษาโรครูมาตอยด์ โดยสามารถผลิตเภสัชรังสี สำหรับรักษาโรคดังกล่าวได้ถึง 2 ตัว ได้แก่ ซาแมเรียม-153 เฮชเอ (153Sm-HA) และ อิตเทรียม-90 ซิเตรท คอลลอยด์ (90Y-citrate colloid) ซึ่งจัดเป็นยาฉีดเพื่อใช้สำหรับการนำมารักษาโรครูมาทอยด์ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและระยะเรื้อรังได้ตามลำดับ ด้านนางอังคนันท์ อังกุรรัตน์ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์คุณภาพ ศูนย์ไอโซโทปรังสี บอกว่า ซาแมเรียม-153 เฮชเอ เป็นยาฉีดที่มีความบริสุทธิ์ทางเคมีรังสีมากกว่า 90% มีความคงตัว 2 วัน มีความเป็นกรดเบส (pH) = 4-7 มีความปลอดเชื้อ และปลอดพิษ ส่วน อิตเทรียม-90 ซิเตรท คอลลอยด์ เป็นยาฉีดที่มีลักษณะเป็นสารคอลลอยด์สีขาวขุ่น โดยมีความบริสุทธิ์ทางเคมีรังสีมากกว่า 95% มีความคงตัว 15 วัน มีความเป็นกรดเบส (pH) = 5.5-7 มีความปลอดเชื้อ และปลอดพิษ เนื่องจาก อิตเทรียม-90 ซิเตรท คอลลอยด์ มีลักษณะเป็นคอลลอยด์ ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับการฉีดสารดังกล่าวเข้าข้อต่าง ๆ และช่วยให้การกระจายตัวของยาไปยังบริเวณเยื่อหุ้มไขข้ออักเสบได้ทั่วถึง ทำให้มีประสิทธิภาพของการรักษาได้ดี แต่อย่างไรก็ตามสนท.บอกว่า อิตเทรียม-90 มีข้อเสียคือ ให้เฉพาะอนุภาคบีตา เพราะฉะนั้นในการติดตามและวัดปริมาณของรังสีจะทำได้ยากกว่า ซาแมเรียม-153 ซึ่งให้รังสีแกมมาและบีตาพร้อมกัน แต่การวัดปริมาณรังสีฮิตเลียม -90 สามารถแก้ไขโดยอาศัยการวัดเนื่องมาจากการเกิดรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าทดแทนได้ ซึ่งมีผลทำให้การรักษาโรครูมาตอยด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพดีขึ้น . นาตยา คชินทร nattayap.k@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สทน. พัฒนารังสี รักษาโรครูมาตอยด์
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

สทน. พัฒนารังสี รักษาโรครูมาตอยด์
-

กสท ทุ่ม 200 ล.ปัดฝุ่น “มาย” สู้ศึก 3จี
ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น การแข่งขันก็สูงตามขึ้นไปด้วย ผู้ให้บริการ 3จี ต่างยกโปรโมชั่นมาดึงดูดใจลูกค้า ไม่เว้นแม้แต่ 3 จี มาย ก็เร่งออกโปรโมชั่นมาดึงลูกค้าเข้าระบบ นายสมยศ อุดมโชคไพบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริการลูกค้ารายย่อย สายงานการตลาด บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เล่าว่า กสท ได้เตรียมแผนกลยุทธ์การทำตลาดเพื่อให้บริการ 3จี มาย (3G my) เพื่อเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ จะการเน้นการทำตลาดทั้ง ดาต้า และคอนเทนท์ มากขึ้น ด้วยการตอกย้ำความเป็นผู้นำโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง 3จี ที่มีพื้นที่ให้บริการครอบคลุมมากที่สุดทั่วประเทศ ด้วยงบประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อผลิตโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่จะมีการแพร่ภาพยนตร์โฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ พร้อมโปรโมชั่น ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมการตลาดในพื้นที่อย่างต่อเนื่องโดยจออกอากาศปลายเดือนมี.