เดือน: มีนาคม 2014

  • สมการที่สุดแห่งศตวรรษ ? – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

    สมการที่สุดแห่งศตวรรษ ? – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

     ในศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมา อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของศตวรรษได้คิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และต่อยอดมาเป็นสมการ E = mc 2 อันโด่งดังที่สุดในโลกสมการหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงโลกของเราไปอย่างสิ้นเชิง และต่อมาถูกพัฒนาจนกลายเป็นที่มาของระเบิดปรมาณู  จนถึงศตวรรษที่ 21 ในทุกวันนี้ สมการต่าง ๆ ก็ยังคงถูกนำเสนอและคิดค้นขึ้นมาอย่างต่อเนื่องครับ และในปีค.ศ. 2013 นี้เองมีการพูดถึงสมการหนึ่งซึ่งนักวิชาการหลายคนถึงขนาดเปรียบเปรยว่าโดดเด่นใกล้เคียงกับสมการของไอน์สไตน์ในศตวรรษที่ 20 โดยสมการนี้มีชื่อว่า Equation of Intelligence ซึ่งผมขอเรียกว่า “สมการแห่งความฉลาด” สมการแห่งความฉลาดที่ผมพูดถึงนี้ถูกคิดค้นโดย Dr. Alex Wissner-Gross นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอเมริกันจากฮาร์วาร์ดและ MIT ซึ่งสมการสั้น ๆ ที่เขาคิดขึ้นนี้ให้ความหมายของความฉลาดไว้ว่า “Intelligence = Maximizing diversity of future options” หรือก็คือ “ความฉลาดคือกระบวนการอันเป็นรูปธรรม ที่คนหรือสัตว์หรือแม้แต่คอมพิวเตอร์พยายามขวนขวายเพื่อจะให้ได้มาซึ่งทางเลือกในอนาคตที่มากขึ้นและหลากหลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ฟังดูแล้วเข้าใจยากน่าดูนะครับความหมายนี้ ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ อย่างนี้ดีกว่าครับ เช่น ตอนผมเรียนมัธยม ที่ต้องตั้งใจอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตั้งใจทำคะแนนเอนทรานซ์ให้ได้สูง ๆ ทั้งหมดนั้นก็เพื่อเปิดทางเลือกอนาคต ให้ตัวผมเองมีสิทธิเลือกเข้าเรียนได้ในหลายมหาวิทยาลัย พอเข้ามหาวิทยาลัยได้ ที่ผมต้องตั้งใจเรียนให้ได้เกียรตินิยมก็เพื่อจะเตรียมทางเลือกขั้นต่อไปในอนาคต ให้ตัวเองได้เป็นผู้มีคุณสมบัติในการสอบชิงทุนต่าง ๆ เพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ พอเรียนจนจบปริญญาเอกได้ ตอนนี้ผมเองก็ยังคงพยายามต่อครับ ต้องสอน ต้องทำวิจัย ต้องขอตำแหน่งวิชาการ ถามว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้เพื่ออะไร ผมไม่ได้ทำโดยมีจุดมุ่งหมายว่าอยากจะฉลาดขึ้น ๆ แต่ทำเพื่อสร้างทางเดินในอนาคตของผมให้มันมากขึ้นและกว้างขึ้นไปได้อีก ซึ่งก็บังเอิญว่าสิ่งที่ทำนี้มันทำให้ความรู้ความฉลาดเพิ่มขึ้นเองโดยปริยาย นี่ล่ะครับคือตัวอย่างของสมการนี้ ซึ่งก็ไม่จำกัดแค่เฉพาะมิติในการเรียน แต่ใช้ได้กับองค์ความรู้ด้านอื่น ๆ ได้ด้วย ผมลองเอาสมการของเขามาคิดวิเคราะห์และตั้งคำถามเพิ่มเติมครับ ว่าอย่างนี้แปลว่าคนที่มีทางเลือกเยอะคือฉลาดกว่าคนที่มีทางเลือกน้อยหรือ? ซึ่งด้วยสามัญสำนึกก็คงตอบว่าไม่ใช่ ทางเลือกเยอะหรือน้อยไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกว่าใครจะฉลาดมากกว่าหรือน้อยกว่ากัน คนที่ทั้งชีวิตมีทางเดียวให้เดินอาจมีความฉลาดมากกว่าคนที่มีทางเป็นสิบเป็นร้อยทางให้เดินหรือในทางกลับกันก็เป็นได้ แต่สิ่งที่คนทางเลือกเยอะเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัดก็คือโอกาสครับ โอกาสที่จะเพิ่มพูนความฉลาดให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ยังมีทางอีกมากมายให้เลือกเดินต่อไป ผมเทียบเคียงกับเหตุการณ์ทางการเมืองไทยในปัจจุบันเลยละกันครับ ซึ่งก็เหมือนกับการเลือกทางขับไล่รัฐบาลด้วยการออกมาประท้วงโดยปฏิเสธข้อต่อรองใด ๆ สถานการณ์ตอนนี้จะเห็นว่าเส้นทางประท้วงที่เลือกนี้บีบทางไปต่อในอนาคตให้เหลือแค่สองทาง ทางหนึ่งถ้าชนะฝ่ายประท้วงก็สมหวังเต็มร้อย ได้ไปต่อในทางที่ดูแล้วยังเดินต่อไปได้อีกไกล แต่อีกทางนึงถ้าแพ้ขึ้นมา คนที่ออกมาประท้วงก็ต้องเป็นกบฏ ฝ่ายรัฐบาลก็สมหวังเต็มที่ เรียกว่าทางเดินต่อแทบจะถูกหั่นขาดกันตรงนั้นเลย แต่หากเราเลือกวิธีการอื่น แม้ว่าผลที่ได้สำหรับทั้งสองฝ่ายอาจจะไม่ได้ถูกใจเต็มร้อยไปเสียหมด แต่สิ่งที่มีแน่ ๆ คือโอกาสที่มากกว่าสองทาง ที่จะมีให้เลือกไปต่อได้โดยไม่ต้องเสี่ยงดวง 50:50 กับทางตัน ซึ่งอย่างที่บอกไปข้างต้นนะครับ ทางเลือกน้อยหรือมากไม่ได้ตัดสินความฉลาดหรือความสำเร็จว่าน้อยหรือมาก แต่เป็นการประกันมากกว่าว่าเส้นทางแห่งความฉลาดเราจะยังคงแตกแขนงทอดยาวต่อไปได้เรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด สมการสั้น ๆ ที่ดูเหมือนง่ายนี้ เอาจริง ๆ เห็นไหมครับว่าเข้าใจยากไม่เบา ในแวดวงวิชาการก็ยังถกเถียงกันอยู่ครับว่าจะพิสูจน์สมการนี้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างไรดี ซึ่งงานนี้ก็คงต้องให้เวลาพิสูจน์กันสักหน่อย อ่านจนถึงตอนนี้แล้วคุณผู้อ่านก็มีทางเลือกเพิ่มขึ้นแล้วนะครับ เราจะเลือกแนวไหน ระหว่างทุบหม้อข้าวตีเมือง ซึ่งถ้าสำเร็จเส้นทางเดินต่อสำหรับเพิ่มพูนความฉลาดก็คงไปได้อีกไกล แต่ถ้าพลาดเส้นทางก็ตันไปต่อไม่ได้เลย หรือจะเลือกแนวนักบริหารความเสี่ยง เปิดโอกาสให้ตัวเองมีทางเลือกมากที่สุดเพื่อการันตีว่าหนทางข้างหน้าเรายังจะได้ไปต่อ ยังมีทางให้ได้พัฒนาความฉลาดต่อไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่เจอทางตัน.  ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต chutisant.k@rsu.ac.th

