เดือน: เมษายน 2014

  • ค่ายน้ำดำระเบิดศึกหน้าร้อน งัดกลยุทธ์ไซซ์ซิ่งดูดลูกค้า

    ค่ายน้ำดำระเบิดศึกหน้าร้อน งัดกลยุทธ์ไซซ์ซิ่งดูดลูกค้า

    เมื่อลมร้อนมาถึง…ก็ไม่พลาด ที่สินค้าดับร้อนต่าง ๆ จะเร่งโกยรายได้ โดยเฉพาะเครื่องดื่มดับกระหาย ทั้งน้ำดำ น้ำสี ที่อยู่คู่เมืองร้อนในสังคมไทยมายาวนาน ด้วยมูลค่าการตลาดมากกว่า 44,000 ล้านบาท จึงไม่แปลกที่ทุกค่ายงัดเอากลยุทธ์กระตุกยอดขายกันคึกคัก  ด้วยภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้ ที่ค่อนข้างชะลอตัวจากหลายปัจจัย ทำให้กำลังซื้อของชาวไทยลดน้อยลง จึงได้เห็นหลายธุรกิจรีบปรับตัวจัดโปรโมชั่น ดึงเงินในกระเป๋ากันตั้งแต่เนิ่น ๆ  สำหรับตลาดน้ำอัดลมปีนี้ ที่เห็นชัดเจนคงหนีไม่พ้น… กลยุทธ์ ไซซ์ซิ่ง หรือการออกผลิตภัณฑ์ขนาดต่าง ๆ สร้างสีสันให้กับวงการ เริ่มต้นด้วยปลายปีก่อน ที่ “เป๊ปซี่” เปิดตัวกระป๋องสลิม 245 มล. ในราคา 12 บาท ไม่นาน “โค้ก” ก็ส่งทั้งโค้ก และสไปรท์กระป๋องสลิม 240 มล. ด้วยราคาเพียง 10 บาท ออกมาสู้ แต่ก็ถูกสวนด้วย เป๊ปซี่เทน ขวดพลาสติกพีอีที 345 มล. 10 บาทเช่นกัน มาเจาะกลุ่มร้านอาหาร อุดช่องว่าง “ขวดแก้ว” ที่เป็นจุดอ่อน เพราะโรงงานไม่ผลิต ส่งผลให้ขณะนี้ แม้จะไม่มีขวดแก้ว แต่เป๊ปซี่ก็มีบรรจุภัณฑ์หลากหลายให้เลือกตามความต้องการถึง 7 แบบ ไล่ตั้งแต่ กระป๋องสลิม 245 มล. 12 บาท ขวดพีอีที ได้แก่ เป๊ปซี่เทน 345 มล. 10 บาท, 410 มล., 445 มล., 550 มล., 1 ลิตร และ 1.45 ลิตร เพื่อหวังจะบรรลุเป้าหมาย กระตุ้นยอดขาย และทวงแชมป์เจ้าตลาดน้ำดำคืนมาให้ได้ภายใน 2 ปี ขณะที่ “โค้ก” เริ่มเดินเกมตามเป๊ปซี่ หลังพบว่า ขวดรูปแบบสลีค โดนใจวัยโจ๋ โดย “คอนสแตนตินอส เดลิอาลิส” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด ยอมเทหน้าตัก 70 ล้านบาท  เร่งเปิดตัว โค้กสลีค ออกสู่ตลาดด้วย แถมตั้งราคาขายต่ำกว่าคู่แข่ง ตามด้วยกระป๋องสลิม 325 มล. ที่ปรับกระป๋องรูปทรงอ้วนท้วนดั้งเดิม เป็นทรงสูง พร้อมเรียกชื่อใหม่เก๋ไก๋สไลเดอร์ ก่อนลุยอัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์รุกตลาดหน้าร้อนเต็มสูบ โดยเฉพาะ แคมเปญ “ต้องกล้า ต้องซ่า ส่งโค้กให้” ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มาก มองให้ลึกลงไป จะเห็นว่า มวยคู่นี้เป็นศึกศักดิ์ศรี! ที่ชิงแชมป์แห่งวงการน้ำดำ ซึ่งเป๊ปซี่ทุ่มหมดหน้าตัก หวังดึงส่วนแบ่งทางการตลาดกลับมาให้ได้ จากปัจจุบันที่เหลือเพียง 30% ขณะที่โค้กแย่งได้ไปจนมีสัดส่วนเกือบ 50% แล้ว แต่งานนี้ยอมรับว่า โค้กก็หืดขึ้นคอพอสมควร กับการยื้อตำแหน่งที่รอคอยมานานถึง 58 ปี ด้าน “เอส” น้ำดำ สัญชาติไทย ที่ปลุกปั้นโดยบริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีประสบการณ์มาก่อนแล้วกับ อดีตเจ้าตลาดอย่าง “เป๊ปซี่” ทำให้มีต้นทุนที่ดี โดยเฉพาะช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ รวมถึงรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ที่ครบครัน ทั้งขวดแก้ว ขวดพีอีที และกระป๋องขนาดต่าง ๆ จึงจัดเต็มสินค้าได้ตามความต้องการของลูกค้า ปิดตายจุดด้อยของเป๊ปซี่!! ดังนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำในเวลานี้…คือทำอย่างไร? ให้เอสเข้าไปอยู่ในใจคนไทย ที่ต่างชื่นชอบน้ำดำกันจนหมดใจให้ได้! เอส…จึงเลือกใช้กลยุทธ์ที่ต่างออกไป ด้วยการสร้างความรับรู้ของแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้าไว้ใจ โดยใช้ “สปอร์ตมาร์เกตติ้ง” นำ เพื่อให้เข้าลึกถึงกลางใจกลุ่มเป้าหมายได้เร็ว เห็นได้จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่เอส ทุ่มงบไม่อั้น ตั้งแต่ลงนามสนับสนุนทีมพรีเมียร์ลีกชื่อดัง “แมนเชสเตอร์ ซิตี” เพื่อยกระดับแบรนด์เอส ผ่านทีมบอลระดับโลก เป็นกลยุทธ์นำร่อง ก่อนเปิดกิจกรรมบอลโลก ที่ฟันธงได้ว่าหวือหวาไม่แพ้ใคร!!  แม้ต้องเสียเงินมาก แต่ก็ถือว่าคุ้ม เพราะใช้เวลาแค่ 1 ปี  เอสแย่งส่วนแบ่งทางตลาดได้แล้วเกือบ 20% แต่การจะขึ้นเป็นแชมป์นั้น ยังต้องข้ามเจ้าตลาด 2 รายที่หินสุด ๆ จึงต้องออกแรงมาก และใช้เวลาอีกไม่น้อย ด้าน “บิ๊กโคล่า” แม้มีดีกรีน้อยกว่าเพื่อน ในแง่ของมูลค่าแบรนด์ แต่ถ้าตลาดต่างจังหวัดแล้ว บิ๊กโคล่า! ยิ่งกว่าแชมป์ ด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ทำตลาดภูมิภาค ด้วยราคาถูกกว่า ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เลือกซื้อสินค้าด้วยราคามากกว่าชื่อเสียงของแบรนด์ ทำให้บิ๊กโคล่าเข้าไปนั่งในใจชาวภูธรได้ไม่ยาก กลยุทธ์ของบิ๊กโคล่านั้น เน้นการทำราคา รวมถึงการส่งชิงรางวัลเที่ยวต่างประเทศ เจาะกลุ่มภูธรเป็นหลัก จึงยังไม่ค่อยเห็นการแข่งขันที่โดนเด่นในสมรภูมิครั้งนี้ แต่คงต้องรอดูว่าหลังจากนี้บิ๊กโคล่า จะเบนเข็มเข้ามาสู้ศึกเมืองกรุงอย่างไร? เพราะหากจะลงแข่งขันจริง คงต้องใช้เงินมหาศาลสู้กับยักษ์ใหญ่ “ชลิต ลิมปนะเวช” อุปนายกฝ่ายวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย มองว่า ฤดูร้อนปีนี้ แต่ละค่ายจะแข่งกันงัดกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจฝืด โดยใช้ “ราคา” เป็นตัวนำ เรียกยอดขาย ขณะที่ปัจจัยบอลโลกที่ปกติจะหนุนให้ตลาดน้ำดำโตได้ดี แต่อาจไม่ช่วยให้ตลาดคึกคักเหมือนเดิมได้ เนื่องจากการรับชมการถ่ายทอดฟุตบอลโลกยากขึ้น เพราะต้องติดกล่องสัญญาณเฉพาะและจ่ายเงินเพิ่มเติม ทำให้กระแสไม่แรงเท่าทุกครั้ง ประกอบกับผู้ประกอบการมองว่ากำลังซื้อลดลง การจัดแคมเปญมากเกินไป ก็กู้ยอดขายกลับมาไม่ได้ กลายเป็น ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เปล่า ๆ. พิชชาพร อยู่เลี้ยงพันธ์