ค.นี้ “ปัจจุบันเรามีลูกค้า 3 จี อยู่ที่ 1.8 แสนราย รายได้ 1,000 ล้านบาท แบ่งเป็นระบบรายเดือน (โพสต์เพด) จำนวน 1.3 แสนราย และมีอัตราค่าบริการเฉลี่ยต่อคนต่อเดือน (อาปู้) อยู่ที่ 500 บาท ในขณะที่ลูกค้าแบบเติมเงิน (พรีเพด) อยู่ที่ 4 หมื่นราย มี อาปู้ อยู่ที่ 120 บาท ส่วนใหญ่จะใช้งานดาต้า เป็นหลัก โดยตั้งเป้าสิ้นปีจะมีลูกค้าเพิ่มเป็น 7 แสนราย และมีรายได้ 2,500 ล้านบาท” จากการที่เป็นผู้นำโครงข่าย ขณะนี้ กสท มีโครงข่ายเพื่อให้บริการอยู่ที่ 13,500 สถานีฐาน ในปีนี้จะขยายอีก 500 สถานีฐาน เป็น 14,000 สถานีฐาน ส่งผลให้ครอบคลุมพื้นที่ 90% ของประเทศไทย จะทำให้เป้าหมายจำนวนผู้ใช้บริการปี 58 เป็น 1,008,000 เลขหมาย แบ่งเป็นรายเดือน 368,000 ราย เติมเงิน 640,000 ราย และมีรายได้รวม 3,632 ล้านบาท นอกจากการขยายโครงข่ายแล้ว กสท จะขยายและพัฒนาจุดให้บริการในรูปแบบของแคทชอป (CAT Shop) และช่องทางเติมเงิน อีก 250 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้บริการมากขึ้น และจะร่วมมือกับพันธมิตร ตัวแทนจำหน่าย บริการแบบเติมเงิน ขยายช่องทางการเติมเงินโดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ด้วย โดย กสท มีแผนจะขยายช่องทางเติมเงิน ภายในไตรมาส 1 โดยเน้นออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการมากขึ้น ผ่านทางธนาคารชั้นนำต่างๆ เช่น ธนาคารกรุงไทย กรุงศรี ไทยพาณิชย์ กสิกร รวมถึงร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 และ ห้างเทสโก้ โลตัส โดยผู้ใช้บริการสามารถเติมเงินได้ตั้งแต่ราคา 10 บาทถึง 1,000 บาท “จุดเด่นของ กสท คือความได้เปรียบในด้านความเป็นเจ้าของโครงข่ายที่มีพื้นที่ให้บริการ 3จี ครอบคลุมมากที่สุด ทำให้สามารถบริหารจัดการในเรื่องของการพัฒนาโครงข่าย ควบคู่ไปกับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ 3จี มาย มีคุณภาพสัญญาณที่เหนือกว่า ทั้งวอยซ์ (voice) และดาต้า (data) โดยเฉพาะการใช้งานดาต้า ที่ให้ความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงสุดถึง 42 เมกะบิต (Mbps)” สำหรับ 3จี มาย มีโปรโมชั่นให้ผู้ใช้บริการได้เลือกหลากหลายตามลักษณะการใช้งาน ทั้งแบบรายเดือนและเติมเงิน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดให้บริการ มาย แบบเติมเงิน ครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.56 พร้อมแพ็กเกจโปรโมชั่นการโทรและอินเทอร์เน็ตสำหรับลูกค้าทั่วไปด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะไม่เอื้ออำนวย ผู้ให้บริการทุกรายจะค่อนข้างนิ่ง กสท