รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างมาก โดยเฉพาะกรณีเชิญผู้บริโภค และคู่ความเข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ยเรื่องราวร้องทุกข์ ซึ่งเดิมเจ้าหน้าที่ สคบ.จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายมาเจรจา อยู่เป็นประจำ ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงาน สคบ. จึงทำให้การเจรจาไม่สามารถดำเนินการได้คล่องตัว ขณะเดียวกันการเดินทางเข้ามาแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ของผู้บริโภคไม่สามารถดำเนินการได้ ดังนั้นจึงอยากให้สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายโดยเร็ว “ตอนนี้สคบ.อาจทำงานได้ไม่สะดวกมากนัก แต่ก็ยังพอที่จะทำงานได้บ้าง โดยตอนนี้การเจรจาไกล่เกลี่ยก็ทำได้เฉพาะเรื่องใหญ่ๆที่สำคัญมากๆขณะที่เรื่องเล็กๆ ก็ได้แจ้งผู้บริโภคให้รออีกระยะหนึ่งก่อน ส่วนการเดินทางเข้ามาร้องทุกข์ตอนนี้ยังทำไม่ได้ แต่ในช่องทางอื่นก็ยังพอมีมา เช่น การร้องเรียนผ่านจดหมาย ผ่านอีเมล์ ซึ่งสคบ.ก็ได้รับทราบข้อร้องเรียนทั้งหมดแล้ว”อย่างไรก็ตามในกรณีการเชิญผู้ร้องและผู้ประกอบการเกี่ยวกับเรื่องของรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต ซึ่งล่าสุดสคบ.ได้ สรุปผลทดสอบรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นครูซ 12 คัน ที่ได้ทำการทดสอบไปเมื่อวันที่ 14-18 ต.ค.56 ที่สนามแข่งรถแก่งกระจานเซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี พบว่า มีรถต้องสงสัยว่ามีปัญหาเกี่ยวกับระบบส่งกำลังของรถยนต์ทั้งหมด 3 คัน ซึ่งเข้าเงื่อนไขเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยจากการใช้งาน โดยผู้ประกอบการอาจต้องรับผิดชอบโดยการซื้อรถยนต์คืนนั้น เชื่อว่า ภายในสัปดาห์นี้ อาจจะเชิญทั้งสองฝ่ายมาหารือให้ได้ข้อสรุปต่อไปก่อนหน้านี้ นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสคบ. กล่าวว่า หลังจากผลทดสอบออกมาแล้ว สคบ.ก็มั่นใจกับผลทดสอบว่าถูกต้องที่สุด โดยผู้ประกอบการเองก็ต้องยอมรับ และรับฟังปัญหาจาผู้บริโภคที่เป็นลูกค้า โดยเฉพาะการบริการหลังการขายต้องดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด ซึ่งในช่วงการไกล่เกลี่ยนี้ ทางผู้ประกอบการต้องส่งผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเข้าร่วมเจรจา เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และไม่ล่าช้าจนทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ. สะดุดแผนช่วยเหลือผู้บริโภค
เดือน: กุมภาพันธ์ 2014
-

สคบ. สะดุดแผนช่วยเหลือผู้บริโภค
-

สศค.ระบุความเชื่อมั่นผู้บริโภคลด 9 เดือนติด
รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ของรายงานภาวะเศรษฐกิจโดยรวมเดือน ธ.ค.56 ที่ผ่านมา ลดลงอยู่ที่ 63.2 ปรับลดลงต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 9 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 24 เดือน นับตั้งแต่เดือน ม.ค.55 เป็นต้นมา เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 56 ชะลอตัวลง ภายหลังนโยบายภาครัฐเริ่มทยอยหมดลง รวมทั้ง ความกังวลต่อความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเปราะบาง รวมถึงกระทบต่อรายได้จากการส่งออก และการท่องเที่ยวชะลอลงได้สำหรับ ภาพรวมการบริโภคภาคเอกชน เดือนธ.ค. มีสัญญาณหดตัว โดยเฉพาะจากการบริโภคสินค้าคงทน สะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ติดลบ 17.2% ต่อปี สอดคล้องกับยอดขายรถจักรยานยนต์ในภูมิภาค ติดลบ 19.6% และยอดขายรถจักรยานยนต์ในกทม. ติดลบ 7.5% เป็นสำคัญ ทำให้ไตรมาส 4 ปี 56 ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ติดลบ 14.9% ต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 3 ขณะเดียวกัน ปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือนธ.ค.56 หดตัว ต่อเนื่อง ติดลบ 28.3% ต่อปี และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ทำให้ไตรมาสที่ 4 ปริมาณจำหน่าย รถยนต์นั่งหดตัวติดลบ 39.7% ต่อเนื่อง แต่การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นในช่วงที่ผ่านมา และการส่งเสริมการขายของบริษัทรถยนต์มีส่วนสนับสนุนให้ตลาดรถยนต์นั่งไม่ชะลอตัวมากนัก และเริ่มกลับมาขยายตัวสู่ระดับปกติ”ยอดขายรถยนต์ในประเทศที่หดตัวต่อเนื่องนั้น ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยฐานสูงในปีก่อนหน้า หน้าซึ่งเป็นผลจากการส่งมอบรถยนต์ภายใต้โครงการรถยนต์คันแรกที่เริ่มทยอยหมด ลงในปีนี้เป็นสำคัญ ประกอบกับการผลิตรถยนต์นั่งสำคัญหลายรุ่นที่เริ่มชะลอลงต่อเนื่อง เพราะเป็นผลจากการเตรียมพร้อมสำหรับการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์เพื่อการส่งออกยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีประเทศ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และมาเลเชีย ยังคงเป็นตลาดส่งออกรถยนต์นั่งสำคัญของไทย”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ระบุความเชื่อมั่นผู้บริโภคลด 9 เดือนติด -

บินไทยปรับตารางการบินรับฤดูกาลใหม่
นายโชคชัย ปัญญายงค์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายการพาณิชย์ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยกำลังพิจารณาปรับตารางเที่ยวบินสำหรับฤดูกาลใหม่ โดยประเมินจากผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ชุมนุมยืดเยื้อ ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงปัจจัยอื่น เช่น ปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญจากประเทศจีน เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อจำนวนนักท่องเที่ยวและผู้โดยสาร “ปกติการบินไทย จะปรับตารางเที่ยวบินเป็นประจำทุกฤดูกาลอยู่แล้ว ซึ่งจะมีทั้งปรับลด และเพิ่มให้เหมาะสมกับตลาด โดยปีนี้ก็จะมองปัจจัยหลายด้าน รวมทั้งผลกระทบทางการเมืองด้วย” สำหรับเส้นทางที่ได้รับผลกระทบชัดเจน ได้แก่ ตลาดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งบางเมืองมีผู้โดยสารต่ำกว่าเป้าหมาย เช่น กรุงเทพฯ-ฉางซา ที่เพิ่งเปิดเมื่อปลายปีที่แล้ว มีอัตราผู้โดยสารเพียง 50-60% น้อยกว่าที่คาดไว้ที่ 70% ขึ้นไป ส่วนภาพรวมของนักท่องเที่ยวจีน ก็ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน และอยู่ในช่วงปรับตัว จากมาตรการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งกำลังเร่งทำแผนสรุปอีกครั้ง ด้านนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น แม้จะมียอดลดลงบ้าง แต่ยังเป็นตลาดหลักอยู่ ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าการบินไทยยกเลิกเส้นทาง กรุงเทพฯ-เซนได จากปกติบิน 3เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และลดเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ฮอกไกโดจาก 7 เที่ยวบิน เหลือ 5 เที่ยวบิน ถือเป็นแผนที่วางไว้อยุ่แล้ว เพราะตรงกับช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว(โลว์ซีซั่น) ก็ลดลงเป็นปกติ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หยุดบิน เพราะปัญหาการเมืองแต่อย่างใด โดยในส่วนเซนได เมื่อถึงเดือนก.ค.ก็จะกลับมาบินเหมือนเดิม นอกจากนี้ เดือนมี.ค.จะเพิ่มเที่ยวบินกรุงเทพฯ -ฮาเนดะ อีก 1 เท่าตัว จาก 7 เที่ยวบิน เป็น 14 เที่ยวบิน นายสุทธิพงศ์ เผื่อนพิภพ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว กล่าวว่า สำหรับการจัดงาน เที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 20-23 ก.พ.นี้ ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ยอดผู้ประกอบการที่จองบูธขายแพ็กเกจในงานลดลง จาก 1,100 บูธ เหลือเพียง 750 บูธ รวมถึงองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ก็ลดลงจาก 22 องค์กร เหลือ 16 องค์กร เนื่องจากผู้ประกอบการต่างชาติไม่มั่นใจ และส่วนหนึ่งย้ายไปจัดที่ประเทศอื่นแทน ส่งผลให้เงินสะพัดในงานนี้จะเหลือ 300 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาทำรายได้กว่า 400 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ผู้จัดงานยังต้องการจัดงานนี้ต่อไป เพราะเป็นงานมหกรรมการท่องเที่ยวประจำปี และเพื่อช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย “ตั้งแต่ต้นปี 57 ตลาดคนไทยเที่ยวต่างประเทศ (เอาท์บาวด์) ก็มีกระแสไม่แรงอยู่แล้ว และช่วงตรุษจีนก็ลดลงไป 25-30% เพราะอยู่ในช่วงเหตุการณ์ทางการเมืองพอดี หากการจัดงานวันที่ 20-23 ก.พ.นี้ ไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลง ก็จะเป็นสัญญาณของทั้งปีได้ชัดเจนเลยว่าทัวร์เอาท์บาวด์ปีนี้จะดีหรือไม่” สำหรับตลาดเอาท์บาวด์ที่ยังเดินทางไปต่างประเทศบ้าง คือ นักท่องเที่ยวอายุ 25-35 ปี เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและเดินทางระยะใกล้ได้ โดยเส้นทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ยังคงเป็น ญี่ปุ่นที่เดินทาง 60% อันดับ 2 คือ เกาหลีใต้ ส่วนตลาดที่คาดว่าจะหายไปมากที่สุด คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวระดับสูง ที่ไม่เดินทางเลย เพราะส่วนใหญ่จะไปร่วมการชุมนุม และกลุ่มงานราชการที่จะต้องมีการสัมนา หรือไปท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (อินเซนทีฟ) ก็หายไป 25% เพราะไม่มีรัฐบาลถาวร จึงทำให้ไม่สามารถออกงบประมาณได้ เที่ยวบินของสายการบินไทยที่บินเส้นทางกรุงเทพฯ-เซนได ที่บินสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ซึ่งเริ่มเปิดเส้นทางไปเมื่อ ต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่าน ได้ยกเลิกเที่ยวบินแล้ว โดยเที่ยวสุดท้ายที่บินก็คือ วันที่ 31 มี.ค.นี้ เนื่องจากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองทำให้นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นไม่กล้าเดินทางมาไทย จึงมีเพียงคนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถทำกำไรได้ นอกจากนี้การบินไทยก็กำลังพิจารณาลดเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ฮอกไกโด มาด้วยจากบินวันละ 1 เที่ยวต่อสัปดาห์ ก็อาจเหลือ 3-4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เพราะคนญี่ปุ่นมาเมืองไทยน้อยลง
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : บินไทยปรับตารางการบินรับฤดูกาลใหม่