นายสุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ สำนักงานปลัดกระทรวงไอซีที นอกเหนือจากการแจ้งเตือนภัย และกระจายข่าวความรุนแรงของภัยพิบัติ การสิ้นสุดของภัยพิบัติผ่านช่องทางต่างๆ แล้ว ยังมีหน้าที่ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านภัยธรรมชาติ กระบวนการแจ้งเตือนภัย สร้างเครือข่ายศูนย์เตือนภัยพิบัติภาคประชาชน รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติให้แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วย สำหรับ เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ศูนย์เตือนภัยฯ ได้จัดโครงการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับระบบเตือนภัยและการปฏิบัติตนเมื่อเกิดอุทกภัย ให้กับประชาชน นักเรียน นักศึกษาในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชลบุรี สระบุรี และนครปฐม เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจพร้อมที่จะรับมือกับภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น สามารถจัดการและดูแลตนเองได้ในเบื้องต้นเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้งรับทราบข้อมูลเกี่ยวกับระบบเตือนภัยต่างๆ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายศูนย์เตือนภัยพิบัติภาคประชาชนทั่วประ เทศกว่า 2 แสนคนที่สามารถให้ความร่วมมือในการแจ้งข่าวสารด้านภัยพิบัติธรรมชาติมายังศูนย์เตือนภัยฯ ผ่านทางระบบสื่อสารต่างๆ อาทิ วิทยุ โทรศัพท์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์เตือนภัยฯ ได้นำข้อมูลข่าวสารที่ได้รับแจ้งจากเครือข่ายฯ ถือเป็นข้อมูลเหตุการณ์จริงในพื้นที่ไปวิเคราะห์ร่วมกับโปรแกรมประยุกต์เพื่อเป็นข้อมูลในการแจ้งเตือนภัยถือเป็นข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนในทิศทางเดียวกัน ศูนย์เตือนภัยฯ จึงได้ดำเนินโครงการสร้างองค์ความรู้เครือข่ายศูนย์เตือนภัยพิบัติภาคประชาชนเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้าน น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยฯ กล่าวว่า การจัดทำโครงการสร้างองค์ความรู้เครือข่ายศูนย์เตือนภัยพิบัติภาคประชาชนเพื่อป้องกันและบรรเทาภัย เพื่อให้เครือข่ายศูนย์เตือนภัยพิบัติภาคประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยและประชาชนทั่วไป ได้รับองค์ความรู้ มีความเข้าใจเกี่ยวกับภัยพิบัติธรรมชาติและ ระบบการเตือนภัยของศูนย์เตือนภัยฯ รวมทั้งเข้าใจขึ้นตอนและวิธีการแจ้งข่าวสารผ่านช่องทางต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ตลอดจนเข้าใจถึงการใช้งานการดูแลรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ศูนย์เตือนภัยฯ ได้ติดตั้งไว้ตามพื้นที่เสี่ยงภัย ทั้งนี้ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์เตือนภัยฯ กับเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการประสานงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและความเข้าใจให้ถูกต้อง ซึ่งได้กำหนดจัดกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว ในพื้นที่เสี่ยงภัยทุกภูมิภาค รวมทั้งหมด 5 ครั้ง ได้แก่ ครั้งที่ 1 วันที่ 26-27 มี.ค.57 ที่ จ.ลำปาง ครั้งที่ 2 วันที่ 8-9 เม.ย.57 ที่จ.พิจิตร ครั้งที่ 3 วันที่ 23-24 เม.ย.57 ที่จ.สระแก้ว ครั้งที่ 4 วันที่ 27-28 พ.ค.57 ที่จ.สงขลา และครั้งที่ 5 วันที่ 4-5 มิ.ย.57 ที่จ.ศรีสะเกษ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ก.ไอซีที โรดโชว์เตือนภัยพิบัติทั่วประเทศ