มองวิกฤตเป้นโอกาส ต้องแยกประเด็นทางสังคมกับประเด็นทางด้านเทคโนโลยี ถ้า กสท ไม่ทำอะไรก็สู้รายอื่นไม่ได้ เพราะการทำตลาด 3 จี เมืองไทยรุกหนัก “กสท มีทั้งโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ลูกค้าจะโทรไปต่างประเทศในราคาที่ถูก จะมีโปรโมชั่นในกลุ่มลูกค้าองค์กร ซึ่งตอนนี้ในองค์กรให้โทรศัพท์กับพนักงาน เป็นจุดหนึ่งที่จะเข้าไปตีตลาด โดยปีนี้จะเจอะกลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มพลังงานมากขึ้น” การที่ กสท เป็นหน่วยงานที่ต้องผูกติดกับรัฐบาล การจะทำการตลาดอะไรซักตัวต้องยุ่งยากกว่าเอกชน และยิ่งตอนนี้เอกชนเดินหน้าโปรโมชั่น 3 จี ไปนานนับปีแล้ว หวังว่าแผนการตลาดที่จะออกมาปลาย มี.ค.นี้ จะโดนใจและดึงดูดลูกค้าเข้าระบบได้ไม่มากก็น้อย กัญณัฏฐ์ บุตรดี kanyanat25@gmail.com
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กสท ทุ่ม 200 ล.ปัดฝุ่น “มาย” สู้ศึก 3จี -

นินจาวิ่งบนน้ำ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี
สมัยก่อนเวลาที่เราดูหนังกำลังภายใน เห็นพวกจอมยุทธ์หรือนินจาตัวเบาเดินหรือวิ่งบนผิวน้ำได้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามในใจว่ามนุษย์เราสามารถทำอย่างนั้นได้จริงหรือเปล่า และถ้าทำได้จริง จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างไร บางคนก็ว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดจิตใจให้นิ่งสงบและว่างเปล่าเพื่อทำให้ตัวเบา บางคนก็บอกว่าเป็นเรื่องของมายากลโดยมีสะพานที่จมน้ำซ่อนอยู่ข้างใต้ เอาไว้ให้นักมายากลวิ่งบนสะพานนั้น บางคนก็บอกว่าเป็นเรื่องของผีสางเทวดาที่เหนือธรรมชาติไปเลยก็มี แต่ถ้าเรามามองกันในมุมของวิทยาศาสตร์ บนโลกของเรามีสิ่งมีชีวิตตัวเล็กหลายชนิดที่สามารถวิ่งบนผิวน้ำได้โดยที่ตัวมันไม่จมลงในน้ำ ยกตัวอย่างเช่น กิ้งก่าบาซิลิสก์ และจิงโจ้น้ำ คุณผู้อ่านคอลัมน์วันพุธของผมเคยสงสัยไหมครับว่าสัตว์เหล่านี้วิ่งบนน้ำได้อย่างไร ถ้าอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์เลยก็คือ สัตว์เหล่านี้อาศัยแรงตึงผิวของน้ำในการช่วยพยุงตัวครับ เนื่องด้วยตัวของพวกมันเองนั้นก็เบามากเสียจนแทบจะไม่มีน้ำหนัก ทำให้แรงตึงผิวของน้ำที่แม้จะมีน้อยมากแต่ก็ยังเพียงพอที่จะช่วยพยุงตัวสัตว์เหล่านี้เอาไว้ได้ ประกอบกับสัตว์บางชนิดก็ใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมาก ๆ ช่วยเสริม แต่ละก้าวที่เหยียบลงไปบนผิวน้ำนั้น ไม่ใช่ว่าขาของมันอยู่บนผิวน้ำหมดนะครับ ขาของมันก็จมลงไปในน้ำระดับหนึ่งเหมือนกัน แต่ด้วยแรงพยุงของน้ำประกอบกับความเร็วในการวิ่ง ทำให้ขาที่เพิ่งจะจมน้ำไปแค่นิดเดียวถูกยกให้วิ่งก้าวต่อไปแล้ว แบบนี้พอดูเร็ว ๆ แล้วก็เหมือนกับว่ามันวิ่งลอยไปบนผิวน้ำได้นั่นเอง คำถามถัดมาคือ ถ้ามนุษย์เราสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงได้เหมือนกิ้งก่าบาซิลิสก์หรือจิงโจ้น้ำ เราจะสามารถวิ่งบนผิวน้ำได้ไหม คำตอบก็คือเป็นไปได้ครับ เคยมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเขาคำนวณว่า ผู้ชายหนัก 80 กิโลกรัมถ้าจะวิ่งไปบนผิวน้ำได้ต้องวิ่งให้เร็วอย่างน้อย 106 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ผมเทียบให้เห็นภาพนะครับ ว่าตอนสมัยก่อนวิ่งสอบรด. 