เดือน: เมษายน 2014

  • คลังรับรายได้รัฐพลาดเป้า

    คลังรับรายได้รัฐพลาดเป้า

    นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่าการจัดเก็บรายได้ของรัฐในปี57จะไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2.275ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าหนักใจมากเพราะตามภาวะปกติการจัดเก็บรายได้ในวงเงินดังกล่าวนั้น สามารถดำเนินการได้โดยไม่ยากเย็น แต่เมื่อมีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้น ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวหายไป ตั้งแต่ไตรมาส4 ปี56ซึ่งเป็นไตรมาสแรกตามปฏิทินปีงบประมาณ57อย่างไรก็ตาม แม้รายรับจะลดลง แต่ไม่ห่วงเรื่องการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากรายจ่ายภาครัฐจะลดลงไปด้วย ตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการต่าง ๆ ที่ชะลอลง เพราะต้องมีครม.ที่มีอำนาจเต็มในการอนุมัติโครงการที่มีขนาดใหญ่ก่อน“ผมคงไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรแทนรัฐบาลหน้าเดี๋ยวจะไปก้าวก่าย แต่คงเป็นภาระหนักของครม.ใหม่ ที่ต้องสื่อสารให้ได้ และต้องตั้งหลักเรื่องรายรับใหม่ ซึ่งผมคิดว่า ขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ในภาวะอันตราย และความอันตรายเริ่มเห็นชัดขึ้นในอัตราเร่ง ดังนั้นต้องไปประมาณการเป้าหมายรายรับตั้งต้น คิดกันใหม่ส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวลดลงเท่าไหร่นั้น ผมไม่ขอให้ความเห็น แต่เห็นว่าเศรษฐกิจเป็นพลวัตร เมื่อเศรษฐกิจจะแย่ ค่าเงินจะอ่อนลงให้ช่วยเรื่องการส่งออก เมื่อถึงเวลานั้นจะคลายกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจลงไปได้บ้าง แต่อาจจะทุกข์ใจเรื่องเงินเฟ้อแทน”ส่วนการจัดทำงบประมาณปี58 นั้น ต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งล่าสุดหน่วยงานราชการได้เตรียมคำขอไว้แล้วแต่ที่น่าเป็นห่วงคือ กระทรวงคมนาคม เพราะเดิมรัฐบาลมีเป้าหมายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่แยกออกจากงบประมาณประจำปีอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมา จึงทำให้กลับไปใช้งบประมาณประจำปี ทำให้ต้องดูว่าจะไปกระทบกับงบประมาณอื่นแค่ไหนทั้งนี้กระบวนการจัดทำงบประมาณปี58ที่ล่าช้า คงไม่รุนแรงเกินไป เพราะเมื่อเทียบกับการจัดทำงบประมาณปี55ที่มีการเลือกตั้งในช่วงต้นเดือน ก.ค.54แล้วรอคำรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รอแถลงนโยบายรัฐสภา กว่าจะเริ่มได้ก็ปลายเดือน ก.ย.54ประกอบการการเกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่ก็ทำให้งบประมาณประจำปีผ่านกระบวนการทั้งหมด และใช้ได้ในต้นเดือน มี.ค.55แทนที่จะได้เริ่มใช้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.54ซึ่งตอนนี้กระบวนการต่าง ๆยังอยู่ในช่วงเดือนมี.ค. จึงหวังว่าจะงบประมาณปี58คงไม่ล่าช้าเหมือนที่เกิดขึ้นในปี55“ตอนนี้กลุ่มสถาบันการเงินของต่างประเทศหลายแห่งได้เข้ามาพบต้องขอบคุณบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือเครดิตเรทติ้งต่าง ๆที่ยังคงอันดับประเทศไทยไว้แต่จะสังเกตเห็นว่าที่เขาคงอันดับไว้ มักมีข้อสังเกตที่เป็นข้อห่วงใยว่า ถ้าเกิดไม่แก้ไขเรื่องนี้ เรื่องนั้น ในเวลาอันเหมาะสมหรือเกิดความเบี่ยงเบนทางลบรุนแรง อาจกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือก็ได้บางแห่งก็อาจบอกว่า แต่เดิมนักลงทุนตั้งใจขยายการดำเนินการ เพราะประเทศเราอยู่ในทำเลที่ตั้งอันเป็นศูนย์กลางอาเซียนมีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แต่บางรายก็พูดตรง ๆ ว่าตอนนี้คงไม่ขยายผมก็มีหน้าที่ถามว่าไม่ขยายจะลดหรือเปล่า ส่วนใหญ่ก็ตอบว่ายังส่วนบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือผมถามว่า จะลดอันดับประเทศไทยลงไหม เขาตอบว่าถ้าการเมืองไม่ยืดเยื้อก็ไม่ต้อง แต่ถ้ารุนแรงขึ้นมาเขาปรับลดก็ไปโทษเขาไม่ได้”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : คลังรับรายได้รัฐพลาดเป้า

  • ดึงบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เยี่ยม”ราชประสงค์”

    ดึงบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เยี่ยม”ราชประสงค์”

    นายสุเมธสุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติไทย (ทิก้า) เปิดเผยว่า วันที่ 25-27 เม.ย.นี้ทิก้าเตรียมร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการวิสหากิจในย่านราชประสงค์ จัดโครงการ เลิฟไมซ์เลิฟไทยแลนด์ เพื่อเชิญผู้ประกอบการจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่กว่า 100 รายเข้ามาสำรวจพื้นที่ และพักในโรงแรมย่านราชประสงค์ ผ่านการจัดรายการส่งเสริมขายราคาพิเศษ เน้นเพิ่มมูลค่าแพ็กเกจ และการสนับสนุนค่าจัดงานเลี้ยงอาหารมื้อค่ำ ซึ่งจะเป็นการฟื้นฟูภาพลักษณ์ และกระตุ้นตลาดกลุ่มสัมนา ให้เติบโตได้ในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ หลังจากได้รับผลกระทบจากการชุมนุมช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. ที่ผ่านมา"ต้องยอมรับว่าไตรมาสแรก รายได้จากกลุ่มไมซ์ทั้งประเทศหายไปแล้วกว่า 30%เพราะตลาดกลุ่มสัมนา ถือเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดประชุมและนิทรรศการ(ไมซ์) อีกทั้งคนส่วนใหญ่อีก 65% มักจะมาใช้พื้นที่บริเวณราชประสงค์จัดสัมนาโดยเฉพาะจากตลาดกลุ่มเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นต้นจากนี้ก็ต้องทำตลาดฟื้นฟูและหาโปรโมชั่นกระตุ้นไปเรื่อย ๆเพราะคาดว่าตลาดไมซ์จะฟื้นตัวได้ใน 3-6 เดือนหลังเหตุการณ์ทางการเมืองสงบ”อย่างไรก็ตาม ยังเตรียมรุกทำการตลาดแบบดิจิทัลให้มากขึ้นอาทิ จัดทำแอพลิเคชั่น โฆษณาประชาสัมพันธ์ความพร้อมของสถานที่ไมซ์ในประเทศ และเพื่อส่งเสริมไมซ์ภายในประเทศอย่างจริงจัง พร้อมผลักดันให้รายได้ตลาดไมซ์เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 90,000 ล้าน จากนักท่องเที่ยวกว่า 900,000 รายสำหรับการเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่ไมซ์ในอาเซียนนั้นทิก้าได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต จัดทำคู่มือไมซ์อาเซียนกลยุทธ์การบริหารจัดการในแต่ละตลาด การประสานการทำงานร่วมกันในแต่ละชาติ 2ภาษา คือไทยและอังกฤษ ก่อนขยายไปยังภาษาอาเซียนชาติอื่นเพื่อใช้เป็นต้นแบบให้แก่อุตสาหกรรมไมซ์อาเซียนรวมถึงผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง(ฮับ) ไมซ์ในอาเซียนและเอเชีย หลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ปี 58

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดึงบริษัทข้ามชาติรายใหญ่เยี่ยม”ราชประสงค์”

  • ไฟเขียวต่ออายุลดภาษีดีเซลสิ้นพ.ค.

    ไฟเขียวต่ออายุลดภาษีดีเซลสิ้นพ.ค.

    ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมครม. วันที่8เม.ย.นี้ ได้เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการขยายระยะเวลาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลออกไปอีก1เดือน ถึงสิ้นเดือนพ.ค.57โดยให้เก็บภาษีในอัตรา0.005บาทต่อลิตรซึ่งการปรับลดภาษีครั้งนี้ แม้ว่าจะทำให้กรมสรรพสามิตสูญเสียรายได้ไปเดือนละ9,000ล้านบาท แต่ก็เป็นผลดี เพราะจะช่วยเหลือภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนได้โดยขั้นตอนต่อไปจะเสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)พิจารณาอนุมัติเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไปทั้งนี้กรมสรรพสามิต รายงานว่า เหตุผลที่ต้องขยายเวลามาตรการดังกล่าวออกไป เพราะมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนเม.ย.นี้แต่ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยราคาขายปลีกน้ำมันภายในประเทศ ยังมีราคาสูง หากปรับขึ้นภาษีในขณะนี้ จะทำให้ประชาชนมีภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ขณะเดียวกันสถานการณ์ชุมนุมทางการเมืองยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หากไม่สามารถประชุมครม.เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาภาษีได้ จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นเป็นลิตรละ10บาท ส่งผลให้เกิดความผันผวนด้านราคาพลังงานในประเทศอย่างรุนแรงนอกจากนี้ ที่ประชุมครม.ยังเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหากรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) 9 คน คือ นายเชิดพงษ์ สิริวิชช์ ,นายศุภชัย พิศิษฐวานิช ,นายดำริ สุโขธนัง ,นายอำพน กิตติอำพน,นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ,นายอมร พิมานมาศ ,นายกิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย,นายกิตติรัตน์ มังคละคีรี และนายสุนทร ทรัพย์ตันติกุล โดยให้มีผลทันที เพื่อสรรหาคณะกรรมการ กกพ.4 คน ที่ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนด 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.57ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังเห็นชอบให้แต่งตั้งน.ส.อุรวี เงารุ่งเรือง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์ในคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายแทนนายบุญนริศร์ สุวรรณพูล ซึ่งเกษียณอายุราชการไปแล้ว

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ไฟเขียวต่ออายุลดภาษีดีเซลสิ้นพ.ค.