เดือน: มีนาคม 2014

  • สศค.เผยฐานะการคลัง 4 เดือนหลุดเป้า

    สศค.เผยฐานะการคลัง 4 เดือนหลุดเป้า

    นายสมชัยสัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่าฐานะการคลังของรัฐบาลตามระบบกระแสเงินสดช่วง 4 เดือนแรก ปีงบประมาณ 57ภาคการคลังยังคงเข้มแข็ง พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยโดยรัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 659,412 ล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว17,856 ล้านบาท หรือ 2.6% เนื่องจากปีที่ผ่านมามีการนำส่งรายได้จากการประมูลให้ใช้คลื่นความถี่ 3 จี ย่าน 2.1 เมกะเฮิร์ต อยู่ที่20,843 ล้านบาท ขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีจำนวนทั้งสิ้น 1.044 ล้านล้านบาทสูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 50,240 ล้านบาท หรือ 5.1% ทำให้ดุลเงินงบประมาณขาดดุล 384,855 ล้านบาทเมื่อรวมกับดุลเงินนอกงบประมาณที่ขาดดุล 48,199 ล้านบาทส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 433,054 ล้านบาท โดยรัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 83,441 ล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น349,613 ล้านบาท  และเงินคงคลัง ณสิ้นเดือนม.ค.57 มีทั้งสิ้น 254,311 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่มีความมั่นคงต่อฐานะการคลังของรัฐบาล “การดำเนินนโยบายการคลังด้านรายได้และรายจ่ายของรัฐบาลช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 57 ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยขณะนี้เงินคงคลังยังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินนโยบายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบัน” ทั้งนี้ เดือนม.ค.57 รัฐบาลขาดดุลเงินสด90,568 ล้านบาท โดยเป็นการขาดดุลเงินงบประมาณ 51,677 ล้านบาทและดุลเงินนอกงบประมาณขาดดุล 38,891 ล้านบาท ส่งผลให้ช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ57 รัฐบาลขาดดุลเงินสด 433,054 ล้านบาท ทั้งนี้รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล83,441 ล้านบาท   ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลัง161,532 ล้านบาท ต่ำกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 13,441 ล้านบาท เนื่องจากการปรับโครงสร้างอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและการใช้สิทธิส่วนใหญ่ในโครงการรถยนต์คันแรกเกือบครบทั้งโครงการแล้วในปีงบประมาณ 56โดยมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณทั้งสิ้น 213,209 ล้านบาท สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่ก่อน5,095 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่สำคัญได้แก่ รายจ่ายของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 34,887 ล้านบาทรายจ่ายชำระหนี้กระทรวงการคลังของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ 15,017 ล้านบาทรายจ่ายของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา 10,800 ล้านบาทและรายจ่ายเงินอุดหนุนของกระทรวงศึกษาธิการ 10,517 ล้านบาท

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.เผยฐานะการคลัง 4 เดือนหลุดเป้า

  • สคบ.หวั่นสินค้าเพื่อนบ้านไร้คุณภาพทะลัก

    สคบ.หวั่นสินค้าเพื่อนบ้านไร้คุณภาพทะลัก

    รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าพบการลักลอบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศที่ไม่มีคุณภาพเป็นจำนวนมากมาจำหน่ายในประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า ของเล่นเด็ก และสินค้าอันตราย ส่วนใหญ่มักไม่แสดงฉลากอย่างถูกต้องตามข้อกฎหมายของสคบ. และมีราคาถูกกว่าราคาขายตามปรกติในตลาดหลายเท่าตัว ทำให้ผู้บริโภคนิยมเลือกซื้อ ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายกับผู้บริโภคอย่างมาก ดังนั้นสคบ.จึงแนะนำให้ผู้บริโภค ตรวจสอบฉลากสินค้าให้ชัดเจนก่อน หากพบว่า เป็นสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศไม่มีฉลากภาษีไทยกำกับอยู่ หรือสงสัยว่าไม่มีมาตรฐานสามารถแจ้งมาที่สคบ.ได้ทันที“สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศกว่า 50% ลักลอบมาทางชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ผ่านตามขั้นตอนถูกต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานรัฐ ของส่วนใหญ่เหล่านี้มักขายตามตลาดนัด หรือตลาดใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด มีราคาถูกจูงใจผู้บริโภค แต่เมื่อซื้อไปแล้ว กลับพบว่าเป็นของไม่มีคุณภาพ มีความเสี่ยงจะได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทีความเสี่ยงมากที่สุด”ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น หากเจ้าหน้าที่จากสคบ.ตรวจพบ และเห็นว่าเป็นสินค้าที่ลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศ โยไม่แสดงฉลากที่ถูกต้อง ทั้ง วันเดือนปีที่ผลิต การนำเข้า การจัดจำหน่าย วิธีใช้ และข้อควรระวัง จะถือว่ามีความผิดทันที แต่ส่วนใหญ่เมื่อตรวจพบสินค้าประเภทดังกล่าว ก็สามารถจับกุมผู้จำหน่ายเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น ไม่สามารถจับผู้ผลิตที่อยู่ในต่างประเทศได้ จึงทำให้เกิดปัญหา ซึ่งล่าสุดอยู่ระหว่างการหารือกับเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแนวทางการควบคุมที่ชัดเจนต่อไปก่อนหน้านี้ สคบ.ได้ดำเนินคดีกับผจัดจำหน่ายสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะสินค้าเครื่องเล่นช็อตแกล้งคน ที่มีลักษณะเป็นซองหมากฝรั่ง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคเพราะมีกระแสไฟฟ้าแรงสูง โดยผู้ที่ฝ่าฝืนจำหน่ายสินค้าประเภทดังกล่าวมีโทษตามกฎหมายจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของผู้ผลิตหรือนำเข้ามีโทษจำคุกไปเกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตามหากพบเห็นการลักลอบนำเข้าหรือลักลอบจำหน่ายสินค้าที่เข้าข่ายอันตรายสามารถแจ้งสายด่วน สคบ.1166 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สคบ.หวั่นสินค้าเพื่อนบ้านไร้คุณภาพทะลัก