เดือน: เมษายน 2014
-

ก.ไอซีที โรดโชว์เตือนภัยพิบัติทั่วประเทศ
-

e-book มีให้เห็นมากขึ้นในสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 42 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 12 (42th National Book Fair & 12th Bangkok International Book Fair 2014). จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม ที่ผ่านมา งานจะมีไปจนถึงวันที่ 7 เมษายน 2557 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีสำนักพิมพ์ของไทยและต่างประเทศนำหนังสือใหม่และเก่ามาวางจำหน่ายในงานในราคาลดพิเศษทุกสำนักพิมพ์ สำหรับปีนี้ หลายสำนักพิมพ์ ได้เปิดตัวอี-บุ้ก( e-book) หรือหนังสืออิเล็กทรอนิคส์ เช่น ร้านนายอินทร์ ของสำนักพิมพ์อัมรินทร์ มีมุม อี-บุ้ก สโตร์ ให้คำแนะนำ ดาวน์โหลดอี- แมกกาซีนให้เครืออัมรินทร์ รวมถึงแจกหนังสืออี- บุ้กฟรี เพียงใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต สแกนคิวอาร์โค้ด บนโปสเตอร์ภายในร้าน นอกจากนี้ เอไอเอส ยังมีบู้ทแนะนำ แอพพลิเคชั่น เอไอเอส บุ้ก สโตร์ ซึ่งเป็นร้านหนังสืออนไลน์ขนาดใหญ่ของเอไอเอส รวมถึงแอพพลิเคชั่น OokBee ร้านหนังสือออนไลน์ชื่อดังบนแอพสโตร์และกูเกิลเพลย์ ก็มีเจ้าหน้าที่คอยให้แนะนำเกี่ยวกับวิธีสั่งซื้อหนังสือออนไลน์ และดาวน์โหลดมาอ่านบนอุปกรณ์พกพา ภายในงานไปรษณีย์ไทย ได้ให้บริการแพ็คหนังสือและส่งถึงบ้าน ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด หากเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ จะได้รับหนังสือภายใน 1วัน โดยสามารถเลือกบรรจุใส่ซองกันกระแทก กล่องเล็กและกล่องใหญ่ ค่าบริการ เริ่มต้นที่ 70 บาท 220 บาท พนักงานไปรษณีย์ไทย ซึ่งประจำอยู่ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 42 บอกว่า ปีนี้มีลูกค้ามากกว่าทุกปี ตั้งแต่เปิดงานจนถึงวันนี้ (2 เม.ย.) ต้องแพ็คหนังสือและจัดส่งถึงวันละ 700 กล่อง จากเดิมจะอยู่ประมาณวันละ 300-500 กล่องเท่านั้น ปีนี้หนังสือขายดี และไม่อยากแบกให้หนัก จึงเลือกใช้บริการของไปรษณีย์ ซึ่งจะแพ็คหนังสือให้อย่างดี ไม่มีหายหรือยับ
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : e-book มีให้เห็นมากขึ้นในสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ -

ประเทศไทยใช้น้ำมันมากน้อย แค่ไหนกันแน่ – พลังงานรอบทิศ
หนึ่งในความสับสนด้านตัวเลขพลังงานของไทยก็คือ ประเทศไทยบริโภคน้ำมันมากน้อยแค่ไหนในแต่ละปี และเรามีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน เพราะเราก็มีแหล่งน้ำมันของเราเองในประเทศ แถมยังมีการส่งออกน้ำมันดิบไปขายต่างประเทศอีกด้วย ตามตัวเลขของกระทรวงพลังงาน ในปีพ.ศ. 2555 ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันในประเทศอยู่ที่ 628,000 บาร์เรลต่อวัน (ประมาณ 100 ล้านลิตรต่อวัน) เราผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้ 216,000 บาร์เรลต่อวัน (34 ล้านลิตรต่อวัน) ส่งออกน้ำมันดิบที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับการกลั่นในประเทศ 43,000 บาร์เรลต่อวัน (7 ล้านลิตรต่อวัน) คงเหลือส่วนที่ใช้ในประเทศ 173,000 บาร์เรลต่อวัน (28 ล้านลิตรต่อวัน) ดังนั้นเราจึงควรนำเข้าน้ำมันดิบเพียง 450,000-500,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น แต่ในปีพ.