น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยว่า ขณะนี้ เจแปน เครดิต เรตติ้ง เอเจนซี (เจซีอาร์) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิต) ประเทศญี่ปุ่น ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยจากที่มีเสถียรภาพมาเป็นลบ เนื่องจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต และหากวิกฤตการณ์ยังคงยืดเยื้อต่อไปในภาวะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงติดลบ อาจทำให้เกิดการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ที่มีผลจากธนาคารกลางสหรัฐลดปริมาณการซื้อสินทรัพย์ลงและส่งผลให้ดุลการชำระเงินขาดดุล ทำให้สถานะสภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศอ่อนแอลง รวมทั้ง นโยบายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจะล่าช้าออกไปทั้งนี้ เจซีอาร์ ยังคงเครดิตตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ ที่ระดับ เอ ลบ และอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวสกุลเงินบาท ที่ระดับ เอ แต่หลังจากนี้ เจซีอาร์ จะเฝ้าติดตามพัฒนาการในอนาคตของสถานการณ์ทางการเมือง รวมทั้งผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ และจะดำเนินการเกี่ยวกับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยตามความเหมาะสมและจำเป็นต่อไป หากข้อกังวลดังกล่าวกลายเป็นจริง“ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยได้เผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองที่ยืดเยื้อ โดยได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในไตรมาสที่ 4 ปี 56 หลังจากที่ชะลอตัวลงเนื่องจากการหดตัวของอุปสงค์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ จนทำให้อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงลดลงอย่างเห็นได้ชัดอยู่ที่ 0.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.9% แต่ภาพรวมของสถานะทางการคลัง ระบบธนาคารที่มีเสถียรภาพ และดุลภาคต่างประเทศที่เข้มแข็งโดยเปรียบเทียบ ทำให้ประเทศไทยแทบไม่มีโอกาสที่จะก้าวเข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเงินหรือวิกฤตการณ์สภาพคล่องที่เป็นเงินตราต่างประเทศ”อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองจะได้รับการแก้ไขอย่างไร เพราะความไม่สงบทางการเมืองและสังคมในประเทศไทยเกิดจากปัญหาที่หยั่งรากลึกและซับซ้อนที่บางส่วนเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคและระหว่างชนบทกับเขตเมืองที่เป็นผลพวงจากการพัฒนาเศรษฐกิจ และการช่วงชิงระหว่างกลุ่มอำนาจเกิดใหม่ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณฯ เป็นศูนย์กลางและกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะหาวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : เจซีอาร์ลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบ
เดือน: เมษายน 2014
-

เจซีอาร์ลดแนวโน้มเครดิตไทยเป็นลบ
-

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค. ต่ำสุด 12 ปี 5 เดือน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน มี.ค. 57 อยู่ระดับ 68.8 ต่ำสุดในรอบ 149 เดือน หรือ 12 ปี 5 เดือน นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 44 เป็นต้นมา เนื่องจากผู้บริโภคกังวลสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะ ปัญหาความขัดแย้งบทางเมืองที่ช่วง 5-6 เดือนที่ผ่านมาทำให้เงินหายในระบบ 300,000 ล้านบาทส่วนใหญ่เป็นภาคการท่องเที่ยวและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อไปอีก รวมถึงปัญหาค่าครองชีพที่สูง สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ชาวนายังไม่ได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว การหางานทำยากและรายได้ประชาชนลดลง เป็นต้นทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นรายได้ในอนาคตของประชาชนได้ปรับลดลงต่อเนื่องเช่นกัน อยู่ที่ 84.9 ต่ำสุดในรอบ 183 เดือน หรือ 15 ปี 3 เดือน ส่งผลให้ประชาชนต้องระมัดระวังการใช้จ่าย ขณะที่ดัชนีภาวะค่าครองชีพ อยู่ที่ 44.8 ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 46 เดือน แสดงให้เห็นว่าประชาชนรู้สึกว่าประสบปัญหาค่าครองชีพที่สูงกว่าระดับปกติ โดยระดับปกติดัชนีจะอยู่ระดับ 100 ซึ่งสวนทางกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่เท่ากับรายจ่าย “เชื่อว่าการบริโภคของประชาชนยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกของปี 57 เป็นอย่างน้อย เพราะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวและจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองไทยคลี่คลายลง แต่ปัญหาคือยังไม่มีความชัดเจนว่าจะคลี่คลายเมื่อไร่ จนเป็นเหตุให้ผู้บริโภคมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” นายธวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายๆเหตุการณ์ขณะนี้ส่งผลให้ดัชนีความสุขในการดำรงชีวิตคนไทยลดลงต่อเนื่องอยู่ในระดับ 62.3 ต่ำสุดในรอบ 95 เดือน โดยปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ทางการเมืองและภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว เพราะทั้งหมดจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศ รายได้ การหางานทำ และการดำเนินชีวิต ทั้งนี้ผลกระทบจากการบริโภคชะลอตัวลงและปัญหาทางการเมืองที่ยืดยาวพบว่าขณะนี้ได้มีสัญญาณต่ออัตราการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งหากปัญหาการเมืองไม่ยุติใน3เดือนข้างหน้า อัตราการว่างงานจะเพิ่มจาก0.7%ของประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน หรือว่างงานอยู่ 400,000 คน ก็จะเพิ่ม 1% หรือว่างงาน 500,000 – 600,000 คน ส่วนหนึ่งมาจากบัณทิตจบใหม่อีก 300,000 คนจะหางานได้ช้าลง อย่างไรก็ตามหากอัตราว่างงานไม่เกิน4-5%ก็ไม่น่าวิตก “
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค. ต่ำสุด 12 ปี 5 เดือน -