  • สสว.เปิด 5 ธุรกิจแชมป์เจ๊งสูงสุด

    สสว.เปิด 5 ธุรกิจแชมป์เจ๊งสูงสุด

    นายปฏิมา จีระแพทย์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า  ในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ได้จดทะเบียนยกเลิกกิจการ จำนวน 1,420 ราย เพิ่มขึ้น 18 % เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากผลการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยกิจการที่ยกเลิกมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ การขายสลากกินแบ่ง เพราะเป็นธุรกิจที่เปิด-ปิดได้ง่าย , ก่อสร้างอาคารไม่ใช่ที่พักอาศัย  , อสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่เพื่อพักอาศัย เพราะภาครัฐ ไม่มีการก่อสร้างโครงการใหม่ ๆ  , ขนส่ง และขนถ่ายสินค้า   และให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ สำหรับกิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่มีจำนวน 5,317 ราย ลดลง 35% เพิ่มขึ้น 83% โดยประเภทกิจการที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่มากที่สุด 5 ลำดับแรก ได้แก่ ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่อพักอาศัย ขายส่งเครื่องจักรและอุปกรณ์ ให้คำปรึกษาด้านบริหารจัดการ และขายส่งวัสดุก่อสร้าง   “ตามปกติกิจการของเอสเอ็มอีจะตั้งใหม่และเลิกกิจการกันง่าย จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเปลี่ยนแปลงทุกเดือน แต่ยอมรับว่าเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เกิดจากผลกระทบทางการเมือง จนกระทบต่อระบอบเศรษฐกิจเป็นหลัก จึงส่งผลต่อการประกอบธุรกิจของเอสเอ็มอี จึงลดลงกว่าปกติ ” ด้านการส่งออกของเอสเอ็มอี ในเดือน ม.ค. มีมูลค่า 157,396.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10 % เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีการส่งสินค้าออกไป จีน สูงสุด มีมูลค่า 20,486.23 ล้านบาท รองลงมา คือ ญี่ปุ่น มีมูลค่า 15,936.39 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา มูลค่า 12,927.49 ล้านบาท มาเลเซีย มูลค่า 7,733.55 ล้านบาท และอินโดนีเซีย มูลค่า 7,617.65 ล้านบาท “ตลาดหลักสำคัญของเอสเอ็มอีไทยเกือบทุกประเทศ มีการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ยกเว้นอินโดนีเซียที่หดตัวลงเล็กน้อย เป็นผลจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่เริ่มเศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก คือ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ยางและของที่ทำด้วยยาง อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ” ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 188,359.80 ล้านบาท ลดลง 26.96 %  โดยตลาดที่เอสเอ็มอีนำเข้าสินค้ามากที่สุด คือ จีน รองลงมาคือ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย และสาธารณรัฐเกาหลี  สินค้าที่นำเข้ามากที่สุด คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนประกอบ รองลงมาคือ เครื่องจักร คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติกและของที่ทำด้วยพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า ส่วนความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง โดยสสว. ร่วมกับสถาบันการเงิน ช่วยเหลือ เช่น ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ การจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย ซึ่งได้เปิดให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลงทะเบียนรับความช่วยเหลือ คำปรึกษา ด้านการเงินการตลาดจากผลกระทบทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 ก.พ. –  4 มี.ค. มีเอสเอ็มอีลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือประมาณ 39 ราย แต่มีการลงทะเบียนดาวน์โหลดข้อมูลความช่วยเหลือจากเว็ปไซต์สสว.กว่า 10,000 ราย ชี้ให้เห็นว่า เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบจริง และมีความสนใจขอรับความช่วยเหลือ โดยอยู่ระหว่างจัดเตรียมเอกสารทำให้การยื่นขอความช่วยเหลือล่าช้า ซึ่งสสว.ได้ตั้งเป้าหมายการช่วยเหลือ 20,000 ราย หากเกินจากนี้จะพิจารณษอีกครั้งหนึ่ง  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สสว.เปิด 5 ธุรกิจแชมป์เจ๊งสูงสุด