ศ. 2555 เรามีการนำเข้าน้ำมันดิบต่อคอนเดนเสทต่อน้ำมันสำเร็จรูปรวมกันถึง 868,000 บาร์เรลต่อวัน (138 ล้านลิตรต่อวัน) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือประเทศไทยได้ส่งเสริมให้มีการสร้างโรงกลั่นฯ ใหม่และขยายกำลังการกลั่นของโรงกลั่นฯ เดิมเพิ่มมากขึ้นในปี พ.ศ. 2534 จนทำให้เรามีกำลังการกลั่นสูงถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าความต้องการภายในประเทศมาก ดังนั้นเพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากกำลังการกลั่นที่มีเหลืออยู่ ทุกโรงกลั่นฯจึงพยายามที่จะกลั่นน้ำมันให้ได้มากที่สุด เพื่อเป็นการลดต้นทุนต่อหน่วยให้ต่ำที่สุด และเมื่อผลิตได้เกินความต้องการในประเทศ ปริมาณส่วนเกินนี้จึงถูกระบายออกไปด้วยการส่งออกไปขายต่างประเทศ จึงทำให้ในปี พ.ศ. 2555 มีปริมาณน้ำมันส่งออกไปขายต่างประเทศสูงถึง 206,000 บาร์เรลต่อวัน (33 ล้านลิตรต่อวัน) คิดเป็นมูลค่า 269,000 ล้านบาท นอกจากนั้นปริมาณน้ำมันดิบในประเทศส่วนหนึ่งที่เรียกว่าคอนเดนเสท ยังมีคุณสมบัติที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเอามากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ดังนั้นจึงต้องหักปริมาณคอนเดนเสทออกจากปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตได้ในประเทศออกไป 91,000 บาร์เรลต่อวัน เท่ากับเราต้องนำเข้าน้ำมันดิบอย่างน้อย 550,000-600,000 บาร์เรลต่อวัน จึงจะเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แต่ทุกวันนี้ที่เราต้องนำเข้าสูงถึง 800,000 บาร์เรลต่อวัน ก็เป็นเพราะได้นำเข้าส่วนที่เกินความต้องการมากลั่นเพื่อการส่งออก ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการใช้กำลังการกลั่นที่เหลืออยู่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าและส่งออกเพื่อเป็นรายได้ของประเทศ ดังนั้นผมจึงไม่เห็นว่าการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่าความต้องการในประเทศนั้นเป็นความเสียหายอะไร เพราะเปรียบเสมือนการนำเข้าวัตถุดิบชนิดหนึ่งมาผลิตเป็นสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่าแล้วส่งออกไป มีแต่จะเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ส่วนข้อโต้แย้งที่ว่าคนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันมากถึง 8 แสนบาร์เรลต่อวันนั้นก็ว่ากันไป แต่ที่บอกว่าเรามีน้ำมันเอง 3 แสนบาร์เรลต่อวัน ควรนำเข้าอีกเพียง 3 แสนบาร์เรลต่อวันนั้น ไม่ใช่แน่นอนครับ ส่วนมูลค่านำเข้าน้ำมันในปี พ.ศ. 2555 นั้นอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท หักมูลค่าการส่งออกน้ำมันทั้งปีที่ 2.7 แสนล้านบาทแล้ว คนไทยก็ยังบริโภคน้ำมันเฉียด 1 ล้านล้านบาทอยู่ดี (นี่ยังไม่นับมูลค่าน้ำมันที่เราผลิตได้เองในประเทศนะครับ) เห็นตัวเลขอย่างนี้แล้ว ยังบอกว่าคนไทยใช้น้ำมันไม่สิ้นเปลือง ผมก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วจริง ๆ !!!.
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ประเทศไทยใช้น้ำมันมากน้อย แค่ไหนกันแน่ – พลังงานรอบทิศ