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สมการที่สุดแห่งศตวรรษ ? – รอบรู้ไอที รอบโลกเทคโนโลยี

  • กทค.อนุมัติให้ยิงดาวเทียมไทยคม8 แล้ว

    กทค.อนุมัติให้ยิงดาวเทียมไทยคม8 แล้ว

    วันนี้ (18 มี.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) มีมติอนุมัติให้ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชย) สามารถเพิ่มบริการดาวเทียมดวงใหม่ภายใต้ใบอนุญาตเดิม หรือ สามารถ ยิงดาวเทียมดวงที่ 8 ขึ้นสู่วงโคจร 78.5 องศาตะวันออกตามที่ไทยคมยื่นขอมา โดยมีระยะเวลา 18 ปีสำหรับการให้บริการดาวเทียมทุกดวงต่อจากนี้ จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาตดวงที่ 7 ที่อนุมัติไปเมื่อปี 2555 โดยไทยคมจะจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตภายใต้ดวงที่ 7 ทั้งหมด ทั้งนี้ ไทยคมได้ยื่นขอต่อ กทค. เพื่อขอเพิ่มบริการโครงข่ายดาวเทียมภายใต้ใบอนุญาตเดิมที่เคยได้รับในการให้บริการดาวเทียมไทยคม 7 โดยมีหนังสือยืนยันจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ว่าไทยคมได้รับอนุญาตให้ใช้วงโคจรดังกล่าวแล้วอย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ไทยคมให้บริการดาวเทียมรวม 3 ดวง คือ ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ที่ 119.5 องศาตะวันออก ไทยคม 5, 6 ที่ 78.5 องศาตะวันออกและ ไทยคม 7 ที่ 120 องศาตะวันออก โดยการยิงไทยคม 8 ครั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของทีวีดิจิทัลที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งมีความต้องการใช้งานช่องสัญญาณดาวเทียมสูงมากสำหรับประเทศไทย มีสิทธิ์ในวงโคจร 6 ตำแหน่ง คือ 50.5 78.5 119.5 120 126 และ 142 องศาตะวันออก โดย 50.5 อยู่ระหว่างการเจรจาหาดาวเทียมเพื่อรักษาวงโคจร ขณะที่อีก 2 ตำแหน่งที่เหลือยังไม่เคยมีการใช้งานดาวเทียม เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ครอบคลุมบริเวณมหาสมุทรอินเดียและบางส่วนของมหาสมุทรแปซิฟิก จึงต้องใช้งบลงทุนสูงในการสร้างสถานีรับส่งภาคพื้นดินในบริเวณกลางทะเล

