เดือน: เมษายน 2014

  • พบ.เร่งสอบกรณีนกแอร์

    พบ.เร่งสอบกรณีนกแอร์

    นายวรเดช หาญประเสริฐอธิบดีกรมการบินพลเรือน (บพ.) เปิดเผยถึงกรณีพบคนนอกหลบเลี่ยงมาตรการความปลอดภัยสนามบินขึ้นเครื่องบินนกแอร์ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากความบกพร่องด้านความปลอดภัยดังนั้นบพ. จึงใช้อำนาจตามพ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ. 2497เรียกตัวแทนจากบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.) และบริษัทสายการบินนกแอร์จำกัด (มหาชน)มาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาสอบสวนหาคนผิดทั้งนี้จากการพิจารณาข้อเท็จจริงเบื้องต้นถือว่าทั้ง 2 หน่วยงาน หละหลวม ปล่อยให้บุคคลภายนอกลักลอบขึ้นเครื่องมาได้ โดยไม่มีการตรวจบัตรโดยสาร ซึ่งต้องสืบหาข้อมูลรายละเอียดให้ได้ว่าปัญหานี้มีสาเหตุมาจากการทำงานที่ผิดพลาดของคน หรือระบบความปลอดภัย เพื่อหาแนวทางการแก้ไขให้ตรงจุด คาดจะสอบข้อเท็จจริงแล้วเสร็จและนำเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาได้ภายในเดือนเม.ย.นี้อย่างไรก็ตาม ปกติสนามบินทุกแห่ง จะต้องปฏิบัติตามกฎด้านความปลอดภัยในการเดินอากาศอย่างเคร่งครัด 2 ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่เข้าสู่สนามบิน จนถึงการเข้าสู่ตัวเครื่องบินเพื่อเดินทาง ขั้นตอนแรกคือการตรวจสอบความปลอดภัยการเข้าสู่สนามบิน ซึ่งเจ้าหน้าที่จะตรวจเอ็กเรย์ผู้โดยสาร สัมภาระ และการปลดอาวุธรวมถึงการตรวจบัตรโดยสารครั้งแรก และขั้นตอนที่ 2การตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องโดยสาร ที่เจ้าหน้าที่สายการบินต้องตรวจสอบบัตรโดยสารของผู้โดยสารทุกคนก่อนขึ้นเครื่อง จึงจะขึ้นเครื่องได้ด้านนายสมชัยศิริวัฒนโชคปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ได้กำชับให้กระทรวงเร่งสืบหาข้อเท็จจริง และสาเหตุของปัญหากรณีนายอาซิส ไม่ทราบนามสกุล ได้ลักลอบขึ้นเครื่องบินของสารการบินนกแอร์ ทั้งที่ไม่มีตั๋วโดยสารและไม่ผ่านการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สนามบินหาดใหญ่เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อมั่น ด้านความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนซึ่งตนได้กำชับให้กรมการบินพลเรือน เร่งสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว โดยผลการสอบสวนจะต้องสามารถอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้และจะต้องมีคนที่รับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการความเชื่อมั่นของคนเดินทางจำนวนมากทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พบ.เร่งสอบกรณีนกแอร์

  • ตะลึงกู้เงินเที่ยวสงกรานต์พุ่ง

    ตะลึงกู้เงินเที่ยวสงกรานต์พุ่ง

    นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัย หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯได้ประเมินการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ไทยปีนี้ไว้ 116,813 ล้านบาทเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.36%ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปี เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และประชาชนไม่กล้าจับจ่ายเงินซื้อสินค้ามากนัก แต่ทั้งนี้ สถานการณ์การใช้จ่ายที่น่ากังวลมาก คือเงินที่ได้ในการใช้จ่าย 20.1% หรือ 22,000 ล้านบาทเป็นการกู้ยืมมาใช้จ่ายในการท่องเที่ยวและการเดินทางกลับบ้านในช่วงเทศกาล“ผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาทางการเมือง และสถานการณ์ค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ทำให้รายได้ของประชาชนจำนวนมาก ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายส่งผลให้เกิดการกู้เงินมากขึ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเท่าตัว โดยปี 56 มีการกู้เงินในช่วงเทศกาลเกือบ 10,000 ล้านบาท แต่ปีนี้เพิ่มเป็น 22,000 ล้านบาท”สำหรับกิจกรรมที่นิยมทำในวันสงกรานต์เช่น ซื้อของ ทำบุญ ท่องเที่ยว ไปเล่นน้ำสงกรานต์ งานสังสรรค์จัดเลี้ยง ทำอาหารทานที่บ้าน กลับบ้านที่ต่างจังหวัด พักผ่อนอยุ่บ้านเฉย ๆ และไปเที่ยวเพื่อความบันเทิง เป็นต้น ส่วนของฝากที่ใข้ในการอวยพรพบว่า เงินสดยังมากที่สุดรองลงมาเป็น เครื่องดื่มบำรุง ผลไม้ สินค้าโอทอป หัตถกรรมไทย ของรับประทาน ดอกไม้สินค้าคงทน และ สินค้าฟุ่มเฟื่อย เป็นต้นส่วนผู้ที่วางแผนการใข้จ่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์พบว่าจะมีค่าเฉลี่ยที่ 49,172 บาท เป็นการเที่ยวใน 94.1% เที่ยวต่างประเทศ 5.9%โดยนิยมไปประเทศฮ่องกงมากที่สุด รองลงมาคือ ลาว เกาหลี พม่า ยุโรป จีนญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศส่วนใหญ่จะไปทะลมากสุด รองลงมาเป็น ภูเขา น้ำตก ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อสุขภาพหรือสปานายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ที่มาของเงินที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มาจากเงินออม36.8% รองงมาเป็นเงินเดือน และรายได้ปกติ 28.9% , เงินกู้20.1% , โบนัสและรายได้พิเศษ 14.1% และอื่นๆ 0.1% ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือสัญญาณการกู้เงินเพื่อท่องเที่ยวส่งกรานต์เริ่มมากขึ้นในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้เริ่มสูงขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 15,000บาทต่อเดือนแสดงให้เห็นว่าในช่วงเศรษฐกิจดีการกู้เงินเพื่อท่องเที่ยวจะน้อยกว่าช่วงเศรษฐกิจไม่ดี“เงินสะพัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์116,813 ล้านบาท ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 4 ปี มาจากเศรษฐกิจไม่ดีรวมถึงปัญหาทางการเมืองที่คนไม่มีจิตใจในการซื้อสินค้าและ ภาคการบริโภคชะลอตัวลงเบื้องต้นแม้วงเงินจะขยายตัว จากเชื่อว่าจำนวนสินค้าน่าจะเท่าเดิมจากปีก่อน หรือไม่ก็น้อยลงแต่ที่มูลค่าสูงเพราะสินค้าจะแพงกว่าปีก่อน”สำหรับดารานักแสดงที่ประชาชนต้องการไปเล่นน้ำมากที่สุดสำหรับฝ่ายชายคือ เจมส์จิ และฝ่ายหญิงเป็น ญาญ่า ,ดารานักร้องฝ่ายชายเป็นบี้เดอะสตาร์ ฝ่ายหญิงเป็น ใบเตย อาร์สยาม, ดาราพิธีกรฝ่ายชายคือ ปัญญา นิรันดร์กุล ฝ่ายหญิงเป็น ส้ม เถิดเทิงและนักการเมืองที่ประชาชนต้องการรดน้ำดำหัวมากที่สุด คือ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรรองลงมาเป็น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายชวน หลีกภัยเป็นต้นส่วนพรที่ประชาชนคนไทยต้องการให้กับประเทศไทยมากที่สุดคือขอให้พระเจ้าอยุ่หัวและพระราชินีทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงและทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน,ให้คนไทยรักสามัคคี และ ขอให้เศรษฐกิจดีส่วนข้อสอบถามเกี่ยวกับทัศนะต่อสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน จะส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยมากน้อยเพียงใดพบว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์นั้นจะมีผลกระทบต่อการใช้จ่ายมากที่สุด 16.6% กระทบมาก 26.6%, กระทบปานกลาง 33.6% และกระทบน้อย 10.9% เป็นต้นนอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนยังมีความระมัดระวังการใช้จ่ายมากถึง 47.7% ระมัดระวังปานกลาง 35.2%, กระทบน้อย 14.1% และไม่กระทบเลย 3%“ศูนย์ฯต้องติดตามสถานการณ์การใช้จ่ายและหนี้สินของประชาชนอย่างใกล้ชิดเนื่องจากขณะนี้ประชาชนระมัดระวังในการใชจ่ายอย่างยิ่งเนื่องจากกังวลสถานการณ์ทางการเมือง ว่าจะรุนแรงขึ้นหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างไรก็ตามต่อจากนี้คงต้องดูว่าการเมืองจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมอย่างไรจากปัจจุบันที่ได้ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 2-3%”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ตะลึงกู้เงินเที่ยวสงกรานต์พุ่ง