ผู้ประกอบการ 24 ช่อง หารือการประชาสัมพันธ์ทีวีดิจิตอล
วันนี้ (3เม.ย.) ที่โรงแรมเดอะสุโกศล คณะอนุกรรมการจัดทำแผนการปรับเปลี่ยระบบการรับส่งวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล โดยมีผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล17 บริษัท 24 ช่องรายการ หารือแผนการประชาสัมพันธ์ทีวีดิจิตอลให้ประชาชนรับรู้และทำความเข้าใจถึงวิธีการรับชม ประกอบกับการหาแนวทางร่วมกันในการจัดเรียงเลขช่องให้ตรงกันทุกแพลตฟอร์มร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์รองประธานกสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์(กสท.)เปิดเผยว่า การร่วมหารือครั้งนี้จะนำข้อเสนอที่ได้จากผู้ประกอบการเอกชนนำไปใช้ โดยในขณะนี้เป็นช่วงระยะเวลาที่อนุญาตให้ผู้ให้บริการโครงข่าย3 ราย ได้แก่ กองทัพบก อสมท. และไทยพีบีเอส ทดลองการออกอากาศเป็นระยะเวลา 24 วันโดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 – 24 เม.ย. 57 พบว่า การเข้ารหัสสัญญาณ เลขช่องไม่เรียง และรวมถึงไม่สามารถค้นหาช่องซึ่งสามารถแก้ไขได้เนื่องจากยังอยู่ในช่วงระยะเวลาการทดลองในส่วนการแจกคูปองส่วนลดเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลนั้นขอให้ประชาชนที่ต้องการสนับสนุนคูปองอย่าเพิ่งรีบซื้ออุปกรณ์ ขอให้รอการสนับสนุนคูปองและรอให้พื้นที่ครอบคลุมทีวีดิจิตอลเข้าถึงก่อน คาดว่าจะมีความชัดเจนประมาณช่วงปลายเดือนเม.ย.57โดยเบื้องต้นจะจัดสรรแจกจ่าย 4 เขตบริการ ครอบคลุมจำนวน 17 จังหวัด กทม.ปริมฑล เชียงใหม่ และหัวเมืองใหญ่ เป็นต้นนายสุภาพคลี่ขจาย นายกชมรมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล เปิดเผยว่า สำหรับการหารือร่วมกันมีแนวทางและแผนที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นโดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการฟรีทีวี 6 ช่องในระบบอะนาล็อกเดิม นำเอาสปอร์ตโฆษณาการประชาสัมพันธ์การรับชมทีวีดิจิตอลของกสทช.ไปเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบว่าผู้ใช้งานทีวีภาคพื้นดิน อาทิ หนวดกุ้ง ก้างปลา หรือการรับชมทีวีระบบเคเบิลทีวีทีวีดาวเทียม จะมีวิธีการรับชมทีวีดิจตอลอย่างไร เนื่องจากในขณะนี้พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความสับสนวิธีการใช้งานนอกจากนี้ยังให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลแต่ละช่อง ส่งตัวแทนเจ้าหน้าที่ ผู้ประกาศข่าวหรือพิธีกรเข้าร่วมอบรมทำความเข้าใจเพื่อจะได้นำไปชี้แจ้งให้กับผู้รับชมได้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ผู้ประกอบการ 24 ช่อง หารือการประชาสัมพันธ์ทีวีดิจิตอล