800 เมตร ให้ใช้เวลาไม่เกิน 3 นาที 15 วินาที กว่าผมจะวิ่งผ่านก็เล่นเอาเหนื่อยเอาการ แต่ถ้าใช้ความเร็วระดับวิ่งบนน้ำนี้ ก็ต้องวิ่ง 800 เมตรให้ได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งนาที ซึ่งเวลาขนาดนี้ต่อให้ไปดูสถิตินักกีฬาวิ่งระดับโลกก็ยังไม่มีใครทำได้ หนทางที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดให้มนุษย์เราสามารถเพิ่มความเร็วในการวิ่งให้ได้ถึงระดับนั้นเป็นเรื่องยากมากครับ ก็เลยมีคนคิดหาหนทางอื่นแทน แทนที่จะไปแก้กันที่ความเร็วในการวิ่งก็มาแก้ที่คุณสมบัติของน้ำหรือของเหลวแทน โดยการสร้างของเหลวชนิดใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ได้เป็นสารใหม่จากนอกโลกอะไรนะครับ แค่นำของที่มีอยู่แล้วบนโลกนี่ล่ะครับมาผสมกันไปกันมา กลายเป็นของไหลนอกแบบของนิวตัน (Non-Newtonian Fluid) อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ ครับว่าของไหลนิวตันก็อย่างเช่น พวกน้ำ พวกอากาศนี่ล่ะครับ ส่วนของไหลนอกแบบของนิวตันก็เช่น พวกคล้าย ๆ ยาสีฟัน เป็นต้น ซึ่งสารต่าง ๆ ที่เราผสมกันจนกลายเป็นของไหลนอกแบบของนิวตันนี้ จะกลายสภาพเป็นสิ่งที่ต่างจากของเหลวอย่างน้ำไปเลยครับ โดยจะมีคุณสมบัติคือเป็นของเหลวที่ความหนืดไม่คงที่ ถ้าใช้แรงน้อย ๆ ไปกระทำความหนืดก็จะน้อย ถ้าใช้แรงมาก ๆ ไปกระทำความหนืดก็จะมาก ซึ่งอาจจะมากจนถึงจุดที่ใกล้เคียงกับของแข็งได้เลยล่ะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราเดินช้า ๆ บนสารผสมชนิดนี้ เราก็จะจมเหมือนกับเดินบนน้ำหรือของเหลวธรรมดา แต่ถ้าเราใส่แรงไปเยอะ ๆ เช่นวิ่งหรือกระโดด ความหนืดก็จะเพิ่มขึ้นเยอะ จนเกือบกลายเป็นของแข็ง ทำให้เราสามารถวิ่งหรือกระโดดบนสารผสมนี้ได้ ดูเผิน ๆ ก็เหมือนกับว่าวิ่งบนน้ำได้นั่นเองครับ ซึ่งไอเดียนี้มีคนทดลองทำได้แล้วจริง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นถึงไม่ใช่นินจา มนุษย์เราก็สามารถวิ่งข้ามสระน้ำด้วยเท้าเปล่าได้เลยครับ ในการทดลองบางกลุ่มถึงกับโชว์เต้นกันบนสระที่ใส่ของเหลวที่ว่านี้ก็มี บางคนถึงกับมาลองปั่นจักรยานข้ามสระกันเลยล่ะครับ งานนี้เรียกว่าปรากฏการณ์คนเดินหรือวิ่งบนของเหลว ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้อีกต่อไปครับ . ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต Chutisant.k@rsu.ac.th
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : นินจาวิ่งบนน้ำ – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี