เดือน: กุมภาพันธ์ 2014

  • ราคาทอง26ก.พ.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย21,050บาท

    ราคาทอง26ก.พ.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย21,050บาท

    วันที่ 26 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09:30 น. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศปรับราคาทองคำในประเทศครั้งที่ 1 โดยเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท ทำให้ราคาปัจจุบันอยู่ที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,050 บาท รับซื้อ 20,253.76 บาท ทองแท่งขายบาทละ 20,650 บาท รับซื้อ 20,550 บาทราคาทองคำและครั้งที่ปรับราคาทองคำปรับครั้งที่ 1 ขึ้น 50 บาท รูปพรรณขายบาทละ 21,050 บาท รับซื้อ 20,253.76 บาท ทองแท่งขาย 20,650 บาท รับซื้อ 20,550 บาท เวลา 09:30 น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ราคาทอง26ก.พ.57 ปรับครั้งที่1 รูปพรรณขาย21,050บาท

  • กลต.เดินหน้าผนึกพันธมิตรนอกดันไทยขึ้นแท่นฮับลงทุนอาเซียน

    กลต.เดินหน้าผนึกพันธมิตรนอกดันไทยขึ้นแท่นฮับลงทุนอาเซียน

    “เราจะเดินหน้าเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่าง ๆ เพื่อเชื่อมประเทศ ไทย และตลาดทุนไทยสู่ตลาดโลก โดยมีเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) หรือเป็นเมืองหลวงด้านตลาดทุนในอาเซียน” นี่คือยุทธศาสตร์หลักและความมุ่งมั่นที่จะพาตลาดทุนไทยไปให้ถึงฝั่งฝันและอยู่ในเรดาร์นักลงทุนทั่วโลก ของ “วรพล  โสคติยานุรักษ์” เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แต่การที่จะผลักดันให้ตลาดทุนไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียนนั้น  คงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมมากนัก เนื่องจากขณะนี้ ก.ล.ต. ได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับต่างประเทศ ด้วยการทำข้อตกลงภายใต้การแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกัน ทั้งประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เพราะทุกวันนี้ทั้ง 2 ประเทศ  ต่างต้องการใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่น ๆ เป็นผลจากภูมิประเทศของไทยที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อในหลายประเทศอย่าง ลาว เมียนมาร์เมื่อเกิดความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว จากนั้นก.ล.ต. ก็จะส่งเสริมให้ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทยไปทำธุรกิจ หรือนำผลิตภัณฑ์ตราสารทุนต่าง ๆ เช่น กองทุน ที่มีอยู่ไปขายให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น ขณะเดียวกันก็จะส่งเสริมให้บล. และบลจ.ของญี่ปุ่นเข้ามาสร้างฐานการทำธุรกิจในไทยด้วย แต่ในการขายกองทุนจะต้องขายผ่านบริษัทของคนไทยเท่านั้น ในส่วนของเกาหลี ก็ได้ทำข้อตกลงแบบทวิภาคีร่วมกันไปแล้ว หลังจากที่เกาหลีใต้ต้องการใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจการเงินเข้ามายังไทยมากขึ้น อีกทั้งธุรกิจของเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ก็เป็นที่รู้จักและคุ้ยเคยกับคนไทยอยู่แล้ว นอกจากนี้  ก.ล.ต.ได้ออกเกณฑ์ร่วมกันในอาเซียนกับ 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพื่อเปิดทางให้สิงคโปร์และมาเลเซีย สามารถนำกองทุนรวมมาขายให้กับนักลงทุนไทยได้ รวมถึงให้ไทยนำกองทุนรวมไปขายในประเทศดังกล่าวได้ แต่มีเงื่อนไขว่ารูปแบบของกองทุนจะต้องไม่ซับซ้อน โดยเป็นกองทุนที่เข้าใจง่าย ตลอดจนมีการกระจายการลงทุนพอสมควร ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะมีกองทุนต่าง ๆ เข้ามาเสนอขายจำนวนมาก “ความร่วมมือกับต่างประเทศที่เกิดขึ้น เป็นสัญญาณบอกว่าต่อไปธุรกิจกองทุนรวมจะมีบทบาทมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะหันมาซื้อกองทุนรวม เพราะมีผู้บริหารมืออาชีพคอยดูแลให้ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจ บล. และ บลจ. เติบโตขึ้น และเมื่อตลาดทุนไทยมีขนาดใหญ่ ยิ่งจะทำให้นักลงทุนสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น และตรงกันข้ามหากตลาดทุนไทยยิ่งน้อย คนก็ยิ่งไป” ขณะเดียวกันในส่วนของบริษัทข้ามชาติที่สนใจเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยนั้น ก็สามารถทำได้สะดวกมากขึ้น เพราะ คณะกรรมการ ก.ล.ต.ได้อนุมัติเกณฑ์การรับบริษัทจดทะเบียนต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นแห่งแรกแล้ว เพื่อให้บริษัทที่อยู่ต่างประเทศสามารถเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้ ซึ่งเป็นเหมือนการที่บริษัทของไทยจะเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมออกประกาศเพื่อบังคับใช้เกณฑ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น    เลขาธิการ ก.ล.ต.ยังย้ำด้วยว่า ขณะนี้ไม่ได้มองเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่จะมีการจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว แต่มองกว้างไปทั่วโลก โดยให้เกณฑ์ต่าง ๆ เปิดกว้างจากเดิมมากขึ้น เช่น จากเดิมที่บริษัทขนาดกลางและเล็กของจีน จะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยต้องใช้เกณฑ์ โฮลดิ้งคอมพานี หรือการรับบริษัทที่มีธุรกิจหลักในต่างประเทศเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยเท่านั้น แต่ปัจจุบันบริษัทเหล่านั้นสามารถเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้โดยตรง โดยเบื้องต้นเราอาจจะเน้นในประเทศกลุ่มที่ใกล้กับประเทศ ไทยก่อน เช่น กัมพูชา เมียนมาร์ จีนตอนใต้ที่ติดกับไทย 4-5 มณฑล รวมไปถึงเกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้มีบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินหรือบล. หลายแห่ง ได้เข้าไปตั้งบริษัทเพื่อทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว กัมพูชา หรือเมียนมาร์ และเตรียมที่จะนำบริษัทที่ประกอบธุรกิจในประเทศนั้นเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดแรก เนื่องจากต้องการเงินระดมทุนในการขยายงานหรือกิจการเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทในลาว เมียนมาร์  จีน เวียดนามที่มีศักยภาพเข้าตลาดหุ้นไทยเป็นหลักร้อยหลักพันบริษัท ดังนั้น ในปีนี้น่าจะเห็นบริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ทั้งหมดนี้คงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ก.ล.ต.จะเป็นแรงขับเคลื่อนและปูพรม ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงด้านตลาดทุนในอาเซียน ซึ่งหากวันนั้นมาถึงเมื่อใด บรรดาผู้ประกอบการคงต้องตั้งรับให้ดี เพราะอาจทำให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น ในทางตรงกันข้ามนักลงทุนก็จะมีทางเลือกในการช้อป การหากำไรจากการลงทุนมากขึ้น แต่อย่าลืมว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงที่พ่วงติดตัวมาด้วย ดังนั้น ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี และเลือกลงทุนด้วยความระมัดระวัง. ขวัญหทัย แนวหล้า

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กลต.เดินหน้าผนึกพันธมิตรนอกดันไทยขึ้นแท่นฮับลงทุนอาเซียน

  • ‘แม่สอด-เมียวดี’ ศูนย์กลางสินค้าเออีซี

    ‘แม่สอด-เมียวดี’ ศูนย์กลางสินค้าเออีซี

    “เราใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวนำเพื่อให้คนพม่าได้รู้จักที่จะใช้สินค้าของไทยผ่านการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ไปเยือนเป็นการสร้างอุปสงค์ให้เกิดขึ้นก่อนแล้วจึงค่อยนำการค้าขายตามไป” นายสมศักดิ์ คะวีรัตน์ ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดตาก บอกเคล็ดลับในการทำการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ในบรรดาแนวชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเนื้อหอมที่สุดอย่างเมียนมาร์ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่มีความพยายามจากภาคเอกชนที่จะผลักดันให้มีฐานะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น เรียกได้ว่าเป็นเมืองชายแดนขนาดย่อมแต่มูลค่าการค้ากลับไม่เล็กไปตามขนาดของชุมชนเมือง เพราะในปี 2556 ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกสินค้าจากไทยที่ด่านแม่สอด-เมียวดีแห่งนี้มีมูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท สินค้าที่ส่งออกผ่านด่านชายแดนแห่งนี้มีทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงสินค้าประเภทอุตสาหกรรมและสินค้าจำพวกวัสดุก่อสร้างโดยมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดีเป็นจุดรวบรวมสินค้าซึ่งผู้ค้าไม่ว่าจะจากไทยหรือต่างชาติจะต้องนำสินค้ามารวมไว้ที่จุดนี้ก่อนจะมีคู่ค้าจากฝ่ายเมียน มาร์มาทำหน้าที่กระจายสินค้าในเขตเมียนมาร์ต่อไปโดยผู้นำเข้าสินค้าสามารถขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้ากว่า 300 ชนิดได้จากที่นี่ได้ทันที แม่สอดถือเป็นด่านพรมแดนที่มีมูลค่าการส่งสินค้าออกสูงที่สุดกว่าด่านอื่น ๆ แม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่บ้างตรงเส้นทางขึ้นเขาเพื่อไปยังเมืองก๊อกกะแร๊กระยะทาง 32 กิโลเมตรที่จะต้องสลับวันไปและกลับแต่ในอนาคตหากเส้นทางบายพาสที่กำลังก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ มูลค่าการค้าขายของแม่สอดอาจจะขึ้นไปถึงแสนล้านบาท “ถนนที่กำลังก่อสร้างอยู่เหลือเวลาอีกแค่ร้อยกว่าวันก็จะเสร็จสมบูรณ์ ขณะนี้ผ่านขั้นตอนการบดอัดมาเรียบร้อยแล้วคาดว่าในฤดูร้อนนี้รถบางชนิดก็สามารถใช้เส้นทางก่อนได้ ถ้าเส้นทางนี้สะดวกเมื่อไหร่การส่งสินค้าออกจากไทยก็จะยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้นเพราะสามารถย่นระยะเวลาการกระจายสินค้าได้อีกเยอะ” เมียวดีนอกจากจะเป็นเมืองชายแดนที่ถือว่าอยู่ใกล้กับเมืองหลวงเก่าอย่างย่างกุ้งมากที่สุดแล้ว หากเส้นทางนี้เสร็จสมบูรณ์ก็จะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้าเข้าและออกจากเมียน มาร์ได้เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยจะเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงไปสู่มัณฑะเลย์ซึ่งจะเป็นเมืองศูนย์กลางกระจายสินค้าเหมือนสามเหลี่ยมเศรษฐกิจซึ่งจะมีสินค้าจากไทย จีนและอินเดียมุ่งตรงมาสู่ก่อนจะกระจายต่อไปยังเมืองอื่น ๆ ของเมียนมาร์ รวมทั้งเป็นเส้นทางส่งออกที่เชื่อมโยง 4 ประเทศเข้าด้วยกัน โดยเมียนมาร์มีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับทั้งในด้านอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว “จากที่ได้ไปสำรวจเส้นทางเมืองมะละแหม่งซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางคาราวานจากไทยเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาร์พบว่าปัจจุบันนี้ถนนของเมียนมาร์มีการพัฒนากว่าเดิม มาก มีการแบ่งเส้นทางสำหรับรถยนต์และรถบรรทุกอย่างชัดเจนเพราะเมียนมาร์ให้ความสำคัญกับเรื่องของการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ขณะที่หอการค้าจังหวัดตากเองก็ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวโดยใช้เป็นตัวนำไปสู่การค้าและการลงทุนในส่วนอื่น ๆ เป็นการสร้างอุปสงค์ก่อนเพื่อให้เกิดความต้องการแล้วจึงค่อยตามมาด้วยการนำสินค้าไปขาย” คุณสุจิตรา จงชาณสิทโธ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุ ขณะที่เมียนมาร์กำลังก่อสร้างเขตอุตสาหกรรมพิเศษเมียวดีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2558 โดยให้ประเทศญี่ปุ่นเข้ามาทำการศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและมอบหมายให้มุขมนตรีของรัฐกะเหรี่ยงเป็นผู้เข้ามาบริหารจัดการ ล่าสุดบริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่างเครือสหพัฒน์ได้เป็นหนึ่งในผู้ที่จะเข้าไปลงทุนเปิดโรงงานในฝั่งเมียนมาร์ “สิ่งที่หอการค้ากำลังพยายามผลักดันให้เกิดขึ้นก็คือสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาร์แห่งที่ 2 พร้อมศูนย์ วันสต๊อป เซอร์วิส แบบเดียวกันกับฝั่งเมียนมาร์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งแต่คงจะต้องรอต่อไปเพราะถูกเอาไปรวมกับโครงการ 2 หมื่นล้านของรัฐบาลและการตัดอุโมงค์จาก จ.ตาก มายังแม่สอดเพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางจาก 80 กิโลเมตรให้เหลือเพียงแค่ 50 กิโลเมตร” นอกจากนี้ยังอยากให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาระบบ โลจิสติกส์ ระหว่างภาครัฐและเอกชนไทย-เมียนมาร์เพื่อส่งเสริมศักยภาพสินค้าไทยให้สามารถเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้นเนื่องจากการขนส่งสินค้าจากแม่สอดไปย่างกุ้งมีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบกว่าประเทศอื่น ๆ รวมทั้งเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวแม่สอด มะละแหม่ง พระธาตุอินทร์แขวน หงสาวดี ย่างกุ้ง เนื่องจากเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่มีศักยภาพอย่างมากโดยเฉพาะการท่องเที่ยวบนเส้นทางทางบก และส่งเสริมสนับสนุน ผู้ประกอบการไทยทั้งระดับกลางและเล็กให้สามารถเข้าไปลงทุนและเจาะตลาดสินค้าในพม่าได้เพราะตอนนี้ในประเทศเมียนมาร์มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างมาก ความต้องการสินค้าจึงมีความหลากหลายมากขึ้น.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘แม่สอด-เมียวดี’ ศูนย์กลางสินค้าเออีซี