  • พาณิชย์ปั้นพิมพ์เขียวโอทอปชุมชน

    พาณิชย์ปั้นพิมพ์เขียวโอทอปชุมชน

    นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมการค้าภายใน จัดทำพิมพ์เขียว “นวัตกรรมการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน” ที่มุ่งเน้นการขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนให้หลากหลาย พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีตัวแทนการค้าสร้างกลยุทธ์การตลาด ส่งเสริมภาพลักษณ์และตราสินค้า เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ชุมนุมที่อยู่ในเป้าหมาย ได้แก่สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) กลุ่มสินค้าออแกนนิก ที่มุ่งส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กลุ่มสินค้าฮาลาล เพื่อเจาะตลาดผู้บริโภคชาวมุสลิม กลุ่มสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (จีไอ) ที่มีลักษณะพิเศษ และมีชื่อเสียงในแต่ละพื้นที่ เบื้องต้นจะมีสินค้าเป้าหมาย 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม ,กลุ่มของขวัญ ของชำร่วย, กลุ่มของใช้ ของตกแต่งบ้าน, กลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรสปา ที่เชื่อมโยงด้านสุขภาพและสังคมผู้สูงวัย และสุดท้าย คือ กลุ่มเสื้อผ้าเครื่องประดับ มีเป้าหมายรวม 3,000 รายพิมพ์เขียวของกระทรวงฯจะเน้นการจัดทำฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ชุมนมอย่างครบวงจร โดยจะมีข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทุกชนิด ฐานข้อมูลผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และจะมีศูนย์ฝึกอบรมผู้ประกอบการ เพื่อเข้าสู่ระบบการตลาดศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ พัฒนาคุณภาพ และมาตรฐานของสินค้า ให้ตรงตามความต้องการของตลาด รวมถึงศูนย์ให้คำปรึกษา แนะนำการแก้ไขปัญหาเป็นรายกรณี เพื่อยกระดับสินค้าให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ“จะเน้นการเพิ่มประโยชน์การใช้งาน การสร้างเรื่องราว การปรับภาพลักษณ์ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนาด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นมีความแตกต่างโดยนักออกแบบไทยที่ได้รับการพัฒนาให้มีฝีมือระดับสากลจะสามารถสนองตอบหรือกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้ “นางศรีรัตน์ กล่าวว่า สำหรับการเพิ่มช่องทางการค้าขาย กระทรวงฯ จะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำผลิตภัณฑ์ชุมชนไปจำหน่าย เช่นร้านค้าในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานที่สำคัญในแต่ละภาค ย่านการค้าจังหวัดต่าง ๆ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ มุมสินค้าในห้างสรรพสินค้า และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และยังกระจายไปยังร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีกดั้งเดิม รวมทั้งร้านค้าธงฟ้า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนกระจายออกไปอย่างทั่วถึงในทุกพื้นที่นอกจากนี้ จะนำระบบออนไลน์มาช่วยในการค้าขายโดยจะเปิดเว็บไซต์ www.thaicommercestore.com เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมร้านค้าออนไลน์ของผู้ประกอบการ และช่วยเพิ่มช่องทางในการค้าขายให้ผู้ผลิต ขณะเดียวกันจะสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่จะเปิดร้านค้าออนไลน์ Thai Commerce Shop บนตลาดกลางและร้านค้าออนไลน์ของธุรกิจรายใหญ่ ที่เป็นที่นิยม และยอมรับของผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : พาณิชย์ปั้นพิมพ์เขียวโอทอปชุมชน