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ค่ายน้ำดำระเบิดศึกหน้าร้อน งัดกลยุทธ์ไซซ์ซิ่งดูดลูกค้า

  • ‘LINE’เปิดสำนักงานในไทย เผยนโยบายเน้นเกมเพิ่มรายได้

    ‘LINE’เปิดสำนักงานในไทย เผยนโยบายเน้นเกมเพิ่มรายได้

    เปิดสำนักงานในไทยอย่างป็นทางการ “LINE”เร่งหาพนักงานคนไทย พร้อมเผยนโยบายปีนี้เน้นเรื่องเกม และให้บริการคอนเทนต์ที่เข้ากับท้องถิ่นและคนไทยมากขึ้น  นายจิน วู ลี  ผู้อำนวยการ ไลน์ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ไลน์ได้เปิดสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว โดยได้ทำการออกแบบและตกแต่งด้วยการนำแนวคิดมาจากสำนักงานที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมการทำงานของพนักงาน ซึ่งการเปิดสำนักงานในไทย แสดงให้เห็นว่าไลน์มีความมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับตลาดประเทศไทยเป็นอย่างมาก และมีเป้าหมายรับพนักงานคนไทยในได้ 100 คน ภายในสิ้นปีนี้ โดยปัจจุบันไทยเป็นตลาดที่สำคัญอันดับสอง มีผู้ใช้งานจำนวน 24 ล้านคน เป็นรองเพียงญี่ปุ่นที่มีจำนวนผู้ใช้งาน 50 ล้านคน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานไลน์จำนวน 390 ล้านคนทั่วโลก และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีนี้จะมีจำนวน 500 ล้านคน ส่วนผู้ใช้งานในไทยจะเพิ่มเป็น 30-35 ล้านคน ตามการเติบโตของจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น สำหรับนโยบายหลักจะใช้กลยุทธ์ให้เหมาะกับคนในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นการเป็นพันธมิตรกับบริษัทชั้นนำในประเทศไทย การแปลภาษา ของคอนเทนต์ ฟีเจอร์ และบริการต่าง ๆ เป็นภาษาไทย และเลือกคอนเทนต์ที่เหมาะสมกับคนไทย เช่น สติกเกอร์ขายหัวเราะ ฯลฯ และในอนาคตจะคัดเลือกคาแรกเตอร์ฝีมือคนไทยเพิ่มอีก น.ส.วารดี วสวานนท์  หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า ในปีนี้ ไลน์จะให้ความสำคัญกับการเปิดให้บริการเกม ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น หลังจากเกม Cookie Run ผจญภัยโลกแคนดี้ ประสบความสำเร็จมียอดดาวน์โหลดทะลุ 10 ล้านครั้งในประเทศไทย โดยวางเป้าหมายจะเปิดตัวเกมใหม่ ๆ ให้ได้ 3 เดือนต่อเกม จากนี้จะมีเกม LINE Rangers หรือเกมขบวนการพิทักษ์ และเกม Line Get Rich หรือเกมเศรษฐีมาเปิดให้บริการเพิ่มโดยปัจุบันมีเกมให้บริการทั้งหมด 53 เกม มี 12 เกมที่แปลให้รองรับภาษาไทยแล้ว สำหรับรายได้ของไลน์ทั่วโลกนั้น 60% มาจากเกม 20% มาจากการขายสติกเกอร์ และอีก 20% มาจากออฟฟิคเซียล แอคเคานท์ แนวโน้มในไทยก็กำลังเป็นแบบนี้เช่นกัน.

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ‘LINE’เปิดสำนักงานในไทย เผยนโยบายเน้นเกมเพิ่มรายได้

  • สศค.ชี้การเมืองยืดเยื้อผลักต้นทุนการผลิตเพิ่ม

    สศค.ชี้การเมืองยืดเยื้อผลักต้นทุนการผลิตเพิ่ม

    รายงานข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ความไม่สงบจากปัจจัยทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิต โดยเฉพาะราคาก๊าซหุงต้มยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจทำให้ราคาสินค้าประเภทอื่น เช่น ราคาอาหารสำเร็จรูป รวมถึง แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลงและแนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปร (เอฟที) ที่เพิ่มขึ้น อาจผลักดันให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการต่างๆ ที่เป็นแรงกดดันไปสู่เงินเฟ้อ ปี 57 โดย สศค.คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 57 อยู่ที่ 2.5% จากช่วงคาดการณ์ 2-3% ตามแนวโน้มการทยอยปรับขึ้นของราคาก๊าซหุงต้ม ทั้งนี้ หากดูจากดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ผ่านมา ยังคงต่ำกว่า 50 อย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากความไม่สงบจากปัจจัยทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ทำให้ภาคครัวเรือนมีการบริโภคที่ลดลง รวมทั้งยังส่งผลต่อภาคการผลิตที่ลดลง ประกอบกับต้นทุนในการผลิต เช่น ราคาก๊าซหุงต้มยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากดัชนีธุรกิจด้านต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและดัชนีธุรกิจด้านผลประกอบการปรับตัวลดลง “อัตราเงินเฟ้อไทย เดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 0.22% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีในหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มี แอลกอฮอล์ ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.45% และดัชนีในหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.10% จากการสูงขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง” นอกจากนี้ หากปัญหาการเมืองที่มีความยืดเยื้อ จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการมีความกังวล เนื่องจากส่งผลกระทบให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว  เพราะไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจและมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น รวมทั้ง กำลังซื้อที่ลดลงของภาคเกษตรทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมียอดขายลดลงตามไปด้วย ขณะที่ราคาวัตถุดิบก็ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้ประกอบการไม่มีความมั่นใจที่จะผลิตสินค้า 

    ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศค.ชี้การเมืองยืดเยื้อผลักต้นทุนการผลิตเพิ่ม