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : กทค.อนุมัติให้ยิงดาวเทียมไทยคม8 แล้ว

  • เนื้อหมูราคาพุ่งโลละ 10 บาท หลังปริมาณหมูลดน้อยลง

    เนื้อหมูราคาพุ่งโลละ 10 บาท หลังปริมาณหมูลดน้อยลง

    รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยว่า ขณะนี้ ราคาขายปลีกหมูเนื้อแดง (ไหล่-สะโพก) ในตลาดสดเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ล่าสุดได้ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 150-155 บาท/กก. ซึ่งทยอยปรับขึ้นจากช่วงปลายเดือนก.พ.ที่ขายอยู่ 140-145 บาท/กก.  หรือปรับขึ้นมากก.ละ 10 บาท  เนื่องจากปริมาณหมูที่เข้าสู่ตลาดลดลง 5-10%  โดยความต้องการบริโภคหมูต่อวันอยู่ที่ 4 หมื่นตัว แต่ปริมาณหมูที่เข้าสู่ระบบต่อวันเหลือเพียงแค่ 3.8 หมื่นตัว ทั้งนี้ ราคาขายปลีกหมูเนื้อแดงที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้น สูงกว่าราคาแนะนำที่กรมการค้าภายในประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 17-22 มี.ค. ซึ่งกำหนดให้ราคาขายปลีกให้ราคาจำหน่ายหมูเนื้อแดงตัดแต่ง (เนื้อสะโพก เนื้อไหล่) กรุงเทพฯ ภาคกลาง และภาคตะวันตก สูงไม่เกิน 146 บาท/กก. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สูงไม่เกิน 151 บาท/กก. ภาคตะวันออก สูงไม่เกิน 150 บาท/กก.  ภาคใต้สูงไม่เกิน 148 บาท/กก. และภาคเหนือ สูงไม่เกิน 152 บาท/กก. แหล่งข่าวจากกลุ่มผู้เลี้ยงหมู กล่าวว่า แนวโน้มราคาหมูเนื้อแดง โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯมีโอกาสปรับขึ้นสูงถึง 160 บาท/กก. หากหมูเป็นหน้าฟาร์มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 80 บาท/กก. ซึ่งปัจจุบันหมูเป็นหน้าฟาร์มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 75 บาท/กก. ซึ่งสาเหตุที่ราคาเนื้อหมูจะปรับตัวสูงขึ้นอีก มาจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือปริมาณหมูที่เข้าสู่ตลาดลดลง เนื่องจากผู้เลี้ยงหมูรายย่อยได้เลิกกิจการ เพราะแบกรับภาระขาดทุนไม่ได้ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าปริมาณหมูที่หายไปจากตลาด จากการเลิกกิจการของผู้เลี้ยงรายย่อยหายไป 5 หมื่นตัว หรือหายไป 10-15% ของหมูทั้งระบบ นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากโรงท้องเสียในลูกหมูที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเดือนก.ย. ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ลูกหมูตายลงจำนวนมาก และส่งผลต่อปริมาณหมูขุนในอีก 6 เดือนข้างหน้า หรือในช่วงเวลาปัจจุบันนี้ ทำให้ราคาหมูเป็นขยับขึ้นมามาก โดยราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มในพื้นที่ภาคตะวันตกราคาอยู่ที่ 75 บาท/กก. ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มภาคตะวันออกอยู่ที่ 78 บาท/กก.แล้ว ทำให้หลายพื้นที่ในกรุงเทพฯที่รับหมูเป็นมาจาก 2 แหล่งใหญ่ คือพื้นที่ภาคตะวันตกและภาคตะวันออกได้รับผลกระทบตามไปด้วย  

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เนื้อหมูราคาพุ่งโลละ 10 บาท หลังปริมาณหมูลดน้อยลง